คติการปลงศพของชาวอินเดีย

ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายทำให้ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเต็มไปด้วยพิธีกรรมการจัดการศพ สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์มีพิธีกรรมการจัดการศพคล้ายกันคือ แต่งตัวให้ศพอย่างเต็มยศ ฝังอาวุธ หม้อ ไห หรือ สิ่งของต่าง ๆ ลงไปกับศพ เพื่อให้นำไปใช้ในโลกหลังความตาย ต่อมาทั้วโลกรู้จักการทำมัมมี เชื่อว่าดวงวิญญาณจะกลับมาเข้าร่างอีกครั้ง ชาวอินเดียที่เชื่อว่า วิญญาณของมนุษย์เป็นเพียงอาตมันย่อยที่ถูกแบ่งออกมาจากอาตมันใหญ่ เมื่อตายไป อาตมันย่อยจะกลับไปรวมกับอาตมันใหญ่อีกครั้ง อาตมันใหญ๋อาจเรียกว่าพรหมมัน หรือ ปรมาตมัน เมื่อถึงเวลา จะถูกแบ่งอาตมันมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง และเวียนไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ จนมีหลายคนที่ต้องการหลุดพ้นวัฎจักรนี้ แสวงหาการหลุดพ้นมากมาย 

อินเดียเป็นเจ้าแห่งการปลงศพ แตกต่างไปตามความเชื่อ หรือการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับเงินทองที่จะนำมาใช้ในพิธีกรรมอีกด้วย ดังนั้นจึงมีความหลากหลายในการจัดการศพ วันนี้เรามาดูกันว่า อินเดียมีวิธีการจัดการศพอย่างไร มีความเชื่อแบบไหน

ชาวอินดีมีประเพณีการปลงศพอยู่ 4 แบบใหญ่ด้วยกันคือ

1. การปลงศพโดยการนำไปฝังดินใต้ต้นไม้ การฝังศพถือเป็นพระเพณีของชาวพื้นเมือง (ทราวิด,ดราวิเดียน) เนื่องจากมีความเชื่อเรื่องการกสิกรรม ผูกพันธ์กับการทำกสิกรรม และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะปกป้องดูแลต้นไม้แลพืชผลให้เป็นไปตามฤดูกาล ด้วยความเชื่อนี้ต่อมาจึงพัฒนาเป็นการบูชาต้นไม้ และเนินดินที่ใช้ฝังศพใต้ต้นไม้นั้นได้พัฒนากลายเป็นเจดีย์ไปในสมัยพุทธกาล

2. การปลงศพด้วยไฟ การปลงศพวิธีนี้เป็นประเพณีนิยมของชาวอารยัน เนื่องจากชนกลุ่มนี้เป็นพวกแร่ร่อน เลี้ยงสัตว์ เมื่อมีผู้ใดเสียชีวิตจึงต้องนำร่างไปเผาไฟเพื่อนำเถ้ากระดูกใส่โกศเอาไว้ติดตัวเวลาเดินทาง ประเพณีนี้ได้เป็นประเพณีนิยมของชาวพุทธ ดังเช่นการปลงพระศพของพระพุทธเจ้า และตกทอดมาถึงชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไทยด้วย

3. การปลงศพด้วยน้ำ ชาวฮินดูเชื่อเรื่องการบรรลุโมกษะคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดวงวิญญาณไปรวมกับวิญญาณอันบริสุทธิ์หรือพรหมมัน เมื่อชาวฮินดูรู้ว่ากำลังจะตาย ความคิดเบื้องแรกคือไปสู่เมืองพาราณาสีเมืองศักดิ์สิทธิ์เพราะจะได้อาบน้ำจากแม่น้ำนี้ แม่น้ำจะปลดเปลื้องชำระล้างบาปที่ได้กระทำมาแต่ครั้งอดีตได้ และเมื่อตายไปก็จะมีการเผาร่างที่ริมแม่น้ำแล้วโปรยเถ้ากระดูกลงแม่น้ำ หากไม่เผาก็จะนำร่างทั้งร่างปล่อยลงแม้น้ำไป เพราะเชื่อว่าแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์จะนำหาพวกเขาไปพบกับหางหลุดพ้น

4. การปลงศพด้วยการปล่อยให้นกกาจิกกิน การปลงศพแบบนิยมในหมู่ชาวบ้านที่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินไปให้พราหมณ์ประกอบพิธีศพให้ หรืออีกในหนึ่งถือเป็นการสร้างกุศลครั้งสุดท้ายด้วยการอุทิศร่างกายให้แก่เหล่านกกาเพื่อเป็นทานอาหาร เมื่อเหลือกระดูกจะนำไปเผา นำเถ้าไปโปรย ทั้งนี้ทั้งนั้นการกระทำพิธีในการปลงศพต้องให้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมให้ เพราะพราหมณ์คือผู้ที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้แต่เพียงผู้เดียว

ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมพิธีศพของชาวมุสลิม ที่มีคติว่า จะต้องฝังภายใน 24 ชั่วโมง ดูไปดูมาช่างเรียบง่ายไม่สิ้นเปลือง การบริจาคทานก็เรียบง่าย การเลี้ยงแขกผู้มาแสดงความก็เรียบง่าย ต่างกับศาสนาพุทธที่หลายงานต้องกู้หนี้ยืมสินมาจัดงานกันทีเดียว

การปลงศพเป็นภาพสะท้อนของการปลงต่อชีวิตว่า ทุกสิ่งในสากลโลกลวนเกิดมา ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีใครหนีกฏนี้ไปได้

วาทิน ศานติ์ สันติ
1 มกราคม 2556

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .