ดิยา (Diya) สัญลักษณ์แห่งดิวาลี เทศกาลบูชาพระแม่ลักษมี และวันทีปาวลี

“ดิยา (Diya)” คือ ตะเกียงดินเผาใบเล็ก ที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิง มีฝ้ายเป็นไส้ตะเกียง “ดิยา” ยังเรียกกันในชื่อต่างๆ เช่น “ดิวา (Divaa)” “ดีปาม (Deepam)” หรือ “ดีปัก (Deepak)” ซึ่งถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล ผู้คนจึงนิยมซื้อหามาจุดกันในช่วงเทศกาลดิวาลี  ”ดิยา” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญคู่เทศกาลแห่งแสงไฟนี้

ดิยา (Diya) สัญลักษณ์แห่งดิวาลี “ดิยา” มีทั้งที่ทำจากดินเผา และโลหะ หาซื้อได้ง่ายตามตลาดทั่วไป และรถเข็นที่นำมาขายถึงหน้าบ้าน “ดิยา” ดินเผามักใช้เป็นการชั่วคราวในเทศกาลต่างๆ ขณะที่ “ดิยา” ที่ทำจากทองเหลืองนั้นจะใช้เป็นตะเกียงถาวรในบ้านหรือวัด  ”ดิยา” ถือเป็นตัวแทนของแสงสว่างและความรู้ เป็นการใช้แสงไฟเอาชนะความมืดมิด  ความชั่วร้าย หรือความขลาดเขลา ยิ่งไปกว่านั้น แสงสว่าง ยังเป็นตัวแทนของสิ่งดีๆ ทั้งมวล แสงที่สาดส่องออกมาจาก “ดิยา” ทุกหนแห่งทั่วทั้งเมืองยังเป็นการนำความหวังและสิ่งดีๆ ต่างๆ มาสู่มวลมนุษย์อีกด้วย

ในตลาดเราจะพบ “ดิยา” ทำมาจากวัสดุต่างๆ  แต่ที่นิยมและเป็นของดั้งเดิมนั้นทำมาจากดินเผา “ดิยา” มักมีรูปทรงขนาดเล็ก ที่ใหญ่มากก็ไม่เกินขนาดฝ่ามือ และใช้น้ำมันเนย เนย หรือน้ำมันพืชต่างๆ เป็นเชื้อเพลิง ไส้ตะเกียงจะวางพาดอยู่บริเวณส่วนคอหรือส่วนที่ยื่นแหลมเป็นจงอยของตะเกียง ซึ่งปลายอีกด้านจุ่มโชกอยู่ในน้ำมัน

การจุด “ดิยา” ระหว่างพิธีกรรมบูชาในเทศกาลดิวาลี เรียกว่า อารตี (aarti) เป็นการแสดงการเคารพต่อเทพ หรือเทวีของชาวฮินดู โดยเฉพาะ พระลักษมี (Lakshmi) เทวีแห่งความมั่งคั่ง ถือเป็นเทวีองค์สำคัญที่ได้รับการสักการะในเทศกาลนี้ ชาวฮินดูจะจุด “ดิยา” ทั่วทุกมุมของบ้านเรือน พร้อมทั้งเปิดหน้าต่างให้กว้าง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการเชื้อเชิญให้เทวีเข้ามาเยือนบ้านเรือนของตน
“ดิยา” จึงเป็นหัตถกรรมดั้งเดิมที่สืบทอดมานานของคนอินเดีย ที่มักจะใช้จุดให้แสงสว่างในเทศกาลทางศาสนาต่างๆ ทั้งฮินดู ซิกข์ และเชน โดยเฉพาะดิวาลี เทศกาลแห่งแสงไฟ เป็นช่วงที่ทุกมุมเมืองในทุกทิศทางสว่างไสวไปด้วยแสงไฟทั้งคืน เพื่อขจัดความมืดมิด ความชั่วร้าย และความขลาดเขลาต่างๆ พร้อมทั้งเปิดรับต่อความดีงาม ความรู้ และความหวัง


ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก indiaindream

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .