ตำนานพระอิศวร โล้ชิงช้าในคัมภีร์เฉลิมไตรภพ

ตำนานพระอิศวรตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อพระพรหมทรงสร้างโลกรวมทั้งเหล่าสรรพสัตว์แล้ว และขอให้พระอิศวรไปรักษา แต่พระอิศวรทรงหวงใยเกรงว่าโลกนี้จะไม่แข็งแรงเป็นเหตุให้สรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายล้มตาย พระองค์จึงเสด็จลงมาบนโลกเพื่อทดสอบความแข็งแรงด้วยการยืนด้วยพระบาทข้างเดียวในลักษณะไขว่ห้างบนตัวพญานาคนามว่านาลิวันซึ้งใช้หัวและหางผูกยึดระหว่างภูเขาทั้งสองฝังมหาสมุทรจากนั้นทรงทำการโล้เพื่อทดสอบความแข็งแรง ปรากฏว่าโลกยังแข็งแรงดีอยู่หาได้สั่นไหวแตกร้าวไปกับการโล้อันรุนแรงไม่ ยังมีความโสมนัสแก่พระอิศวร เหล้าบรรดาพญานาคทั้งหลายจึงต่างพากันดีใจ ลงเล่นน้ำเป็นการเฉลิมฉลองสนุกสนาน ดังนั้นเสาชิงช้าจึงเปรียบเสมือนคิริขันธ์ ขันสาครเปรียบเสมือนกับมหาสมุทร และ พญานาคเล่นนั้นเปรียบเสมือนการรำเสนงสาดน้ำกัน

ในคัมภีร์เฉลิมไตรภพ (อ้างใน อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม, ๒๕๒๖ : ๓๔๕) กล่าวว่า เมื่อมหาเทพทั้งสามคือ พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวรทรงร่วมกันสร้างโลกแล้วเสร็จ พระอุมามหาเทพวีชายาของพระอิศวรทรงจินตนาการไปว่าโลกที่มหาเทพทั้งสามสร้างขึ้นนั้นมีแผ่นดินน้อยกว่ามหาสมุทร อุปมาเหมือนดังดอกจอกน้อยลอยอยู่ในมหาสมุทร พระองค์ทรงเศร้าโศกพระทัยที่เหล่ามนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่สามมหาเทพสร้างขึ้นนั้นจะถึงกาลวิบัติในมิช้า ถึงกับทรงไม่ยอมพระบรรทม ไม่ยอมเสวย พระวรกายซูบผอม เมื่อพระอิศวรทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสถามพระอุมาว่าโลกที่สร้างขึ้นในภาคหน้าจะเป็นประการการใด พระอุมาทรงตอบไปดังที่ทรงจินตนาการ ไม่ว่าพระอิศวรจะทรงปลอบหรืออธิบายให้พระชายาว่าโลกมีความแข็งแรงปานใด แต่พระชายาก็หาทรงคลายความปริวิตกไม่ ดังนั้นพระอิศวรจึงท้าพนันถึงความแข็งแรงของโลกโดยการให้พญานาคนาลิวันเอาหัวเกี่ยวกับต้นพุทราที่ริมแม่น้ำพาดนี้และเอาเศียรเกี่ยวพันกับต้นพุทราอีกฟากข้างโน้น พระอิศวรทรงขึ้นไปยืนบนตัวพญานาคด้วยพระบาทข้างเดียวในลักษณะไขว่ห้างแล้วให้พญานาคไกวตัว ถ้าโลกที่มหาเทพสร้างขึ้นมานั้นไม่มีความแข็งแรงพอก็จะไม่สามารถต้านต่อการไกวตัวของพญานาคอันรุนแรงได้และพระอิศวรที่ทรงยืนด้วยพระบาทข้างเดียวนั้นจะตกลงมา พระอิศวรจะแพ้พนันพระอุมาเทวี แต่ถ้าพระองค์ไม่ตก แสดงว่าโลกที่สร้างขึ้นมานั้นมีความแข็งแรงมั่นคงสามารถต้านได้แม้กระทั้งการไกวตัวของพญานาค เมื่อมหาเทพทั้งสองทำการตกลงกันได้แล้วก็พากันไปที่ริมฟังแม่น้ำ แล้วพระอิศวรจึงทำการอันได้กล่าวไป เมื่อพญานาคไกวตัวพระอิศวรก็หาได้ตกลงมาจากตัวพญานาคไม่ โลกที่สร้างขึ้นก็ไม่ได้สั่นสะเทือนจากการไกว เป็นอันว่าโกลมีความมั่นคงแข็งแรง และพระอิศวรก็ชนะแก่พระอุมาเทวี พระนางทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งคลายความกังวน ส่วนบรรดาเพล่าพญานาคก็ปิติยินดีพากันดำผุดดำว้ายเล่นสาดน้ำกันเป็นการใหญ่

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญได้ให้ข้องสังเกตเกี่ยวกับตำนานทั้งสองว่า ปัจจุบันตำนานทั้งสองเรื่องนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้มาจากคัมภีร์ปุราณะหรือเทพปกรณัมฉบับใด แม้จะอ้างคำภีร์เฉลิมไตรภพ แต่เมื่อตรวจสอบกับต้นฉบับดังกล่าวแล้วพบว่า

“เรื่องราวที่บันทึกอยู่นั้นมีลักษณะเป็นตำราโหราศาสตร์ที่น่าจะเขียนในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ และไม่ปรากฏตำนานเรื่องพระอิศวรหยั่งความแข็งแรงของพื้นดินแต่อย่างใด ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าตำนานทั้งสองเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นตำนานที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเหตุการณ์หรือองค์ประกอบในพิธีกรรมโดยคนไทยในชั้นหลังโดยจะสังเกตได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนัก” (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์, ๑๑๐)

อย่างไรก็ตาม จากตำนานที่กล่าวมาคือที่มาของการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย พราหมณ์ได้สร้างเสาชิงช้าขึ้น โดยสมมุติว่าเสาชิงช้าคือขุนเขาทั้งสอง หรือต้นพุทธา แล้วตั้งขันสาครบรรจุน้ำเบื้องหน้าเสาชิงช้าระหว่างกลางเสาทั้งสองแทนมหาสมุทรหรือแม่น้ำ มีนาลิวันสวมเครื่องประดับศีรษะรูปพญานาค สมมุติเป็นตัวแทนของเหล่าพญานาค มีเจ้าพระยาพลเทพเป็นพระยายืนชิงช้า สมมุติว่าคือพระอิศวรเป็นประธานของการโล้ชิงช้า มีการรำเสนงรอบขันสาครโดยผู้ที่รำเสนงถือเขาโควักน้ำจากขันสาครสาดไปรอบ ๆ เปรียบเสมือนพญานาคมาแสดงความยินดี พ่นน้ำถวายพระอิศวร เหล่าเทพก็มาเข้าเฝ้าพระอิศวร มีการสร้างแผ่นไม้จำหลักภาพพระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระอาทิตย์ พระจันทร์ ขุดหลุมปักแผ่นไม้จำหลักสมมุติว่าเทพเหล่านั้นลงมาเฝ้าพระอิศวร

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
ห้ามคัดลอกเพื่อการค้า เผยแพร่เป็นวิทยาทานเท่านั้น

อ้างอิง
ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.

อุคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม. ประเพณีไทย ฉบับมหาราชครูฯ. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์. ๒๕๒๖.

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .