ปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาล

๒.๑ ความนำ แนวคิดทางปรัชญาได้มีการศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์และเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่ามีพัฒนาการมาจากธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย์ คือ ความรู้จักสงสัยใคร่รู้และการรู้จักตั้งคำถามต่อสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวแล้วพยายามคิดค้นหาคำตอบเพื่อคลายความสงสัยในเรื่อง รอบตัวมนุษย์ ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ที่เป็นรูปธรรมอันสามารถมองเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยสัมผัสที่หยาบ จนถึงเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งที่เป็นนามธรรมอันไม่สามารถมองเห็นได้ ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยสัมผัสที่หยาบ หากต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ละเอียดขึ้น โดยสรุป ธรรมชาติของมนุษย์มีความสงสัยทั้งในสิ่งที่รู้ที่มองเห็นและสัมผัสได้ ทั้งในสิ่งที่ไม่รู้ที่ไม่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ 

ความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์มีรากฐานมาจากความไม่รู้ของมนุษย์เอง เพราะความไม่รู้จึงสงสัย เพราะสงสัยจึงใคร่รู้ เพราะใคร่รู้จึงเสาะแสวงหาความรู้ในสิ่งที่สงสัย เพราะการเสาะแสวงหาความรู้ จึงเกิดมีกระบวนการหาความรู้หลากวิธี และด้วยวิธีการแสวงหาความรู้เหล่านั้น มนุษย์จึงมีความรู้ในหลายสิ่งทั้งที่อยู่ใกล้ตัวและห่างไกลออกไปอีก ทั้งที่เป็นเรื่องของตนเองและของผู้อื่น ทั้งในวงแคบและวงกว้าง แนวคิดความเห็นเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง รวมถึงชีวิตของมนุษย์ด้วย ในทางปรัชญาเรียกว่า โลกทัศน์ และ ชีวทัศน์ ทั้งสองคำนี้มักจะใช้ร่วมกัน มีผู้ให้เหตุผลในการนำสองคำนี้มาใช้ร่วมกันว่า โลกทัศน์ ชีวทัศน์ เพราะว่าเป็นการมุ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างโลกและชีวิต โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ที่มีช่องทางรับรู้และสติปัญญาคิดตรึกตรอง พิจารณาในขั้นต้น เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว ถึงกับกล่าวว่า “ถ้าไม่มีชีวิตที่รับรู้ได้แล้ว การมีอยู่ของโลก ย่อมไม่ปรากฏ เมื่อเช่นนั้น ก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ ไม่ว่าในเรื่องของโลกหรือชีวิต ความคิดเห็นเรื่องโลกและเรื่องชีวิตจึงควรดำเนินไปพร้อมกัน”

แนวคิดทางปรัชญาจึงเป็นแนวคิดที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับโลกและชีวิตของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับกาลเทศะ กล่าวคือ โลกและชีวิตในอดีตมีอยู่หรือไม่ โลกและชีวิตที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นเช่นไร โลกและชีวิตในอนาคตจะดำเนินต่อไปในลักษณะไหน จะเป็นอยู่ ณ ที่ใด ลักษณะไหน และมีอะไรเป็นเหตุปัจจัยหรือตัวแปรสำคัญที่ทำให้โลกและชีวิตคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือทำให้โลกและชีวิตดับสูญมลายไป ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆษาจารย์ได้ประมวลความสงสัยเกี่ยวกับชีวิตที่โยงกับกาลเวลาไว้ ๑๖ ประการ คือ ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนในอดีต ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ในอดีต เราได้มีได้เป็นมาแล้วหรือหนอ (๒) เราได้มีมิได้เป็นหรือหนอ (๓) เราได้เป็นอะไรหนอ (๔) เราได้เป็นอย่างไรย่างยิ่ง การรับรู้เชิงประจักษ์ที่ตัดสินด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าที่จำกัดของมนุษย์ กระนั้นก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หากแต่อยู่ที่คำตอบนั้นเป็นที่ยอมรับและให้ความพึงพอใจแก่ผู้สงสัย หรือเป็นคำอธิบายชุดหนึ่งแก่ผู้สงสัยได้ต่างหาก

ตัวอย่าง เช่น การสืบค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและชีวิตในอดีต จนเกิดความรู้เรื่องราวในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ๓ ไม่เพียงเท่านั้น พระพุทธเจ้ายังทรงสืบค้นและหยั่งรู้ถึงเรื่องราวในอนาคตได้ตามประสงค์ เป็นความรู้พิเศษอีกประการหนึ่งเรียกว่า อนาคตังสญาณ๔ การหยั่งรู้เห็นเรื่องราวในอดีตและอนาคตอย่างตลอดสายเช่นนี้ ทำให้หยั่งรู้เห็นความเป็นเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงอิงอาศัยกันและกันก่อให้เกิดวิวัฒนาการของโลกและชีวิต ทั้งทรงรู้ถึงมรรควิธีที่จะตัดกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่นำไปสู่ความทุกข์ของมนุษย์ได้ จะอย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงทราบถึงข้อจำกัดของมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับฝึกฝนพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว จึงทรงสอนให้มนุษย์เลิกสนใจเรื่องราวในอดีตเสีย ทั้งไม่ให้คาดหวังอยากรู้เรื่องราวในอนาคต เพราะหากมัวสงสัยใคร่รู้เรื่องในอดีตและอนาคตทั้งที่ตนไม่มีศักยภาพพิเศษ จะทำให้เสียเวลาเปล่าและไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิต แต่ทรงสอนให้ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในปัจจุบัน เป็นการชี้ให้เข้าใจว่า การกระทำใดในปัจจุบันนั้นจะส่งผลในอนาคต

การมุ่งค้นหาคำตอบเพื่อคลายความสงสัยหรือเพื่อให้เกิดความรู้ในเรื่องที่สงสัย จึงเกิดองค์ความรู้ที่เป็นโลกทัศน์และชีวทัศน์ให้ได้ศึกษาสืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันหลากหลายแนวคิด มีทั้งแนวคิดที่เหมือนกันและแตกต่างกัน และแนวคิดทางปรัชญาได้ถูกแบ่งขั้วออกเป็นสองฝ่ายโดยถือเอาโคจรของดวงอาทิตย์ขึ้นและลงเป็นเกณฑ์ คือ ปรัชญาตะวันออกและปรัชญาตะวันตก ในการศึกษานี้ มุ่งศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธปรัชญา แต่จะอย่างไรก็ตาม พุทธปรัชญาได้ชื่อว่าเป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดียโบราณที่มีแนวคิดมุ่งหักล้างแนวคิดบางอย่างในยุคนั้นที่เล็งเห็นว่า เป็นแนวคิดที่นำไปสู่ความทุกข์ สร้างปัญหาให้แก่ชีวิตมนุษย์และโลก ฉะนั้น ก่อนที่จะได้ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางพุทธปรัชญา จึงจะศึกษาวิเคราะห์ถึงแนวคิดทางปรัชญาก่อนที่พุทธปรัชญาจะเกิดขึ้นโดยสังเขปพอเข้าใจพอเป็นแนวทางในการวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็นถึงพัฒนาการของพุทธปรัชญา

ความเป็นมาของปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาล

ปรัชญาอินเดีย หมายถึง ปรัชญาทุกสำนักหรือทุกระบบที่เกิดขึ้นในอินเดียหรือที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นไว้โดยศาสดาและนักคิดที่เคยมีชีวิตอยู่หรือกำลังมีชีวิตอยู่ในอินเดีย ปรัชญาอินเดียจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะปรัชญาฮินดูเท่านั้น หากแต่รวมถึงปรัชญาอื่นที่ไม่ใช่ปรัชญาฮินดูด้วยอันมีพุทธปรัชญา ปรัชญาเชน เป็นต้น

แนวคิดทางปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาล ให้ความสนใจปัญหาเกี่ยวกับโลกและชีวิตของมนุษย์เช่นกับแนวคิดทางปรัชญาปัจจุบัน ปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์ในอดีตให้ความสนใจยังคงเป็นปัญหาที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันให้ความสนใจด้วย และยิ่งมีพัฒนาการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีที่แสดงถึงความเจริญทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะแนวคิดด้านอภิปรัชญา แนวคิดทางอภิปรัชญาของปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาลนั้น เกิดขึ้นเพราะสนใจในมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องความสุข ความทุกข์ หรือความไม่สุขไม่ทุกข์ของชีวิตมนุษย์ว่า ทำไม มนุษย์จึงตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น เพื่อสืบค้นหาต้นตอหรือสาเหตุของความสุข ความทุกข์ หรือความไม่สุขไม่ทุกข์ของมนุษย์ที่ว่านี้ การคิดค้น สืบหาสาเหตุที่ว่านั้นจึงเป็นที่มาของเนื้อหาอภิปรัชญาอินเดียส่วนหนึ่ง เช่นมีความเชื่อว่า มีบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ประจักษ์ในชีวิตประจำวันและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งทรงพลัง มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและเป็นไปโดยประการต่าง ๆ ได้ และยังมีความเชื่ออื่น ๆ อีกซึ่งจะได้ศึกษาวิเคราะห์ต่อไป

วิธีคิดเพื่อสืบค้นหาคำตอบลักษณะนี้ เป็นการสืบค้นหาสิ่งที่ไม่ประจักษ์จากสิ่งที่ประจักษ์ หรือสาวจากผลไปหาเหตุ อันเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของปรัชญาอินเดีย และลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะร่วมที่มีอยู่ในปรัชญาตะวันตกด้วย เช่น วิธีการพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้า ดังได้ยกตัวอย่างไว้ในบทที่ผ่านมา แม้กระทั่งในพุทธปรัชญา จะพบวิธีการเสนอเหตุผลเพื่อพิสูจน์หรือยืนยันความจริงบางอย่างเช่นกัน เช่น การแสดงเหตุผลของพระกุมารกัสสปะเพื่อโต้แย้งทัศนะของพระเจ้าปายาสิ

ปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาลนั้น มีพัฒนาการมาจากการผสมผสานกันระหว่างแนวความคิดของ ๒ ชนเผ่า คือ คนพื้นเมืองเดิม เรียกว่า มิลักขะบ้าง ทัสยุบ้าง ดราวิเดียนบ้าง กับชนเผ่าอารยัน โดยถือว่า แนวคิดของคนพื้นเมืองเดิม เป็นระบบแนวคิดที่เกิดก่อนแนวคิดที่ยึดถือตามคัมภีร์พระเวทและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก คือ แนวคิดทางปรัชญาและศาสนาของคนพื้นเมืองเดิมของอินเดียก่อนที่พวกอารยันจะอพยพลงมายึดครองนั้น คือ แนวคิดความเชื่อที่เคารพนับถือและบูชาโลกธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมทั้งต้นไม้ใหญ่และภูเขา แนวคิดและความเชื่อมีลักษณะเป็นวิญญาณนิยม (Animism) คือ เชื่อว่า มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ในสิ่งที่ตนนับถือ ซึ่งสามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ จึงเกิดมีพิธีบูชาเซ่นสรวงเพื่อเอาใจวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ดลบันดาลโทษ ภัย แก่มนุษย์ และเพื่อให้ดลบันดาลแต่คุณความดีแก่มนุษย์ จนในที่สุด วิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทพเจ้า และเชื่อว่า ไฟ เป็นทูตของเทพเจ้า ดังนั้น จึงทำการบูชาเทพเจ้าด้วยการนำเครื่องบูชาทั้งหลายเผาไฟ เพราะเชื่อว่า (๑) เทพเจ้าได้เสวยแล้ว (๒) ควันไฟที่ลอยขึ้นไปนั้นเป็นสื่อระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า เทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือนั้น สถิตอยู่บนสวรรค์หรือบนยอดเขาสูง เช่น ยอดภูเขาหิมาลัย

เมื่อพวกอารยันได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแถบเดียวกัน คือ เมืองฮารัปปา และ เมืองโมเหนโจดาโร จึงเกิดการผสมผสานระหว่างแนวคิดของพวกอารยันกับคนพื้นเมืองเดิม คือ พวกอารยัน แรกนั้น นับถือและบูชาพระอาทิตย์ เมื่อมาพบว่าคนพื้นเมืองเดิมนักถือบูชาไฟ จึงพยายามชี้ให้เห็นว่า ไฟที่ยิ่งใหญ่นั้น คือ พระอาทิตย์ จึงควรนับถือพระอาทิตย์อันเป็นที่มาของไฟทั้งปวงในโลก โดยนัยนี้ จนกลายเป็นศาสนาและปรัชญาตามแนวคำสอนของคัมภีร์พระเวทในยุคต่อมา

๒.๓ ปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาล
ปรัชญาอินเดียก่อนพุทธกาล (รวมถึงหลังพุทธกาลต่อมาถึงปัจจุบัน) ได้มีระบบแนวคิดที่แตกต่างกัน ๒ สายที่พัฒนาสืบทอดต่อมาไม่ขาดสายและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในวงการปรัชญาอินเดีย โดยยึดเอาคัมภีร์พระเวทเป็นเกณฑ์ในการแบ่งขั้วแนวคิด คือ

๑) อาสติกะ (Orthodox) หมายถึง ระบบแนวคิดที่ยอมรับความถูกต้องและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวทโดยไม่ต้องพิสูจน์ ถือว่า คัมภีร์พระเวทเป็นศรุติ คือ ความรู้ สัจธรรมที่พระฤๅษีได้ยินมาหรือได้รับการวิวรณ์มาจากเทพเจ้า เป็นอมตธรรม นิตยธรรมและเป็นปราณหรือลมหมายใจของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น คัมภีร์พระเวทจึงไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ ทั้งไม่ใช่เป็นที่คัมภีร์ที่เทวดาแต่งขึ้น ซึ่งเท่ากับยอมรับความมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด เหล่าฤาษีที่ได้รับเปิดเผยจากพระผู้เป็นเจ้าจึงสั่งสอนทรงจำนำสืบต่อกันมา นักปรัชญาฮินดูในยุคต่อมา จึงไม่กล้าคัดค้านความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท เนื้อหาของคัมภีร์จัดอยู่เหนือเหตุผล (ตรรก) เพราะถือว่าปัญญาขั้นเหตุผลนั้นไม่อาจให้ความแน่นอนโดยประการที่เหตุผลอื่นจะขัดแย้งไม่ได้ โดยมากปัญญาขั้นเหตุผลมักถูกหักล้างด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่งเสมอ สำนักปรัชญากลุ่มนี้ ได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมางสา เวทานตะ (บางแห่งก็เรียกกลุ่มนี้ว่า ไวทิกวาท)

๒) นาสติกะ (Heterodox) หมายถึง ระบบแนวคิดที่ไม่ยอมรับความถูกต้องและความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวทแบบที่คัดค้านไม่ได้ ไม่เชื่อว่า พระเวทเป็นคัมภีร์ ศรุติมาจากเทพเจ้าที่ดลบันดาลหรือวิวรณ์ให้แก่พวกฤๅษีแต่อย่างใด หากยอมรับคัมภีร์พระเวทเป็นผลงานของฤๅษีที่เป็นมนุษย์ ซึ่งย่อมมีผิดมีถูกตามความรู้ความสามารถของผู้รจนาขึ้นได้ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีข้อความระบุถึงฤๅษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ที่เจนจบไตรเพทและทำหน้าที่ถ่ายทอดสอนเนื้อหาคัมภีร์พระเวท คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตร ฤๅษียมตัคคี ฤๅษีอังคีรส ฤๅษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ และฤๅษีภคุ ไม่เพียงเท่านั้น ยังคัดค้านเนื้อหาที่คัมภีร์พระเวทอีกด้วย แนวคิดทางปรัชญาที่จัดอยู่ในระบบเดียวกันนี้ ได้แก่ ปรัชญาจารวาก พุทธปรัชญา และปรัชญาแห่งศาสนาเชน๑๐ (บางแห่งก็เรียกกลุ่มนี้ว่า อไวทิกวาท)

ปรัชญาอินเดีย ลัทธิตามนัยแห่งพรหมชาลสูตร

ในคัมภีร์ทางพุทธปรัชญา ได้มีข้อความที่กล่าวถึงแนวคิดทางปรัชญาที่มีอยู่ก่อนที่พุทธปรัชญาจะเกิดขึ้น ถึง ๖๒ แนวคิดด้วยการจำแนกตามสาเหตุแห่งการเกิดแนวคิดแต่ละอย่าง แสดงให้เห็นว่า ความคิดเห็นของมนุษย์นั้นต้องมีเหตุหรือฐานะเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิหรือความคิดเห็น เพราะไม่มีความสงสัยในสิ่งนี้ เล็งเห็นว่า ไม่มีโทษ แล้วยึดถือตามนั้นว่า “นี้เท่านั้น จริง อย่างอื่น เท็จ”๑๑ และแนวคิดทั้ง ๖๒ ดังกล่าวนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียจนถึงปัจจุบัน อนึ่ง ในบรรดาแนวคิดทั้ง ๖๒ ลัทธิที่จะกล่าวถึงนี้ได้แสดงถึงระบบปรัชญาอินเดียทั้งสองระบบข้างต้นไว้บ้างด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น แนวคิด ๖๒ ลัทธิที่ว่านี้ ยังแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ

๑) ปุพพันตกัปปิกวาทะ (ทิฐิ) (๑๘) หมายถึง กลุ่มนักคิดที่ปรารภหรือยกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่ได้มีประสบการณ์ผ่านมาแล้วในอดีตมาเป็นข้ออ้างในการเสนอเหตุผลสนับสนุนทัศนะของตนเอง คำว่า ปุพพันตกัปปิกา แปลโดยพยัญชนะว่า พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต คัมภีร์อรรถกถาอธิบายว่า คือ พวกที่ชอบกำหนดเอาส่วนแห่งขันธ์ที่ผ่านไปแล้วด้วยอำนาจแห่งตัณหาและทิฐิ แล้วเสนอแนวคิดและยืนยันแนวคิดนั้นอยู่๑๓ นักคิดกลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่ได้บุพเพนิวาสานุสติญาณนั่นเอง๑๔ จึงยึดถือตามความสามารถในการระลึกชาติได้หรือที่เคยพบเห็นหรือเคยมีประสบการณ์มาแล้ว และยืนยันเท่าที่ตนเคยเห็นเท่านั้นผ่านผลแห่งฌานสมาบัติ นักคิดกลุ่มนี้จำแนกออกเป็น ๑๘ พวกที่เสนอแนวคิดตามประสบการณ์ของแต่ละพวก และใน ๑๘ พวกนี้ยังจัดกลุ่มได้อีกเป็น ๕ กลุ่มด้วยกัน ดังต่อไปนี้

กลุ่มที่ ๑ สัสสตวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่เห็นว่า อัตตาและโลก เที่ยง ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง มี ๔ ลัทธิตามประสบการณ์ หรือ ความสามารถในการหยั่งรู้ชีวิตในอดีต คือ

๑. เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางหลังได้ตั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสนชาติเป็นความสามารถของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มีปัญญาน้อย

๒. เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางหลังได้เป็นกัป ๆ ตั้งแต่ ๑ กัปถึง ๑๐ กัป ของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มีปัญญาปานกลาง

๓. เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางหลังได้ตั้งแต่ ๑๐ กัปถึง ๔๐ กัป ของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มีปัญญาหลักแหลม ซึ่งสามารถระลึกชาติได้ไม่เกินไปกว่านี้

๔. เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการตรึก นึกคิดด้วยเหตุผล (ตักกี) การชั่งใจด้วยปัญญาจนลงใจ (วิมังสี) แล้วยึดถือเป็นความเห็นและกล่าวทัศนะของตนตามที่คิดค้นได้นั้น

กลุ่มที่ ๒ เอกัจจสัสสตวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่เห็นว่า มีสิ่งที่เที่ยงแท้ เป็นบางอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอย่างจะเที่ยงแท้ จึงมีบางอย่างที่ไม่เที่ยง ด้วยเหตุที่สามารถระลึกชาติได้เฉพาะชาติที่เคยเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ระลึกไม่ได้ จึงไม่รู้และยึดถือเอาตามที่ระลึกได้เป็นทิฐิ แบ่งออกเป็น ๔ ลัทธิตามประสบการณ์ที่เคยเป็นและระลึกได้ คือ

๑. เห็นว่า พรหมเท่านั้นเที่ยงแท้ ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่พรหมสร้างขึ้นนั้น ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความเปลี่ยนแปลง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางก่อนได้ว่า เคยเกิดในพรหมโลก ได้เห็นพรหมที่มีอยู่ก่อนแล้ว และตนเกิดเพราะพรหมนั้นสร้างขึ้น
๒. เห็นว่า เทวดาพวกอื่นจากพวกขิฑฑาปโทสิกา๑๖ เที่ยง ส่วนพวกขิฑฑาปโทสิกานั้นไม่เที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางก่อนได้ว่า เคยเกิดเป็นเทวดาพวกขิฑฑาปโทสิกาแล้วจุติเพราะมัวแต่เล่นสนุกสนานเพลิดเพลินจนเกินควรจึงขาดสติแล้วมาเกิดในโลกมนุษย์
๓. เห็นว่า เทวดาพวกอื่นจากมโนปโทสิกา๑๗ เที่ยง ส่วนพวกมโนปโทสิกานั้นไม่เที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางก่อนได้ว่า เคยเกิดเป็นเทวดาพวกมโนปโทสิกาแล้วจุติเพราะมัวแต่เพ่งโทษกันและกันจนเกิดโทสจิตคิดมุ่งร้ายแก่กัน แล้วมาเกิดในโลกมนุษย์
๔. เห็นว่า อัตตาที่เป็นส่วนจิตเท่านั้น เที่ยง ส่วนอัตตาที่เป็นส่วนกาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เที่ยง ด้วยการตรึกตรอง คิดค้นด้วยเหตุผลเองแล้วเสนอแนวคิดตามแต่จะคิดได้

กลุ่มที่ ๓ อันตานันติกวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่เห็นว่า โลกมีที่สุด และไม่มีที่สุด มี ๔ ลัทธิ คือ
๑. เห็นว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิเป็นเครื่องกำหนดรู้
๒. เห็นว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิเป็นเครื่องกำหนดรู้
๓. เห็นว่า โลกนี้ ด้านบนกับด้านล่างมีที่สุด ด้านกว้างไม่มีที่สุด เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิเป็นเครื่องกำหนดรู้
๔. เห็นว่า โลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ด้วยการนึก ตรึกตรองด้วยเหตุผลและการชั่งใจด้วยปฏิภาณ

กลุ่มที่ ๔ อมราวิกเขปิกวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นและวาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ซัดส่ายไปมา ลื่นไหลเหมือนปลาไหล มี ๔ ลัทธิ คือ
๑. ไม่รู้ชัดว่า อะไรถูก อะไรผิด แม้ถูก ก็ไม่กล้าตอบ เพราะเกรงว่า จะเป็นการพูดเท็จ จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่
๒. ไม่รู้ชัดว่า อะไรถูก อะไรผิด แม้ถูก ก็ไม่กล้าตอบ เพราะกลัวว่า จะเป็นการยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่
๓. ไม่รู้ชัดว่า อะไรถูก อะไรผิด แม้ถูก ก็ไม่กล้าตอบ เพราะเกรงว่า จะถูกซักถามจากผู้รู้ทั้งหลาย จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่

๔. ไม่รู้ชัดว่า อะไรถูก อะไรผิด แม้ถูก ก็ไม่กล้าตอบ เพราะความเขลา ความไม่รู้จริง จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่

คัมภีร์อรรถกถาอธิบายความคิดเห็นว่า “อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่” เพิ่มเติมดังนี้ คือ (๑) ความเห็นว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ เป็นคำดิ้นได้ไม่แน่นอนตายตัว (๒) ความเห็นว่า อย่างนั้นก็ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธวาทะว่า เที่ยง ที่เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง (๓) ความเห็นว่า อย่างอื่นก็ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธวาทะว่า เที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ที่กล่าวไว้โดยประการอื่นจากความเที่ยง (๔) ความเห็นว่า ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธวาทะว่า ขาดสูญ ที่เห็นว่า หลังจากตายแล้ว สัตว์ไม่มี (๕) ความเห็นว่า มิใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธวาทะของนักตรึกที่กล่าวว่า เป็นก็ไม่ใช่ ไม่เป็นก็ไม่ใช่ ๑๘

กลุ่มที่ ๕ อธิจจสมุปปันนิกวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นว่า อัตตาและโลก เกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยใด ๆ ทำให้อัตตาและโลกเกิดขึ้นแต่อย่างใด มี ๒ ลัทธิ คือ
๑. เห็นว่า อัตตาและโลก เกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิระลึกชาติก่อนได้ว่า เคยเกิดในชั้นอสัญญีสัตว์๑๙ และจุติจากชั้นนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเกิดมีสัญญาขึ้นมาภายหลังอีกหลังจากหมดพลังแห่งฌานแล้ว (ฌานนิยม)
๒. เห็นว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยการตรึกตรอง ใคร่ครวญด้วยปัญญา (ตักกนิยม)
๒) อปรันตกัปปิกวาทะ (ทิฐิ) (๔๔) คือ กลุ่มที่ยึดถือเอาส่วนแห่งขันธ์ในอนาคต๒๐ที่มองเห็นด้วยตาทิพย์ ได้แก่ ผู้ที่ได้ทิพยจักษุญาณ๒๑ และสามารถกำหนดรู้หรือมองเห็นความเป็นไปล่วงหน้าได้ตามกำลังของฌานแต่ละระดับ แล้วสรุปเป็นความเห็นและยึดถือตามนั้น ดังนั้น นักคิดในกลุ่มเดียวกันนี้ จึงมีความเห็นต่างกันในประเด็นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องในอนาคตของมนุษย์และสัตว์ นักคิดกลุ่มนี้จำแนกออกเป็น ๕ กลุ่ม ๔๔ ลัทธิ ดังต่อไปนี้ คือ

กลุ่มที่ ๑ สัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้ว ยั่งยืน มีสัญญา คือ มีความจำได้หมายรู้อยู่ มี ๑๖ ลัทธิ คือ

๑. เห็นว่า อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๒. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๓. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๔. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๕. เห็นว่า อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๖. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๗. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุด และไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๘. เห็นว่า อัตตาที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา

๙. เห็นว่า อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๐. เห็นว่า อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๑. เห็นว่า อัตตาที่มีสัญญาเล็กน้อย ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๒. เห็นว่า อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๓. เห็นว่า อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๔. เห็นว่า อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๕. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีสุขและทุกข์ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา
๑๖. เห็นว่า อัตตาทั้งมีสุขก็ไม่ใช่ มีทุกข์ก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญา

คัมภีร์อรรถกถาอธิบายว่า การที่ทำให้มีความเห็นว่า อัตตามีรูป ไม่มีรูป เป็นต้นนั้นว่า (๑) การบัญญัติอัตตาว่า มีรูปเพราะยึดถือรูปกสิณ และยึดถือสัญญาที่เป็นไปในรูปกสิณนั้น หรือการนึกเอาเท่านั้น (๒) การบัญญัติอัตตาว่า ไม่มีรูปเพราะยึดถืออรูปสมาบัติและสัญญาในอรูปสมาบัตินั้น หรือด้วยการนึกเอาเท่านั้น (๓) การบัญญัติอัตตาว่าทั้งมีรูปและไม่มี เป็นเพราะการยึดถือระคนกัน (๔) การบัญญัติอัตตาว่า ทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เป็นการยึดถือด้วยการนึกเอาเท่านั้น (๕) การเห็นว่า อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกันเป็นเพราะอำนาจของผู้ได้สมาบัติ (๖) การเห็นว่า อัตตามีสัญญาต่างกัน เพราะอำนาจของผู้ไม่ได้สมาบัติ (๗) การเห็นว่า อัตตามีสัญญานิดหน่อย เพราะอำนาจกสิณนิดหน่อย (๘) การเห็นว่า อัตตามีสัญญาหาประมาณมิได้ เพราะอำนาจกสิณที่ไพบูลย์ (๙) การเห็นว่า อัตตามีสุขอย่างเดียวกัน เพราะเห็นสัตว์ที่เกิดในติกฌานภูมิและจตุตถฌานภูมิด้วยทิพจักษุ (๑๐) การเห็นว่า อัตตามีทุกข์อย่างเดียวเพราะเห็นสัตว์ที่เกิดในนรกด้วยทิพจักษุ (๑๑) การเห็นว่า อัตตามีทั้งสุขและทุกข์ เพราะเห็นสัตว์ที่เกิดในหมู่มนุษย์ด้วยทิพจักษุ (๑๒) การเห็นว่า อัตตามีสุขก็ไม่ใช่ มีทุกข์ก็ไม่ใช่ เพราะเห็นสัตว์ที่เกิดในชั้นเวหัปผละด้วยทิพจักษุ๒๒
กลุ่มที่ ๒ อสัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา มี ๘ ลัทธิ คือ

๑. เห็นว่า อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๒. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๓. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๔. เห็นว่า อัตตาที่มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๕. เห็นว่า อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๖. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๗. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
๘. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

กลุ่มที่ ๓ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นว่า อัตตาหลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ มี ๘ ลัทธิ คือ
๑. เห็นว่า อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๒. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๓. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๔. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๕. เห็นว่า อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๖. เห็นว่า อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๗. เห็นว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุด และไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๘. เห็นว่า อัตตาทั้งมีที่สุดก็ไม่ใช่และไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

กลุ่มที่ ๔ อุจเฉทวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นว่า สัตว์ตายแล้วสูญ มีสาเหตุที่ทำให้มีความเห็นเช่นนี้ ๒ จำพวก คือ พวกที่ได้บุพเพนิวาสานุสติญาณแล้วตามระลึกถึงอดีตเห็นแต่การจุติไม่เห็นการเกิดขึ้น จึงเห็นว่า ขาดสูญ กับพวกไม่ได้บุพเพนิวาสานุสติญาณจึงคิดว่า ใครจะรู้เรื่องโลกหน้าได้ จึงเห็นว่า ขาดสูญ เพราะต้องการกามสุขและนึกเอาว่าสัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกับใบไม้ที่หล่นจากต้นไม้แล้วไม่งอกอีกต่อไปฉะนั้น๒๓ กลุ่มนี้มี ๗ ลัทธิ คือ
๑. เห็นว่า อัตตาของสัตว์และมนุษย์ ตายแล้วสูญ
๒. เห็นว่า แม้อัตตาที่เป็นทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ ตายแล้วสูญ
๓. เห็นว่า แม้อัตตาที่เป็นทิพย์ มีรูป สำเร็จทางใจ ตายแล้วสูญ
๔. เห็นว่า แม้อัตตาที่เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ (คือมีอารมณ์ว่าอากาศหาที่สุดมิได้) ตายแล้วสูญ
๕. เห็นว่า แม้อัตตาที่เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ (คือ มีอารมณ์ว่าวิญญาณหาที่สุดมิได้) ตายแล้วสูญ
๖. เห็นว่า แม้อัตตาที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ (คือ มีอารมณ์ว่า ไม่มีอะไร) ตายแล้วสูญ
๗. เห็นว่า แม้อัตตาที่เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ (คือ มีอารมณ์ว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หมายถึง มีสัญญาละเอียดมากและไม่ทำหน้าที่จำได้หมายรู้อะไร) ตายแล้วสูญ

จะเห็นว่า ความเห็นเหล่านี้ แสดงถึงอัตตาชนิดต่าง ๆ ที่แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มยึดถือ ซึ่งลักษณะร่วมกันคือ อัตตาหมายถึงตัวตนของมนุษย์ เพียงแต่มีข้อปลีกย่อยที่ต่างกัน เช่น มีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ หรือแม้กระทั่งเป็นอัตตาชนิดที่ขาดสูญก็ตาม เมื่อนำเอาลักษณะของอัตตาในปรัชญาฮินดูมาเทียบเคียงดู จะพบว่า อัตตาตามทัศนะของปรัชญาฮินดูน่าจะจัดเข้าในทิฐิเหล่านี้ด้วยโดยเฉพาะสัญญีวาทะที่ ๖ คือ อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา เพราะเป็นอัตตาชนิดที่มีสัญญาเนื่องจากมีความรู้สึกนึกคิดและเสพสุขได้ และเป็นอัตตาชนิดที่ไม่มีที่สุด เนื่องจากปรัชญาฮินดูถือว่า อัตตามีลักษณะแผ่อยู่ทั่วไป (สรฺวคต) และเพราะลักษณะสัต (Being) จิต (Mind) อานันทะ (Bliss) ของปรมาตมัน ซึ่งมีลักษณะของอัตตาชนิดที่มีสัญญาด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันอาจจัดเป็นอัตตาแบบมีสัญญาที่ ๗ คือ อัตตาที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ได้เช่นกัน เพราะลักษณะของปรมาตมันมีลักษณะไม่มีที่สุดเนื่องจากแผ่ขยายอยู่ทั่วไป แต่ก็สามารถเป็นชีวาตมันที่มาอยู่ในปัจเจกบุคคลที่มีลักษณะจำกัดหรือมีที่สุดได้ด้วย๒๔

กลุ่มที่ ๕ ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุ่มที่มีความเห็นสภาพบางอย่างว่าเป็นนิพพานในปัจจุบันหรือเป็นที่ประจักษ์ คือ มีความทุกข์สงบไปในอัตภาพนี้ มี ๕ ลัทธิ คือ

๑. เห็นว่า การเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ทั้งที่เป็นของมนุษย์เช่นกับกามคุณของพระเจ้ามันธาตุและที่เป็นทิพย์เช่น กามคุณของปรนิมมิตวสวัตติเทพ๒๕ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
๒. เห็นว่า การเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน) เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
๓. เห็นว่า การเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน) เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
๔. เห็นว่า การเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๓ (ตติยฌาน) เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
๕. เห็นว่า การเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน

แนวคิดกลุ่มที่ ๕ นี้ถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นเกณฑ์ตัดสินทางจริยศาสตร์ โดยเฉพาะการให้นิยามความหมายของคำว่า นิพพาน จะเห็นว่า กลุ่มนี้เห็นตรงกันว่า นิพพาน เป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินชีวิต และสามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันเช่นกัน ซึ่งหากวิเคราะห์ตามลักษณะความคิดแล้วจะมี ๒ กระแส คือ วัตถุนิยมที่เน้นความสุขด้านร่างกายที่เกิดจากการสัมผัสกับสิ่งภายนอก กับจิตนิยมที่เน้นความสุขละเอียดที่เกิดจากการผลการปฏิบัติภายในจิต จะเห็นว่า กลุ่มนี้ก็ยังมีความเห็นต่างกันในควา

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .