ความเป็นมาของ พราหมณ์ ในประเทศไทย

บทความโดย มูลนิธิพระพิฆเนศ เผยแพร่ในเว็บไซต์สยามคเณศ ห้ามคัดลอกเพื่อการค้า

พราหมณ์เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยมีมานานหนักหนา ดินแดนสุวรรณภูมิเคยมีพราหมณ์เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่ง เช่น พราหมณ์โกณฑัญญะ ผู้เข้ามาได้นางพญาลิ่วของฟูนันเป็นเมีย ได้ก่อตั้งวงศ์วานเป็นปึกแผ่นในประเทศนั้น ก่อนที่ไทยเราจะอพยพมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิมีพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลก่อนอยู่แล้ว กล่าวเฉพาะเมื่อตั้งประเทศไทยเป็นเอกราชจากขอม เราเคยเป็นพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และปัจจุบันนี้ก็ยังมีพราหมณ์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ยังมีหอโหรพราหมณ์อยู่หลังพระที่นั่งบรมพิมาน ประมุขของพราหมณ์ปัจจุบัน คือ พระราชครูวามเทพมุนีฯ (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) ซึ่งตั้งนิวาสนสถานอยู่ใกล้เทวสถานเสาชิงช้า ใกล้วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ทรงเรียกบริเวณนี้ว่า “เสาชิงช้า อาวาส วัดพราหมณ์”

พราหมณ์ในอินเดีย

พราหมณ์ในอินเดียแตกต่างไปจากพราหมณ์ในเมืองไทย ไม่เหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า “พราหมณ์ เป็นชนชาติ (หรือวรรณะ) ที่ 1 ตระกูลนักบวชแต่ไม่จำเป็นจะต้องบวชทุกคน” มานวธรรมศาสตร์จัดพราหมณ์เป็น 4 ชั้น (อาศรม) คือ

1. พรหมจารี นักเรียนมีหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติ และศึกษาพระเวทในสำนักคณาจารย์คนหนึ่งคนใด (เทียบกับทางพุทธศาสน์ คือ สามเณรและนวกะ)

2. คฤหัสถ์-ผู้ครองบ้าน มีภรรยาและครอบครัวเป็นหัวหน้าในบ้าน อ่านและสอนพระเวท ทำการบูชายัญเอง หรือช่วยผู้อื่นกระทำยัญกรรม ให้ทานและรักทักษิณา

3. วานปรัสถ์-ผู้อยู่ป่า ละเคหสถานและครอบครัวเข้าป่าไปเพื่อทรมานตน มักน้อยในอาหารและเครื่องนุ่งห่ม กระทำทุกรกิริยาต่างๆ ทำสมาธิ และมั่นคงในกิจวัตร (พวกดาบสและโยคีอยู่ในจำพวกนี้)

4. สันยาสี-เที่ยวภิกขาจาร เลี้ยงชีพด้วยการขอเขากิน ตั้งจิตมุ่งตรงอยู่ตรงพระปรพรหมและนฤพาน อีกนัยหนึ่งเรียกว่า ภิกษุ (แต่คำภิกษุ หรือ ภิกขุ ในสมัยนี้ใช้เรียกแต่ในพระพุทธศาสนาเป็นพื้น พราหมณ์ที่ประพฤติอย่างภิกขุคงเรียกว่า สันยาสี
อย่างเดียว)

ชาติพราหมณ์ มีแบ่งตระกูลเล็กตระกูลน้อยเป็นอันมาก เหลือที่จะพรรณาได้หมด ที่นับเป็นตระกูลหรือคณะอันมีชื่อเสียงมากที่สุด คือ คณะเหนือ กับ คณะใต้ ดังนี้

ปัญจโคท (คณะเหนือ) อยู่ในแคว้น
องคราษฎร์ ในเบงคอล มี 5 เหล่า คือ
เหล่าที่ 1. กานยกุพชะ
เหล่าที่ 2. สารัสวัต
เหล่าที่ 3. โคทะ
เหล่าที่ 4. มิถิลา
เหล่าที่ 5 อุตกล

ปัญจทราวิฑ (คณะใต้) คือ
คณะพราหมณ์ทมิฬ มี 5 เหล่า
เหล่าที่ 1. มหาราษฎร์
เหล่าที่ 2. เตลิงคะ
เหล่าที่ 3. ทราวิฑ หรือ ทมิฬ
เหล่าที่ 4. กรรนาฏ
เหล่าที่ 5. คูร์ขระ

พราหมณ์ในเมืองไทย

ส่วนพราหมณ์ในเมืองไทยเรานั้น มีแต่พรหมจารีและคฤหัสถ์ ส่วนประเภทวานปรัสถ์และสันยาสีหามีไม่ นอกจากนั้น พราหมณ์ในเมืองไทยไม่เคยปรากฎว่าได้ทำพิธีบูชายัญอย่างพราหมณ์ในอินเดีย กิจวัตรส่วนใหญ่ของพราหมณ์ในเมืองไทย คือ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และประกอบพิธีกรรมอันเนื่องกับพระราชพิธีเป็นพื้น ข้อที่พราหมณ์ในเมืองไทยผิดกับพราหมณ์ในอินเดียอย่างสำคัญก็คือ พราหมณ์เมืองไทยนับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับศาสนาพราหมณ์

ไทยเรามีคำใช้รวมกันอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า “สมณพราหมณาจารย์” ซึ่งหมายถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนากับพราหมณ์นั่นเอง ในประเทศเรามีพิธีการใหญ่ย่อมประกอบไปด้วยพิธีทั้งสองฝ่าย คือ พิธีสงฆ์ และ พิธีพราหมณ์

เรื่องพราหมณ์น่าศึกษามากในแง่ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และแง่วรรณคดี พราหมณ์เป็นผู้ใช้วิชาการแทบทุกแขนงมาในโบราณกาล ศาสนาพราหมณ์มาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิก่อนพุทธศาสนา และแม้เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามา ศาสนาพราหมณ์ก็ยังคงอยู่และผสมผสานกลมกลืนกันไปกับศาสนาพุทธ ทั้งสองศาสนาร่วมกันปั้นชีวิตแบบไทยขึ้น เป็นแบบเอกเทศ เป็นแบบที่มีบุคลิกลักษณะเฉพาะของไทย แม้จนทุกวันนี้ คนไทยยังนับถือทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธขนานกันไปในชีวิตประจำวัน

ในประวัติศาสตร์ เราจะได้เห็นพราหมณ์มีบทบาทสำคัญในฐานเป็นผู้สนับสนุนราชบัลลังก์ไทย และในฐานที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน รายนามบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย มีทั้งพราหมณ์และลูกหลานพราหมณ์และมหาราชครูสมัยพระนารายณ์ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ ล้วนเป็นพราหมณ์ ศรีปราชญ์และเจ้าฟ้ากุ้ง เป็นลูกหลานพราหมณ์ และที่ใกล้ที่สุด เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นักรบเรืองนามในรัชกาลที่ 3 ก็สืบสายโลหิตมาจากพราหมณ์ศิริวัฒนะ แห่งรัชสมัยพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง

ในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง กวีได้นำเอาพราหมณ์เข้ามาเป็นตัวละครส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์และเป็นฝ่ายพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวง ตัวละครที่เป็นพราหมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ในศีลธรรม

ในเรื่องของพระอภัยมณีของสุนทรภู่ เริ่มต้นเราก็ได้พบทิศาปาโมกข์ พราหมณ์ผู้เป็นครู่ของพระอภัยมณี และศรีสุวรรณ ซึ่งกล่าวว่า คือพราหมณ์ที่มาจากเมืองรามนครหรือพาราณสี ตรงตามประวัติการเข้ามาสู่ดินแดนไทยของพราหมณ์นั่นเอง

นอกจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีจะอ้างถึงพราหมณ์ชั้นครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังอ้างถึงพราหมณ์หนุ่มๆ ซึ่งเป็นพระสหายของโอรสกษัตริย์อีกด้วย คือ พราหมณ์โมรา พราหมณ์
สานนท์ และพราหมณ์วิเชียร

ในทางประวัติศาสตร์เราอาจอนุมานได้ว่า พราหมณ์เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งก่อนตั้งกรุงสุโขทัย มีเทวรูปพระนารายณ์สัมฤทธิ์แบบสุโขทัยปรากฎอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจักษ์พยานว่า ในสมัยพระร่วงมีพราหมณ์อยู่แล้ว ท่านที่อ่านเรื่องนางนพมาศย่อมทราบดี ตระกูลของเธอเป็นพราหมณ์ บิดาชื่อพระศรีมโหสถ มารดาชื่อนางเรวดี นางนพมาศได้เป็นพระสนมของพระร่วง (เข้าใจกันว่าคือพระเจ้าลิไท) นามตามตำแหน่งของเธอคือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งสนมเอก วัดศรีสวายที่สุโขทัยก็สันนิษฐานกันว่า เดิมคือ
เทวสถานของพราหมณ์

ส่วนทางกรุงศรีอยุธยาก็มีพราหมณ์เข้ามาอยู่ก่อนที่เจ้าอู่ทองจะตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเสียอีก ความปรากฎว่า ที่ตำบลหนองโสนมีสำนักพรตอยู่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกสำนักนั้นว่า ชีกุน เพี้ยนมาจากคำว่า ชีกุณฑ์ ซึ่งแปลว่า นักบวชผู้บูชาไฟ คือพราหมณ์ พระเจ้าอู่ทองทรงตั้งองค์ใหญ่ ในระยะแรกๆ ทรงเห็นความสำคัญของพราหมณ์ จึงทรงตั้งราชธานีใกล้สำนักชีกุน ทั้งนี้มีพระประสงค์จะได้พึ่งพวกพราหมณ์ในราชกิจทั้งปวง เป็นต้นว่า นิติประเพณีต่างๆ ตลอดจนทางธรรมศาสตร์และปกครองทั่วๆ ไป

ครั้นถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างกรุงเทพฯ มีพราหมณ์ชาวสุโขทัยคนหนึ่งชื่อกระต่าย กราบทูลพระกรุณาให้ทำพิธีตรียัมปวาย และตรีปวาย ขึ้นเหมือนสมัยก่อน พระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้พราหมณ์กระต่ายเป็นพระครูสิทธิชัย และโปรดให้สร้างเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) พร้อมทั้งเสาชิงช้าขึ้นตรงเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2327 และสร้างพร้อมๆ กับวัดสุทัศนเทพวรารามนั่นเอง

ความสำคัญของพราหมณ์ในทางการบ้านการเมือง มีอยู่สืบมาจนถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงแถลงพระบรมราโชบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ความว่า…

“กรมลูกขุนนั้นเป็นกรมใหญ่ ได้บังคับความทั้งแผ่นดิน แต่จะค้นหาข้อความเบื้องต้นที่แรกตั้งขึ้นโดยประสงค์อย่างไรให้ชัดเจนก็ไม่ได้ความชัด คำซึ่งเรียกว่าลูกขุน ณ ศาลหลวง ซึ่งปรากฎใช้อยู่ในบัดนี้ ก็ไม่ใคร่จะได้พบเห็นในกฎหมายเก่าๆ ซึ่งร้อยกรองเป็นมาตราหมวดใหญ่ มาปรากฎชื่อนี้ต่อในกฎหมายชั้นกลางลงมา แต่พิเคราะห์ดูในเหตุการณ์ทั้งปวง ตั้งต้นแต่กฎหมายมนูศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นเค้าของกฎหมายที่ใช้อยู่ในกรุงสยามนี้ เป็นกฎหมายมาแต่เมืองอินเดียเอาใช้เป็นแม่ข้อที่พระเจ้าแผ่นดินจะได้ตั้งพระราชบัญญัติกฎหมายเปลี่ยนแปลงให้สมกับภูมิประเทศบ้านเมือง เมื่อได้ความชัดว่ามนูศาสตร์นี้มาแต่ประเทศอินเดียกับทั้งประเพณีอื่นๆ มีการบรมราชาภิเษก เป็นต้น ก็เป็นแบบอย่างข้างประเทศอินเดีย มีพระราชพิธีเนื่องด้วยพราหมณ์เจอปนไปทั้งสิ้น จึงเป็นได้ว่าเมื่อกฎหมายนี้เข้ามาถึงกรุงสยาม คงจะมีพราหมณ์ผู้ที่ชำนาญในการที่จะปกครองบ้านเมืองแลที่จะจัดการวางแบบแผนราชประเพณีของพระเจ้าแผ่นดินคนหนึ่งฤาหลายคนที่ได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยจัดการวางแผนทั้งปวงแต่เดิมมา”

“ถ้าจะพูดอย่างเช่นพม่าชักเชื้อแถวราชตระกูลให้มีการติดต่อกับวงศ์สักยมราชก็จะกล่าวได้ว่า คงจะมีพระเจ้าแผ่นดินในวงศ์สักยราชพระองค์หนึ่งองค์ใดด้วย เหตุใดเหตุหนึ่งต้องออกจากประเทศอินเดีย มาพร้อมด้วยปุโรหิตผู้ใหญ่แลขุนนางไพร่พลทั้งปวง แล้วมาตั้งอยู่ในประเทศสยาม พระเจ้าแผ่นดินจึงโปรดให้ปุโรหิตผู้นั้นจัดการวางแบบอย่าง การที่จะปกครองรักษาพระนครใหม่ให้เรียบร้อย สมควรแก่ที่จะเป็นพระนครใหญ่สืบไป ปุโรหิตนั้นจึงได้ยกมนูสารศาสตร์นี้มาตั้งเป็นหลัก ที่จะได้บัญญัติพระราชกำหนดกฎหมายสืบไป และจัดธรรมเนียมอื่นๆ ตามแบบอย่างพระนครข้างฝ่ายอินเดียแต่โบราณนั้นทั่วไป ปุโรหิตผู้นั้นคงจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนิชำนาญในมนูศาสตร์ของเดิม แลพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งได้บัญญัติขึ้นใหม่ เพราะเป็นผู้ต้นตำราและผู้ได้เรียบเรียงตั้งแต่งขึ้น ทั้งที่เป็นพราหมณ์ประพฤติตั้งอยู่ในความสุจริต จึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน แลเป็นที่นับถือเชื่อฟังของราชการและราษฎรทั้งปวง พระเจ้าแผ่นดินจึงมอบการที่จะบังคับบัญชาความสิทธิ์ขาดนี้ให้แก่ปุโรหิตผู้นั้นเป็นผู้บังคับตัดสินถ้อยความทั้งปวง โดยเด็ดขาดทั่วไปทั้งพระนคร แลปุโรหิตเช่นนี้จะมีมาแต่ผู้เดียวฤาหลายคนก็ดี ก็ต้องมีผู้ช่วยเป็นที่ปรึกษาหาฤาหลายๆ คน จึงพอจะทำการในตำแหน่งของตัวตลอดไป แต่ถึงดังนั้นก็คงยังไม่พอ จึงได้ต้องตั้งเพิ่มขึ้นอีกสำรับหนึ่ง เพราะฉะนั้นลูกขุนจึงได้เป็นสองสำรับอยู่จนบัดนี้ ชื่อของลูกขุนก็ยังปรากฎเป็นชื่อพราหมณ์อยู่โดยมาก แลพราหมณ์ซึ่งมีตระกูลอยู่ในกรุงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับตำแหน่งในลูกขุนฤาอยู่ในตำแหน่งพราหมณ์ แต่ไปเข้าเป็นที่ปรึกษาเป็นลูกขุนทั้งพราหมณ์โหราจารย์และพราหมณ์พฤติบาศตลอดมา จนกระทั่งถึงพระมหาราชครูพิธีแลพระสิทธิไชยเดี๋ยวนี้ก็ได้เคยเป็นลูกขุนทั้งสองคน ตัวลูกขุนทั้งปวงเป็นแต่ผู้พิพากษาความชี้ผิดชี้ชอบอย่างเดียว หาได้เป็นผู้พิจารณาความอันใดไม่ ต้องมีตระลาการที่จะพิจารณาความนั้นตลอดมา แล้วไปขอคำตัดสินอีกชั้นหนึ่ง แต่ตระลาการทั้งปวงเหล่านั้น แต่เดิมจะอยู่ในบังคับลูกขุนทั้งสิ้นนฤา ฤาจะจ่ายไปไว้ตามกรมต่างๆ ดังเช่น เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็ไม่มีอันจะยืนยันเป็นแน่ได้”

ควรเป็นที่สังเกตเกี่ยวกับชื่อตามตำแหน่งของพราหมณ์ที่กล่าวมานี้ด้วยว่า เป็นนามบรรดาศักดิ์อย่างไทยทั้งสิ้น พวกพราหมณ์ชุดแรกๆ ที่เข้ามามีชื่อแปลกๆ เช่น ผแดงธรรมนารายณ์ ผแดงศรีกาเกีย และสเภาลักจัน เป็นต้น ข้าพเจ้าของอ้างตามตำนานพราหมณ์นครศรีธรรมราช ซึ่งปรากฎว่าในสมัยพระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์เมืองรามนครได้ส่งเทวรูปพระผู้เป็นเจ้ามาถวาย พร้อมทั้งพราหมณ์เจ้าหน้าที่ ซึ่งมีผแดงธรรมนารายณ์เป็นหัวหน้า พร้อมกับชีพ่อพราหมณ์อื่นๆ ซึ่งมีนามต่างๆ คือ ผแดงศรีกาเกีย และสเภาลักจัน เป็นต้น พระเจ้าอู่ทองโปรดให้เจ้าพระยาโกษา และเจ้าพระยานครช่วยกันแต่งสถานที่ที่เมืองนครศรีธรรมราช รับเอาพระนารายณ์เทวรูปขึ้นไว้ท้ายเมืองตำบลท่าม้า มอบให้ผแดงธรรมนารายณ์รักษา

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .