มหาศิวะราตรี พิธีบูชาพระศิวะในวันมหาศิวาราตรี

มหาศิวะราตรี ความยิ่งใหญ่แห่งพิธีกรรมการบูชาพระศิวะมหาเทพ

พระเทวาธิเทวะ มหาเทวะ (พระศิวะ) พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้เกิดก่อนทุกสิ่ง พระผู้ไม่มีวันเกิดและตาย พระองค์มีพระนามมากมาย แต่ละพระนามนั้นมีความหมายดีในตัวเอง พระนามของพระมหาเทพที่กล่าวถึงในโศลกมี 240 พระนาม

พระนามทั้งหลายนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยที่เคยได้พบเห็น ได้ยินกันมา และในบางครั้งก็นำเอาพระนามของพระมหาเทพเหล่านี้ มากล่าวสวดเพื่อขอพรในสิ่งที่ปรารถนา หรือในการทำพิธีกรรมบวงสรวงต่างๆ ซึ่งเรียกการสวดมนตร์นี้ว่า มนต์ นามวลี บูชา

ท่านฤษีสูต นับได้ว่าเป็นฤษีที่มีความรู้ในเรื่องราวแห่งพระปุราณทั้งหลาย เป็นศิษย์เอกแห่งฤษีวยาส ได้กล่าวถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่แห่งการรับฟังเรื่องพระมหาศิวปุราณ เพื่อที่จะได้รับผลบุญอันเท่าเทียมกับการได้กราบไหว้บูชาต่อพระศิวะมหาเทพ

“ข้าพเจ้าขอน้อมรำลึกสมาธิถึงพระศิวเทพ เทพเจ้าแห่งพระแม่อัมพิกาปารวตี พระองค์ผู้ทรงเป็นมงคลยิ่งจากจุดเริ่มต้นถึงกาลอวสาน พระองค์ผู้ทรงเป็นใหญ่ไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบเท่าได้ พระองค์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล ผู้ไม่มีวันเกิดและตาย เทพเจ้าแห่งอาตมัน วิญญาณทั้งหลาย พระผู้มีห้าพักตร์ พระผู้ปัดเป่าทำลายบาปชั่วร้ายทั้งหมด”

พระเทวาธิเทวะ มหาเทวะ ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องราวของพระองค์เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน พระมหาเทวะทรงเคยตรัสเล่าเพียงหนเดียวต่อเหล่าบริวารของพระองค์ และต่อมาก็ได้มีการเล่ากันเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

ฤษีสูต ได้เล่าว่า อันพระปุราณทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก 27 พระปุราณนั้น พระศิวะปุราณนับได้ว่าเป็นบาทโคลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แบ่งออกเป็น 24,000 บาทโคลง เป็นหัวข้อใหญ่ 7 สัมหิตา (เรื่องโดยสังเขป) เป็นเรื่องราวระบุถึงพระศิวะเทพและการสำแดงฤทธิ์อำนาจทั้งหมดไว้อย่างละเอียด ด้วยการอ่าน ได้รับฟัง หรือการได้ท่องสวดพระศิวะปุราณนี้แล้ว จะทำให้ผู้นั้นมีจิตใจอันบริสุทธิ์ขึ้น ในบั้นปลายเขาจะได้ขึ้นไปสู่ยังอาณาจักรแห่งพระศิวะเทพ ใช้ชีวิตในโลกอันสูงสุด การได้รับฟังเรื่องแห่งพระศิวะเทพเพียงเล็กน้อยด้วยดวงจิตที่ตั้งมั่นบูชาแล้ว จะทำให้เขาผู้รับฟัง มีจิตใจสะอาด พ้นจากความทุกข์และได้รับพรแห่งความผาสุกอันเป็นอิสระจากบาปทั้งหลายได้ จะได้รับซึ่งคุณงามความดี เท่ากับการได้ประกอบพิธีกรรมแห่งราชสูรยะ และการบูชา พระเพลิง อัคนิษโฆมะ เป็นจำนวนหนึ่งร้อยพิธีกรรม

เรื่องพระศิวปุราณนี้ พระศิวเทพทรงสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นน้ำอมฤตแก่ผู้ที่มีความจงรักภักดีของพระองค์ได้ดื่มกิน เพื่อขจัดความทุกข์และบาปทั้งหลายให้หมดสิ้นไป

พระปุรุษที่สูงที่สุดนั้น คือ พระมหาเทวะ (พระศิวเทพ) พระมหาเทวะทรงควบคุมพระมันทากินี (พระแม่คงคา) ไว้บนเศียรของพระองค์ และทรงมีพระจันทร์เสี้ยวเป็นพระมงกุฎประดับอยู่บนพระเกศา ทรงมีสามพระเนตร จีงเรียกพระองค์ว่า พระตรีเนตรเทพ พระองค์ทรงมีความร่าเริงเบิกบานอยู่ตลอดเวลา ทรงมี 10 กร พระวรกายของพระองค์นั้นทาถูด้วยเถ้าถ่านจากเชิงตะกอน ทรงมีงูทั้งหลายเป็นเครื่องประดับบนพระวรกาย ทรงถืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนืออาวุธทั้งหมด คือ พระตรีศูล (สามง่าม ซึ่งอาวุธนี้ไม่มีผู้ใดมีไว้นอกจากบุคคลนั้นอยู่ในสายแห่งพระศิวเทพเท่านั้น)

พระมหาศิวเทพ ทรงแบ่งภาคมาในรูปร่างแห่งพระกาล (เทพเจ้าแห่งกาลเวลาและความตาย) พระมหาเทวะทรงพระสำราญสุขร่วมอยู่กับพระศักติ-ศิวะ พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงสร้างสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาแห่งหนึ่ง เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า พระศิวโลก เป็นสถานที่สูงสุดที่ทุกๆ คนใฝ่ฝันที่จะได้ขึ้นไปอยู่อาศัย เป็นบั้นปลายแห่งชีวิต เป็นสถานที่ไร้บาป มีแต่ความผาสุกสำราญ เป็นที่ที่มีแสงสว่างสวยงามมาก สถานที่แห่งนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งตามพระเวทว่า พระกาศิกา นับว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นที่ที่มีแต่ความอิสระเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง สถานที่แห่งนี้จะไม่ปราศจากพระมหาเทวศิวเทพและพระแม่ศักติ-ศิวาเลย แม้ในเวลาแห่งการทำลายล้างอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นสถานที่อันสูงสุด ไม่มีวันดับสลายไปได้ จึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า พระวิมานอวิมุกตะ

พระมหาเทวะและพระแม่ศักติศิวา ทรงอยู่ร่วมสุขอยู่ในป่าแห่งความสุขนี้นับเป็นเวลายาวนาน นานเท่าไหร่นั้นไม่สามารถที่จะคำนวนออกมาได้ อันสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ทุกชนิด ดอกไม้อันสวยงามและส่งกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลา มีบ่อ สระน้ำ ทะเลสาบเป็นจำนวนมาก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยดอกบัวน้อยใหญ่ ออกดอกสวยงาม ดังนั้น พระมหาเทวะทรงเรียกสถานที่นี้ว่า “ป่าแห่งความสุขสำราญ” หรือพระวิมานอวิมุกตะ

เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงท่องเที่ยวไปทั่วทั้งป่าอย่างทรงพระสำราญพระทัยร่วมกันแล้ว พระมหาศิวเทพทรงรำลึกถึงพระปรารถนาของพระองค์ที่ทรงตั้งพระทัยเอาไว้ ในการที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขึ้นมาใหม่ พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่า อันสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะต้องสร้างขึ้นมาด้วยพระองค์เอง เพื่อที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับช่วงภารกิจที่ทรงมุ่งหมายเอาไว้โดยให้มีการสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาแทนพระองค์ ให้มีการปกป้องคุ้มครอง รักษาสิ่งที่ได้สร้างขึ้นมาให้อยู่คงทนมั่นคง ไม่มีการสิ้นสุดลงไป และในบั้นปลายจะให้มีการทำลายล้างเฉพาะสิ่งที่ไม่ดี คงเหลือไว้แต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น ในจักรวาลจะเต็มไปด้วยสิ่งสวยงาม มีแต่ความสงบสุข

พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ แคว้นกาศีกา และจะทรงท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ เพื่อคอยให้การช่วยเหลือต่อดวงวิญญาณทั้งหลายให้หลุดพ้นจากบาป เป็นอิสระ ให้พรแห่งความสุข บำบัดทุกข์ของจักรวาลให้แก่คนที่มีบุญที่ได้สร้างสมเอาไว้ โดยที่พระองค์จะเป็นผู้เฝ้าดูการสร้างและจะไม่ทรงห่วงใยในการสร้างนี้เลย

พระศิวเทพทรงเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเป็น “นิษกล” ไร้พระนามและไร้รูปร่าง แต่ผู้บูชาจักกราบไหว้รูปร่างของพระองค์ได้ ด้วยการปฏิบัติตนให้มั่นคงและบูชาต่อสัญลักษณ์ของพระองค์ คือ พระศิวลึงค์ นั่นเอง

พระมหาเทวะศิวเทพ ทรงเป็นพราหมณ์สูงสุดและเป็นประปรักฤติ ผู้อยู่เหนือธรรมชาติ คือไม่มีการเกิดและการตาย พระผู้สร้างธรรมชาติด้วย พรหมมัตวะ และ ชีวัตตวะ (ผู้มีขนาดใหญ่โตที่สุด และเป็นต้นเหตุแห่งการเจริญเติบโต) พระมหาเทวะทรงเป็นอาตมัน (แห่งดวงจิต) ด้วยพระสมัตวะ (ความเท่าเทียมกัน)  และพระวยามัตวะ (การแผ่กระจายอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง) เทพเจ้าองค์อื่นๆ ทั้งหมดนับเป็นเพียง อนาตมัน (มีดวงวิญญาณที่เป็นเอกเทศเท่านั้น) เทพเจ้าองค์อื่นๆ จึงไม่สามารถมีสมญานามว่า พระอีศวรเทพ ได้

อันกิจกรรมทั้ง 5 ประการแห่งการสร้างจักรวาลนั้น (สร้าง อนุรักษ์ สังหาร มายา ให้พร) นั้นพระมหาเทพเป็นผู้กำหนดให้บังเกิดขึ้นมา ด้วยพระองค์ทรงเป็นพระอีศวรเทพเจ้ายิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

พระมหาเทพศิวะทรงกล่าวถึงพระประสงค์ของพระองค์ ว่า วงจักรแห่งความมั่นคงทั้ง 5 ประการนั้น ประกอบไปด้วย

1. พระสรคะ (การสร้างจักรวาล รวมถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตขึ้นมา)
2. พระสถิติ (การอนุรักษ์เพื่อให้คงอยู่มั่นคงถาวรต่อไป)
3. พระสังหาร (การทำลายล้างสิ่งต่างๆ ทำลายสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้นไป เพื่อให้จักรวาลอยู่ด้วยความผาสุกต่อไป)
4. พระตริโรภาวะ (การกระทำอันเร้นลับ ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจได้)
5. พระปรักฤติ (ความเป็นอิสระจากวงเวียนแห่งชีวิตที่มีการเกิดและตาย การหลุดพ้น)

อันกิจกรรมยิ่งใหญ่ 4 หัวข้อแรก เกี่ยวกับการวิวิฒนาการแห่งจักรวาลนั้น เป็นกิจกรรมการสร้างสรรพสิ่ง ส่วนข้อที่ 5 นั้นเป็นภารกิจที่ลึกซึ้งมาก เป็นหน้าที่แห่งพระศิวเทพพระองค์เดียวที่ทรงทำหน้าที่นี้ เพื่อการดูแลซึ่งกิจกรรมแห่งการสร้างทั้ง 5 ประการนี้ พระศิวมหาเทพจึงทรงมีพระพักตร์ 5 พระพักตร์

ความยิ่งใหญ่แห่งวันและพิธีกรรมศิวราตรี

วันและพิธีกรรมใดเล่าที่เป็นที่โปรดปรานแห่งพระศิวมหาเทพ พระศิวมหาเทพ ทรงเคยรับสั่งไว้ว่า

พิธีกรรมกราบไหว้บูชานั้นมีด้วยกันหลายพิธีกรรม ที่จะนำมาซึ่งความผาสุกในโลกนี้และโลกหน้า และความเป็นอิสระพ้นจากบาปได้ พิธีกรรมสำคัญทั้งหมดมีเพียง 10 พิธีกรรมเท่านั้น บุคคลทั้งหลายผู้เป็นใหญ่ในการประกอบพิธีกรรม “อาบาลศรุติ” ได้กล่าวถึง 10 พิธีกรรมบวงสรวงอันเร้นลับแห่งพระศิวเทพ พิธีกรรมเหล่านี้จะต้องประกอบขึ้นโดยผู้รู้ บากบั่นหมั่นเพียรตั้งมั่นในการเคารพบูชาเป็นยอดยิ่ง พิธีกรรมเหล่านี้จึงจะสำเร็จด้วยดี

ในพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่นั้น หนึ่งในพิธีกรรมก็คือ พิธีกราบไหว้บูชาต่อพระศิวเทพ ในวันศิวราตรี ด้วยเหตุนี้จึงควรประกอบพิธีนี้ให้เป็นประจำสม่ำเสมอทุกปี เพื่อให้สำเร็จสมความปรารถนา อันผลบุญที่จะได้รับและนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ ได้รับความเป็นอิสระพ้นจากบาปทั้งหลาย ไม่มีพิธีกรรมอื่นใดแล้วที่จะให้ผลบุญมากไปกว่าพิธีนี้

มีผลต่อบุคคลผู้ไม่หวังสิ่งใด ผู้หวังซึ่งความปรารถนา ผลอันเป็นพิเศษต่อคนทั้งหมด ทุกชั้นวรรณะ แม้แต่เด็กเล็กๆ หรือต่อผู้หญิงก็ตาม พิธีกรรมนี้นับได้ว่านำมาซึ่งผลบุญให้สำเร็จวสมประสงค์และยิ่งใหญ่ที่สุด ในข้างแรมของเดือนมาฆะ พิธีกรรมกราบไหว้บูชาต่อพระศิวเทพในวันศิวราตรี จะประกอบขึ้นเมื่อถึงวันจตุรทษี (วันแรม 14 ค่ำ) ประกอบตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเที่ยงคืนของวันนั้น ผู้ที่ประกอบพิธีกรรมนี้ จะได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่ หลุดพ้นจากบาปทั้งหมดและได้ขึ้นไปอยู่ยังดินแดนแห่งพระศิวมหาเทพต่อไป

วันมหาศิวราตรี

วันมหาศิวราตรี เป็นทั้งงานพิธีกรรมและงานถือพรต วันนี้มีความหมายว่าเป็นราตรีกาลแห่งองค์พระศิวเทพ ตรงกับวันแรม 14 ค่ำของเดือนผลคุณ นับว่าเป็นวันที่ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ทุกชั้นวรรณะต้องร่วมกันประกอบพิธีต่อองค์พระศิวะมหาเทวะ บรรดาผู้ที่เคารพบูชาต่อพระองค์จะใช้เวลาตลอดคืนในการประกอบสมาธิ ท่องสวดมนตร์ ร้องเพลงสรรเสริญและเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่แห่งพระศิวเทพ (ศิวะ มหิมา หรือ ศิวะ ตันทวะ สโตตระ)

พระสัญลักษณ์ของพระศิวะ (ศิวลึงค์) จะต้องนำมากราบไหว้บูชาด้วยการรดน้ำคงคายัล น้ำนม นมเปรี้ยว น้ำผึ้ง น้ำมันเนย ใบพลู ใบมะตูม ผลไม้ต่างๆ ขึ้เถ้า ดอกไม้ต่างๆ อันล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการถวายบูชาพระศิวเทพ

ผู้บูชาพระศิวเทพจำนวนมหาศาลจะมาชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีกรรม ณ โบสถ์แห่งพระศิวเทพ ใช้เวลายามราตรีประกอบพิธีบูชาและทำสมาธิถึงพระองค์ แคว้นพาราณสี ตารเกศวร ไพทนาถ วัลเกศวรฒ รามเรศวรัม และที่อุขเชน ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สำคัญที่ประดิษฐานพระศิวลึงค์

มีเรื่องราวอันวิเศษของพระศิวเทพในวันสำคัญนี้ กาลครั้งหนึ่ง นายพรานป่าผู้หนึ่งมีนามว่า พรานสุสวาร อาศัยอยู่ใกล้กับแคว้นพาราณสี เลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์และจับสัตว์ขายในเมือง วันหนึ่งเขาได้ออกไปล่าสัตว์ป่า แต่ไม่พบกับสัตว์แม้แต่ตัวเดียว เขาจึงได้เที่ยวหาสัตว์ในป่าลึกจนพลบค่ำ และด้วยความเกรงกลัวต่อสัตว์ร้ายในยามราตรี เขาจึงได้ปีนต้นไม้ใหญ่เพื่ออยู่บนนั้นให้ปลอดภัย ต้นไม้ต้นนั้นคือต้นไทรใหญ่ และใต้ต้นไทรนั้นก็มีพระศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่องค์หนึ่ง

ป่าแห่งนั้นตกดึกยิ่งน่ากลัว พรานผู้นั้นจึงท่องสวดมนตร์ภาวนาต่อพระศิวเทพ เขามีความวิตกห่วงใยต่อภรรยาและลูกๆ ว่าคงตั้งหน้าตั้งตารอคอยเขาด้วยความหิวเป็นแน่แท้ ด้วยอาการกระสับกระส่ายของเขานี้ เขาเริ่มร้องไห้ ดึงใบไม้ออกจากกิ่งให้ร่วงลงพื้น โดนพระศิวลึงค์ที่อยู่ใต้ต้นไม้โดยมิได้ตั้งใจ เป็นโชคดีอะไรเช่นนั้น วันนั้นก็คือวันศิวราตรี นายพรานได้กราบไหว้ต่อพระศิวเทพและเป็นที่โปรดปรานของพระศิวะมาก ต่อมาภายหลัง เมื่อเขาได้สิ้นลม เขาจึงได้ไปอยู่อย่างมีความสุขในศิวโลก เป็นพระบริวารแห่งพระองค์

การปฏิบัติการกราบไหว้บูชาต่อพระศิวเทพในวันศิวราตรี

ผู้บูชาตื่นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำชำระร่างกายอย่างพิถีพิถัน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด เมื่อได้ปฏิบัติซึ่งกิจวัตรตอนเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้บูชาจะต้องเดินทางมุ่งสู่วัดแห่งพระศิวเทพ เพื่อประกอบพิธีการกราบไหว้บูชา ภายหลังที่ได้กราบไหว้อุทิศบวงสรวงบูชาต่อพระศิวเทพแล้ว ผู้บูชาจะต้องปฏิบัติตนตามประเพณี โดยกล่าวว่า

“ข้าแต่เทพเจ้าแห่งเทพ ข้าแต่พระตรีเนตรเทพ ขอน้อมกราบไหว้บูชาต่อพระองค์ ข้าแต่พระมหาเทวะ ข้าพเจ้าปรารถนาประกอบพิธีกรรมในวันศิวราตรี อันเป็นพิธีบูชาที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระมหาเทวะ ขอสำนึกต่อพระอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นำผลให้พิธีกรรมนี้สำเร็จลงด้วยดี ขอทรงมอบความอุดมสมบูรณ์ และความผาสุกต่อข้าพเจ้าและบริวารด้วยเถิด”

เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว ผู้บูชาจะนำเอาพระศิวลึงค์มาบูชาต่อในตอนกลางคืน ถวายเครื่องสังเวยต่อพระศิวเทพ เมื่อถวายเสร็จแล้วผู้บูชาจะอาบน้ำชำระร่างกายใหม่ สวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด บำเพ็ญพรตบูชาต่อไป ด้วยการท่องสวดมนตร์ถึงพระศิวเทพด้วยมนตร์ 5 พยางค์

“โอม นมัช ศิวาย”

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .