สุนทรียศาสตร์อินเดีย (Indian aesthetics)

รายละเอียด


สุนทรียศาสตร์อินเดีย (Indian aesthetics)

รศ. สมเกียรติ ตั้งนโม (โครงการจัดตั้ง ACT: Art Criticism & Theory)
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศิลปกรรมของอินเดียวิวัฒน์ขึ้นมาจากฐานทางด้านปรัชญาและจิตวิญญาน โดยเฉพาะของบรรดาผู้เสพ
ศิลปะอินเดียได้รับการสรรค์สร้างขึ้นมาในเชิงสัญลักษณ์. ตามทัศน์ของ Kapila Vatsyayan (*) กล่าวว่า:

"สถาปัตยกรรม อินเดียคลาสสิก, ประติมากรรม, จิตรกรรม, วรรณกรรม, นาฏยศิลป์(การร่ายรำ)
และดุริยางคศิลป์ ล้วนพัฒนากฎเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขการเป็นสื่อกลางหรือตัวแทน
โดยเฉพาะของพวกมัน อย่างไรก็ตาม ศิลปกรรมเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมในกันและกัน
มิใช่เพียงความเชื่อทางจิตวิญญานที่อยู่ข้างใต้ปรัชญาศาสนาอินเดียเท่านั้น (the Indian
religio-philosophic mind) แต่ยังกระทำขึ้นในลักษณะที่สัมพันธ์กับสัญลักษณ์และภาวะทางจิตวิญญาน
ซึ่งต่างปรากฏออกมาในรายละเอียด"

(*) Kapila Vatsyayan (born December 25, 192 is a leading scholar of classical Indian dance and
Indian art and architecture. Dr. Vatsyayan received her M.A. from the University of Michigan and
Ph.D. from the Banaras Hindu University. She is the author of many books including The Square and
the Circle of Indian Arts, Bharata: The Natya Sastra, and Matralaksanam. She was the
founder-director of the Indira Gandhi National Centre for the Arts (Indira Kalakendra) in Delhi. She
has also served as secretary to the government of India and the Ministry of Education, department of
Arts and Culture, in which she was responsible for the establishment of many institutions of higher
education in India.

ระสะ (rasa - รส): รสชาติทางอารมณ์ความรู้สึกที่ฝังอยู่ในผลงานศิลปะ
หากให้ความเอาใจใส่ไปที่เรื่องของ"การละคร"และ"วรรณคดี" โดยเฉพาะ
ศัพท์คำว่า"รส"(rasa)
เป็นการอ้างโดยทั่วไปถึงเรื่องเกี่ยวกับ"รสชาติทางอารมณ์ความรู้สึกที่ฝัง
อยู่ในผลงานศิลปะ"เหล่านี้ของผู้ประพันธ์ และความรู้สึกเพลิดเพลินโดยผู้ดูที่มีอารมณ์เข้าถึง

บรรดา นักกวี อย่าง Kalidasa (กาลิทาส) (*) ล้วนระมัดระวังและให้ความสนใจในเรื่อง"รส"
ซึ่งเบ่งบานอยู่ในระบบสุนทรียศาสตร์ของอินเดียที่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่
กระทั่งในศิลปกรรมอินเดียร่วมสมัย ศัพท์คำว่า"รส" มีความหมายตรงตัวว่า"รสชาติ"
ได้ถูกนำมาใช้อย่างไม่เป็นทางการ เพื่ออรรถาธิบายถึงประสบการณ์ทางสุนทรีย์ในภาพยนตร์ต่างๆ; "masala
mix" (การผสมปรุงรส) เป็นการอธิบายถึงภาพยนตร์ฮินดีอันเป็นที่ชื่นชอบ
ซึ่งได้รับการเสริฟด้วยอาหารทางอารมณ์อย่างลงตัว(ดุลยภาพ)
ถูกปรุงแต่งด้วย"รส"โดยบรรดาผู้ดูทั้งหลาย

(*) Kalidasa was a renowned Classical Sanskrit writer, widely regarded as the greatest poet and
dramatist in the Sanskrit language. His floruit cannot be dated with precision, but most likely
falls within the Gupta period, probably in the 4th or 5th century or 6th century. His place in
Sanskrit literature is akin to that of Shakespeare in English. His plays and poetry are primarily
based on Hindu mythology and philosophy.

นาฎยศาสตร์: คัมภีร์พระเวทอันดับห้า (ยุคเสื่อม)
ทฤษฎี"รส" เริ่มต้นเบ่งบานในคัมภีร์สันสกฤต "นาฎยศาสตร์ (Natyashastra: natya - นาฎยา
หมายถึง "การละคร" (drama) ส่วน shastra - ศาสตรา หมายถึง "ศาสตร์เกี่ยวกับ"
(science of) ถือเป็นผลงานชิ้นหนึ่งของภารตะมุนี Bharata Muni ซึ่ง (*):
พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายประกาศว่า "การละคร" คือคัมภีร์พระเวทอันดับห้า( the 'Fifth Veda')
เพราะเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับยุคเสื่อม ในฐานะที่เป็นรูปแบบที่ดีสุดของการสั่งสอนทางด้านศาสนา (**)
ขณะที่ช่วงวันเวลาแห่งการประพันธ์ดูเหมือนจะแปรปรวนอย่างกว้างขวางท่ามกลาง ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย
เรียงลำดับจากยุคของเพลโตและอริสโตเติลจนถึงคริสตศตวรรษที่เจ็ด

(*) Bharata Muni was an ancient Indian musicologist who authored the Natya Shastra, a theoretical
treatise on ancient Indian dramaturgy and histrionics, dated to between roughly 400 BC and 200 BC.
Indian dance and music find their root in the Natyashastra. Besides propounding the theory of three
types of acting Bharata has discussed in detail classical Indian vocal instrumental music and
dance since they are integral to Sanskrit drama. The classical dance form Bharata Natyam is codified
in the Natya Shastra. Bharata classified Sanskrit theatrical forms (NatyaRupaka) into ten types;
what is known to the west as drama is but one among these, namely, Nataka.

Bharata also outlines a set of rasas or moods / emotions which were to be influential in defining
the nature of Indian dance, music, and theater. The Natyashastra comprises 36 chapters and it is
probable that it was a creation of many more than one scholar. Bharata is considered as the father
of Indian theatrical art forms.

(**) คัมภีร์พระเวท โดยทั่วไปถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู กล่าวเฉพาะลงไป หมายถึง บทสวดต่างๆ
ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชาวอินโดอารยัน โดยมีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ในชั้นหลัง. คำว่า "เวท"
นั้น หมายถึง ความรู้ มาจากธาตุ "วิทฺ" (กริยา รู้)

คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่

- ฤคเวท ใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า
- สามเวท ใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า
- ยชุรเวท ว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายันและบวงสรวงต่างๆ และ
- อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์

นักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ถือว่า"พระเวท" เป็นส่วนที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่
สำหรับส่วนที่ใหม่สุดของพระเวท น่าจะมีอายุราวพุทธกาล และส่วนที่เก่าสุด ราว 1,000 ปีก่อนพุทธกาล
แต่นักภารตวิทยาเชื่อว่า เนื้อหาของคัมภีร์เหล่านี้น่าจะได้มีการท่องจำมาก่อนการบันทึกเป็นเวลานานมาก
ซึ่งมีหลักฐานจากลักษณะทางภาษา และบริบททางสังคมต่างๆ

คัมภีร์นาฎยศาสตร์ได้นำเสนอแนวคิดเชิงสุนทรีย์เกี่ยวกับ"รส"ต่างๆ
และความเชื่อมโยงของสิ่งเหล่านี้กับ"ภาวะ" (bhavas) ในบทที่หกและเจ็ดตามลำดับ
ซึ่งปรากฏขึ้นมาเป็นอิสระจากผลงานโดยภาพรวม. "รส"ทั้งแปด(Eight rasas) (*)
และความเชื่อมโยงกับ"ภาวะ"ได้รับการกล่าวถึง
และความเพลิดเพลินเหล่านี้ถูกนำไปสัมพันธ์กับรสชาติของอาหาร(savoring a meal):
"รส"เป็นความเพลิดเพลินเกี่ยวกับ"รสชาติ"ที่เกิดขึ้นมาจากการตระเตรียมอย่างเหมาะสมข
องส่วนผสม และคุณภาพของส่วนประกอบต่างๆ

(*) Eight rasas: Bharata Muni enunciated the eight Rasas in the Natyasastra, an ancient work of
dramatic theory. Each rasa, according to [Natyasastra]], has a presiding deity and a specific
colour. There are 4 pairs of rasas. For instance, Hasya arises out of Sringara. The Aura of a
frightened person is black, and the aura of an angry person is red. Bharata Muni established the
following:

- Songaram Love), Attractiveness. Presiding deity: Kamadaba. Colour: light green.
- Hasyam Laughter, Mirth, Comedy. Presiding deity: Pramata. Colour: white.
- Raudram Fury. Presiding deity: Rudra. Colour: red.
- Karunam Compassion, Mercy. Presiding deity: Yama. Colour: grey.
- Bibhatsam Disgust, Aversion. Presiding deity: Shiva. Colour: blue
- Bhayanakam Horror, Terror. Presiding deity: Kala. Colour: black
- Viram Heroic mood. Presiding deity: Indra. Colour: yellowish
- Adbhutam Wonder, Amazement. Presiding deity: Brahma. Colour: yellow
- Shanta deity: Vishnu. Colour: blue., or tranquility, was suggested by Abhinavagupta and had to
undergo a good deal of struggle between the sixth and the tenth centuries, before it could be
accepted by the majority of the Alankarikas, and the expression Navarasa (the nine rasas), could
come into vogue. In addition to the nine Rasas, two more appeared later (esp. in literature)

The Bhavas
The Natyasastra identifies eight rasas with eight corresponding bhava:

- Rati (Love)
- Hasya (Mirth)
- Soka (Sorrow)
- Krodha(Anger)
- Utsaha (Energy)
- Bhaya (Terror)
- Jugupsa (Disgust)
- Vismaya (Astonishment)

อันที่จริง "รส"ในความหมายเชิงทฤษฎี คือสิ่งที่มิได้มีการสนทนาออกมาเป็นคำๆ
อย่างได้ใจความในคัมภีร์นาฏยศาสตร์แต่อย่างใด จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างชัดนัก
ตามที่บรรดาผู้ประพันธ์ปรารถนาหรือมีความรู้ได้

ทฤษฎี"รส" พัฒนาขึ้นโดยนักสนุทรียศาสตร์แคชเมียร์ (Kashmiri aesthetician)
"รสที่เก้า" (the ninth rasa), shanta-rasa (สันติรส)
ทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่อง"รส"พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยนักสนุทรียศาสตร์แคชเมียร์ (Kashmiri
aesthetician) บทกวีคลาสสิกต่างๆ ของ Andandavardhana (*), ใน the Dhvanyaloka
ได้นำเสนอ"รสที่เก้า"(the ninth rasa), shanta-rasa (สันติรส)
ในฐานะความรู้สึกในทางศาสนาเกี่ยวกับภาวะสันติ / สงบ [peace (santa)] โดยเฉพาะ
ซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะ(bhava), ความเหนื่อหน่ายเกี่ยวกับความสุขทางกาม หรือความเพลิดเพลินสนุกสนานทางโลก

(*) Anandavardhana (820-890) was the author of Dhvanyaloka, the philosophy of "aesthetic
suggestion". The philosopher Abhinavagupta wrote an important commentary on it. Anandavardhana
is credited with creating the dhvani method. He wrote of dhvani (meaning sound, or resonance) in
regard to the "soul of poetry." "When the poet writes," said Anandavardhana,
"he creates a resonant field of emotions." To understand the poetry, the reader or hearer
must be on the same "wavelength." The method requires sensitivity on the parts of the
writer and the reader.

"รส-ธวานิ" (rasa-dhvani) หรือข้อเสนอแนะเชิงบทกวี
วัตถุประสงค์ขั้นต้นของคัมภีร์นี้ เพื่อกลั่นกรองแนวคิดทางวรรณคดีเกี่ยวกับ"ธวานิ" (dhvani)
หรือข้อเสนอแนะเชิงบทกวี โดยให้เหตุผลถึงการดำรงอยู่ของ"รส-ธวานิ" (rasa-dhvani),
เริ่มต้นในรูปแบบต่างๆ ของภาษาสันสกฤต ประกอบด้วย: คำ, ประโยค, หรือทั้งหมดของผลงาน "นำเสนอ"
ถึง"ภาวะ"หรือ bhava ทางอารมณ์ความรู้สึกของโลกที่เป็นจริง, ระยะห่างทางสุนทรีย์(aesthetic
distance), ผู้รับที่มีอารมณ์อ่อนไหว(เข้าถึง),ความเอร็ดอร่อยเกี่ยวกับ"รส",
รสชาติทางสุนทรีย์เกี่ยวกับโศกนาฏกรรม, เรื่องวีรบุรุษ, เรื่องของความรัก

ใน ศตวรรษที่ 9-10 ปรมาจารย์ทางด้านศาสนาที่ถูกรู้จักในฐานะ "the nondual Shaivism of
Kashmir" [อทวินิยมไศวะนิกายของแคชเมียร์] (or "Kashmir Shaivism" -
ลัทธิไศวะนิกายแคชเมียร์ / นับถือพระนารายญ์หรือพระวิษณุ) และนักสุนทรียศาสตร์, อภินวคุปตะ
(Abhinavagupta) (อภินวคุปตะ) (*)
ได้ผลักดันทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่อง"รส"ไปสู่จุดสุดยอดของมันในการแสดงข้อคิด เห็นต่างๆ ที่แยกๆ
กันของเขาใน the Dhvanyaloka, the Dhvanyaloka-locana (translated by Ingalls, Masson and Patwardhan,
1992) และ the Abhinavabharati (อภินวภารตี), ข้อคิดของเขาเกี่ยวกับนาฏยศาสตร์
บางส่วนที่ได้รับการแปลโดย Gnoli และ Masson และ Patwardhan.

(*) Abhinavagupta (approx. 950 - 1020 AD) was one of India's greatest philosophers, mystics and
aestheticians. He was also considered an important musician, poet, dramatist, exeget, theologian,
and logician - a polymathic personality who exercised strong influences on Indian culture.

He was born in the Valley of Kashmir in a family of scholars and mystics and studied all the schools
of philosophy and art of his time under the guidance of as many as fifteen (or more) teachers and
gurus. In his long life he completed over 35 works, the largest and most famous of which is
Tantriloka, an encyclopedic treatise on all the philosophical and practical aspects of Trika and
Kaula (known today as Kashmir Shaivism). Another one of his very important contributions was in the
field of philosophy of aesthetics with his famous Abhinavabharati commentary of Natyasastra of
Bharata Muni.

Abhinavagupta (อภินวคุปตะ) ได้ให้คำนิยามในเชิงเทคนิคขึ้นมาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับ"รส"
ซึ่งคือความสุขสุดยอดที่เป็นสากลเกี่ยวกับตัวตนหรืออาตมัน (the Self or Atman)
ถูกให้สีสันโดยระดับทางอารมณ์ของการละคร. "สันติรส" (Shanta-rasa)
ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกที่เท่าเทียมกันอันหนึ่งเกี่ยวกับชุดของ"รส"ต่างๆ
แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความแตกต่างจากรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดของความสุขสุดยอดทางสุนทรีย์

Abhinavagupta (อภินวคุปตะ) เปรียบ"สันติรส"เสมือนสายสร้อยของอัญมณี
ขณะเดียวกันมันอาจไม่เป็นที่ดึงดูดใจสำหรับคนส่วนใหญ่. มันเป็นสายสร้อยที่ให้รูปทรงของสร้อยคอ
ยินยอมให้อัญมณีแห่งรสทั้งแปดได้รับความเพลิดเพลิน. ความเอร็ดอร่อยในรสชาติต่างๆ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"สันติรส"ได้ถูกแย้มนัยในฐานะภาวะที่ดี
แต่ไม่เคยเท่าเทียมกับความสุขสุดยอดเกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรดาโยคีที่มีต่อการตระหนักในตัวตนสูงสุด
(the bliss of Self-realization experienced by yogis.)

ความสำคัญของ"รส" ศูนย์กลางเกี่ยวกับประสบการณ์ของมนุษย์
ในอินเดียอันเก่าแก่จวบจนปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความหลากหลายทางปรัชญา
แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจระดับหนึ่งเกี่ยวกับความสอดคล้องต้องกันในเรื่อง
ธรรมชาติและความสำคัญของสุนทรียศาสตร์และความพึงพอใจทางสุนทรีย์ เรื่อง"รส"(rasa)
ดังที่กล่าวมาแล้ว คล้ายกับ"ความจริง"และ"ความดี"
"รส"คือ"ความงาม" และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล(buddhi);
ความสัมพันธ์ของ"รส"กับความจริงยังคงเป็นเนื้อหาหลักของการพิจารณา.
ถึงแม้บทบาทเฉพาะเจาะจงของ"รส"จะแสดงออกในจิตวิญญานของมนุษย์
ซึ่งขึ้นอยู่กับสมมุติฐานทางอภิปรัชญา(เมตาฟิสิกส์)
ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาทวินิยมหรือไม่เกี่ยวกับทวินิยมก็ตาม (เช่น เอกนิยม) ฯลฯ

"รส"เป็น เรื่องของคุณค่าชั้นสูง เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับประสบการณ์ของมนุษย์
มันรวมเอาเรื่องเพศเข้าไปด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีที่ทางของมันในท่ามกลางเรื่องอื่นๆ ทางจิตวิญญาน

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ"กามะ-กาม" (kama)
แนวคิดพื้นฐานต่อมาคือ"กาม"(kama) (*) การดำเนินไปตามเรื่องของความรักและความเพลิดเพลิน.
"กาม"ประกอบด้วยความพึงพอใจทางสุนทรีย์อันประณีต ความพอใจทางเพศ
และความรักในพระผู้เป็นเจ้า(การแสวงหาของมนุษย์เพื่อการพ้นไปจากโลกวิสัย หรือโลกสันนิวาส - the human
search for transcendence

(*) Kama (กามะ - กาม) is pleasure, sensual gratification, sexual fulfillment, pleasure of the
senses, desire, eros, the aesthetic enjoyment of life in Sanskrit. In Hinduism, kama is regarded as
the third of the four goals of life (purusharthas): the others are duty (dharma - ธรรมะ), worldly
status (artha - อรรถะ) and salvation (moksha - โมกษะ). Kama-deva (กามเทพ) is the personification of
this, a god equivalent to the Greek Eros and the Roman Cupid. Kama-rupa (กามรูป) is a subtle body or
aura composed of desire, while Kama-loka (กามโลก) is the realm this inhabits, particularly in the
afterlife.

ข้อสรุปของ"กาม"ถูกค้นพบได้ในความรักของพระกฤษณะและราธา (Krishna และ Radha),
คู่ครองของพระองค์ และในการร่ายรำของทั้งสองพระองค์ ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า the rasa-lila
("ราสาลีลา" (การร่ายรำอย่างรื่นรมย์[ออกรสออกชาติ]ของเทพเจ้า) - the "playful dance of
the god")-แนวเรื่องที่ได้รับการถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานจิตรกรรม กวีนิพนธ์ และการละคร

คัมภีร์ อันมีชื่อเสียงมากที่สุดเกี่ยวกับศาสตร์แห่งกามคือ
"กามสูตร"ของวัทสยายานะ(Vatsyayana's Kama Sutra) (*) (ภาษิตเกี่ยวกับความรัก - Aphorisms of
love) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นศาสตร์และศิลป์ถึง 64 ภาพ
สำหรับคนที่มีวัฒนธรรมหรือนางคณิกาจะต้องศึกษาเรื่องดังกล่าว (Embree, p. 256)

(*) The Kama Sutra is an ancient Indian text widely considered to be the standard work on human
sexual behavior in Sanskrit literature written by the Indian scholar Mallanaga Vatsyayana. A portion
of the work consists of practical advice on sex. It is largely in prose, with many inserted anustubh
poetry verses. Kama means sensual or sexual pleasure, and "sutra" literally means a thread
or line that holds things together, and more metaphorically refers to an aphorism (or line, rule,
formula), or a collection of such aphorisms in the form of a manual.

The Kama Sutra is the oldest and most notable of a group of texts known generically as Kama Shastra
(Sanskrit: Kama Shastra). Traditionally, the first transmission of Kama Shastra or "Discipline
of Kama" is attributed to Nandi the sacred bull, Shiva's doorkeeper, who was moved to sacred
utterance by overhearing the lovemaking of the god and his wife Parvati and later recorded his
utterances for the benefit of mankind. Historian John Keay says that the Kama Sutra is a compendium
that was collected into its present form in the second century CE.

นาฏยศาสตร์ของภารตะมุนี และในคัมภีร์อุปนิษัท
นาฏยศาสตร์ของภารตะมุนี(Bharata Muni's Natya Sastra) (ตำราเกี่ยวกับทฤษฎีและการปฏิบัติทางการละคร -
Treatise on dramaturgy) (ได้รับการเขียนขึ้นในช่วงระหว่าง 2 ศตวรรษก่อนคริสตศักราช จนถึงคริสตศตวรรษที่
2) ถือเป็นงานเขียนชิ้นแรกในทางทฤษฎีการละคร
ผลงานชิ้นดังกล่าวอ้างถึงมนุษยเริ่มรู้สึกทุกข์ทรมานจากความหยิ่งทะนง
และชีวิตที่เปี่ยมสุขต้องกลับกลายเป็นความทุกข์ทรมานอย่างเต็มที่ พระพรหมได้สร้างสรรค์การละครขึ้นด้วย -
ดนตรี บทกวี และการร่ายรำประกอบกัน -
เพื่อยกระดับมนุษยชาติขึ้นสู่เรื่องทางศีลธรรมและจิตวิญญานโดยวิธีการทาง สุนทรีย์ (รส - rasa) (Bharata,
2003)

จากภารตะ(Bharata) เรื่องอารมณ์ความรู้สึก (รส - rasa, หมายถึง "รสนิยม" หรือ
"รสชาติ"-"flavor" or "relish")
ได้ถูกรับรู้ในฐานะหัวใจหรือแก่นของการละครและศิลปกรรมทั้งมวล
ด้วยเหตุนี้"รส"จึงหมายถึงความรู้สึกที่นักกวีคนหนึ่งถ่ายทอดสู่ผู้อ่านที่เป็นไปอย่างสอดคล้อง
กัน, มีรสนิยมทางสุนทรีย์คล้ายๆ กัน หรือมีความปลาบปลื้มพึงใจทางสุนทรีย์ลงรอยกัน (Gupta)

"รส" ความปลาบปลื้มพึงใจทางสุนทรีย์เคล้าคลอไปกับความรู้สึกซาบซึ้งในการร่ายรำ และการละคร
ได้รับการกล่าวถึงในคัมภีร์อุปนิษัท(Upanishads),
และบางครั้งถูกอ้างในเชิงเปรียบเทียบได้กับ"ความเข้าใจหรือเข้าถึงถึงความ
จริงระดับอันติมะ[ความจริงสูงสุด](Tripurari, p. 10).
ความแตกต่างระหว่าง"รสทางสุนทรีย์"(aesthetic rasa) กับ
"การเข้าถึงพรหมมันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของสิ่งสมบูรณ์"(Brahman realization of the form of the
Absolute) กลายเป็นประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่สำคัญ . "รส-ลีลา"ของพระกฤษณะ
(การร่ายรำด้วยความรักของพระองค์กับพระนางราธา - Krishna's rasa-lila [his love dance with Radha])
คือคำตอบหนึ่งของปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ และน้อมนำสู่การพัฒนาทางปรัชญาเกี่ยวกับประเภทต่างๆ ของความรัก
(Tipurari, p. 37)

การ ร่ายรำนี้ ได้รับการอรรถาธิบายครั้งแรกใน"ภควตะบูรณะ"(Bhagavata Purana) (ราวศตวรรษที่
10) และอยู่ในรูปของร้อยกรองในศตวรรษที่ 12 ที่ได้ให้แรงบันดาลใจในงานจิตรกรรมและบทกวีต่างๆ
(เรียกรวมกันว่า ragamala (ราก้ามาลา) - มาลัยท่วงทำนอง);
ซึ่งได้สร้างเนื้อในสำหรับสุนทรียะแห่งการอุทิศตนที่เรียกว่า"ภักดี รส"(bhakti rasa)
อันเป็นที่นิยมชมชอบใน Vedanti (เวทานติ)[Tripurari].

นับ เนื่องวันเวลาจากศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา "มาลัยท่วงทำนอง"(the ragamala)
(พวงร้อยของท่วงทำนอง - garland of ragas) คือภาพชุดงานจิตรกรรม บ่อยครั้งประกอบด้วยบทกวี
ที่ขานเป็นท่วงทำนองเพลง เป็นดนตรีทางโลกที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกต่างๆ โดยเฉพาะรสนิยม (rasa).
งานจิตรกรรมเขียนภาพวีรบุรุษหรือวีรสตรีหรือพระผู้เป็นเจ้า โดยการคล้องจองชื่อและสัญลักษณ์
ในฉากของความรักประสานสอดคล้องไปกับวันเวลา ฤดูกาล และวิธีการทางสุนทรีย์.
แม้ความเข้าใจภายในกรอบของศาสนาฮินดู, "รส-ลีลา"จะไกลโพ้นออกไป แต่ในราชวงศ์โมกุล
คือบรรดาชนชั้นสูงมุสลิม ได้มีการมอบหมายให้เขียนภาพต่างๆ เกี่ยวกับ "รส-ลีลา"นี้ด้วย

ด้าน ดนตรีในอินเดีย มีขนบจารีตทางสุนทรีย์มายาวนานในทำนองเดียวกัน
สามเวทได้ปฏิบัติกับดนตรีในฐานะศิลปะชั้นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บรรดาปรัชญาเมธีอินเดียได้ให้ความสนใจในสุนทรียศาสตร์ทางด้านเสียง(Malik), ดนตรีและการร่ายรำ(Mittal;
Iravati), และรวมไปถึงท่วงทำนองบทสวดและการเล่าเรื่อง (Kaushal).

แหล่งอ้างอิงและค้นคว้าทางวิชาการเพิ่มเติม
http://en.wikipedia.org/wiki/Aesthetics#Indian_aesthetics
http://science.jrank.org/pages/8188/Aesthetics-in-Asia-India.html

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาของบทความ
http://www.midnightuniv.org/midnighttext/0009999719.html
รศ. สมเกียรติ ตั้งนโม (โครงการจัดตั้ง ACT: Art Criticism & Theory)
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดย : siamganesh IP : 58.10.146.129 [ 16/06/2010 , 01:57:23 ]



ร่วมส่งข่าวประชาสัมพันธ์ งานบุญ รูปภาพพระพิฆเนศและองค์เทพสวยๆ พร้อมระบุแหล่งที่มาของภาพ ข้อมูลสถานที่สักการะทั่วประเทศไทย และเรื่องราวดีๆ มาได้ที่ siamganesh@gmail.com สอบถามเรื่องวิธีการบูชาเทพก็ติดต่อมาได้เช่นกันครับ
 
วิธีบูชาเทพ ตำนาน การบูชา บทสวดมนต์ คาถาบูชา
พระพิฆเณศวร์ พระศิวะ พระพรหม พระวิษณุ ท้าวมหาพรหม พระตรีมูรติ พระแม่อุมาเทวี พระแม่กาลี พระแม่ทุรกา เจ้าแม่ทุรคา เจ้าแม่การี พระพิฆเนศวร์ พระแม่ลักษมี เจ้าแม่รัศมี พระแม่รัศมี พระแม่สรัสวดี เจ้าแม่สุรัสวดี สรัสวตี สุรัสวตี



กำยาน จำหน่ายกำยานแขก กำยานอินเดีย ธูปหอม ธูปแขก ธูปดำ ธูปอินเดีย
ตะเกียง เชิงเทียน ซีดีเพลงบูชาเทพ เทวรูปองค์พระพิฆเนศเรซิ่น ฯลฯ
อ่านเรื่องเทพเจ้าเพิ่มเติม ตำนานกำเนิดเทพ ศาสนาพราหมณ์

พระพรหม ท้าวมหาพรหม พระวิษณุ พระนารายณ์
ความรู้เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ , พระพรหม ท้าวมหาพรหม , พระวิษณุ พระนารายณ์ นารายณ์ทรงครุฑ ,
พระศิวะ พระอิศวร
, พระราม , พระกฤษณะ , พญาครุฑ

พระแม่อุมา พระแม่ลักษมี พระแม่กาลี พระแม่ทุรคา
พระแม่อุมาเทวี เจ้าแม่อุมาเทวี , พระแม่กาลี เจ้าแม่กาลี , พระแม่ทุรกา เจ้าแม่ทุรคา , พระตรีมูรติ , พระแม่ลักษมี เจ้าแม่ลักษมี พระแม่รัศมี ,
พระแม่สุรัสวดี พระแม่สุรัสวตี พระแม่สรัสวดี พระแม่สรัสวตี
, พระขันธกุมาร พระขันทกุมาร , พระหนุมาน

พระพิฆเนศวร์ พระพิฆเนตร พระพิฆเณศ พระพิฆเณศวร์
บทสวดมนต์บูชาพระพิฆเนศ วิธีบูชาพระพิฆเณศ พระคเนศ
วัดเทพมณเฑียร วัดเทพมณเทียร , เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ,วัดวิษณุ ยานนาวา , พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเณศ เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศวร์ ,
ศาลพระพิฆเนศห้วยขวาง พระพิฆเณศสี่แยกห้วยขวางรัชดาภิเษก พระพิฆเนศวร์ห้วยขวาง พระพิฆเณศวร์ ห้วยขวาง, เสาชิงช้า พิธีโล้ชิงช้า พาหุรัด วัดสุทัศน์ สังฆภัณฑ์,
พระพิฆเนศนครนายก อุทยานพระพิฆเณศนครนายก, งานนวราตรี งานวัดแขก พิธีนวราตรี , วัดแขก วัดแขกสีลม วัดพระศรีมหาอุมาเทวี วัดพระแม่อุมา ,
ช้างสามเศียร พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ สมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร จ.สมุทรปราการ ,

พระศิวะ (พระอิศวร)

1. ตำนานพระศิวะ / 2. รูปลักษณ์ แห่งพระศิวะ / 3. เมล็ดรุทรักษะ น้ำตาพระศิวะ / 4. โคนนทิ พาหนะแห่งพระศิวะ /
5. ศิวะนาฏราช พระศิวะร่ายรำ / 6. ศิวลึงก์ สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ / 7. คาถา บทสวดมนต์ บูชาพระศิวะ