พราหมณ์ : พิธีโกนจุกในพิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวาย

จากอินเดียสู่ไทย

การค้าขายทางเรือที่มามาแต่โบราณเป็นสื่อสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากอินเดียมาสู่ประเทศไทย ในการเดินเรือมาค้าขายแต่ละครั้งต้องรอช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดมา และเช่นเดียวกัน การกลับก็ต้องรอลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดกลับ และในการเดินเรือแต่ละครั้งมิได้มีเพียงแต่พ่อค้า ยังมีนักบวชเดินทางร่วมมากับเรือด้วยเพื่อประกอบพิธีให้กับพ่อค้าเหล่านั้น ดังนั้นในช่วงระหว่างการรอลมมรสุมจึงมีพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายที่ประกอบขึ้นตามลัทธิพราหมณ์ รวมถึงการไว้ผมและการโกนผมของเด็กด้วย

ชาวอินเดียมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับศีรษะ เช่น “พรหมรันทร” หรือที่คนไทยเรีกว่า “ขม่อม” นั้น เป็นที่ที่อาตมันหรือวิญญาณของคนเข้าออก จึงถือว่าขม่อมเป็นส่วนสำคัญมากต่อชีวิตคน ดังเช่น เวลามีคนเสียชีวิต ชาวอินเดียจะทุบขม่อมซึ่งเป็นที่อยู่ของ “ขวัญ” ให้แตกออก เพื่อช่วยให้วิญญาณออกจากร่างกายไปได้สะดวก ต่อมาจึงเกิดประเพณีการทุบมะพร้าวให้แตกก่อนเผาศพ มะพร้าวเปรียบได้กับกะโหลกของผู้ตาย ดังนั้นการทุบมะพร้าวจึงเปรียบได้กับการทุบขม่อมเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของผู้ตายนั่นเอง) ความเชื่อนี้ปัจจุบันชาวไทยยังคงถือปฏิบัติอยู่โดยทั่วไป ส่วนเรื่องการไว้ผมจุกเด็กนั้นชาวอินเดียเชื่อว่า ถ้าเด็กไว้ผมจุกตามแบบเทพเจ้าอินเดียแล้ว  (โดยเฉพาะพระอิศวรที่ไว้ทรงผมแบบที่เรียกว่า คีรีฏมงกุฎ คือการรวบผมขึ้นไปข้างบนกลางศีรษะขมวดเป็นมวย) จะได้รับการคุ้มครองจากเทพเจ้าให้ปลอดภัย  ชาวไทยเห็นว่าพิธีกรรเกี่ยวกับผมเด็กนี้เป็นเรื่องดี จึงรับเอาพิธีกรรมนี้มาปฏิบัติตามแล้วส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพระเพณีของไทย

พิธีโกนจุกในอินเดียนั้นเรียกว่า “พิธีอุปนัยนะ” ซึ่งพิธีนี้มีปรากฏอยู่ในพิธีมงคลสำหรับเด็กในคำภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งจะมีพิธีกรรมต่าง ๆ รวม ๑๐ พิธีคือ (ธาลิณี บุญญาปฎิภา, ๒๕๓๘ : ๖)

๑.      พิธีสิกขาฐะปะนะมงคล คือพิธีโกนผมไฟเพื่อไว้จุกเมื่อเมื่อเด็กอายุครบ ๑ เดือน

๒.    พิธีกรรณวิชะยะมงคล คือพิธีเจาะหูเมื่อเด็กมีอายุครบ ๓ เดือน

๓.     พิธีบริโภคมงคล คือพิธีป้อนข้าวเด็กครั้งแรกเมื่ออายุได้ ๓ – ๕ เดือน

๔.     พิธีนามมงคล คือพิธีตั่งชื่อเด็ก

๕.     พิธีอภิคะมะนะมงคล คือพิธีสอนย่างเดือนเมื่ออายุ ๖ เดือน

๖.      พิธีภาษิตพจน์มงคล คือพิธีสอนพูด

๗.     พิธีทุศมงคล คือพิธีสอนนุ่งผ้า

๘.     พิธีนะหานะดิตถมงคล คือพิธีสอนให้ว่ายน้ำ

๙.      พิธีจุฬากันตะมงคลหรือพิธีอุปนะ คือพิธีโกนจุก

๑๐.  พิธีอลังการถภรณ์มงคล คือพิธีสวมสายธุรำ

การไว้ผมจุกของเด็กไทยนั้นปรากฏอยู่ในทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นเจ้านาย ขุนนาง และสามัญชนทั่วไป นอกจากความเชื่อเรื่องขวัญ แล้วคนไทยยังเชื่อว่าเป็นเรื่องของแม่ซื้อด้วย  กล่าวคือเมื่อเด็กพอที่จะหยิบจับอะไรเล่นได้แล้ว ผู้ปกครองก็จะหาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาพอหยาบ ๆ โดยปั้นตุ๊กตาให้มีทรงผมหลายแบบ เช่นผมจุ๊ก ผมโก๊ะ ผมเปีย จากนั้นก็เอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาให้เด็กเล่น ถ้าเด็กสนใจหยิบจับตุ๊กตาตัวไหนเป็นพิเศษ จะถือว่าทรงผมตามตุ๊กตานั้นคือทรงผมที่แม่ซื้อ เลือกให้เพราะถูกโฉลกสำหรับเด็ก วิธีนี้ทำให้เด็กแต่ละคนไว้ทรงผมไม่เหมือนกัน บ้างไว้เปีย บ้างไว้แกละซึ่งทรงผมแต่ละคนจะไม่จำกัดเพศ การให้เด็กเลือกตุ๊กตาเอง (เลือกทรงผมเอง) เชื่อว่า เด็กจะเลือกตามความพอใจของแม่ชื้อ และเมื่อเด็กไว้ทรงผมที่เลือกแล้ว เด็กจะแข็งแรงไม่จู้จี้ขี้อ้อน เพราะได้รับการดูแลจากแม่ซื้อนั้นเอง

การไว้จุกเริ่มตั่งแต่ยังเป็นทารก คือหลักจากพิธีโกนผมไฟเมื่อเด็กอายุได้ ๑ เดือนขึ้นไป  การโกนนั้นจะเหลือผมตรงกลางกระหม่อมเอาไว้ให้เป็นจุก  หรือบางรายผู้ปกครองอาจให้เด็กเริ่มไว้เมื่อโตแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น  การไว้ผมนั้นแท้จริงแล้วโบราณได้มองจากความเป็นธรรมชาติ คือ เมื่อทารกเกิดใหม่นั้นกะโหลกศีรษะของเด็กยังบางและต่อกันไม่สนิทดีนัก จึงมีความเชื่อกันว่า ถ้าขม่อมของเด็กไม่ได้รับการปกป้องเอาไว้ จะทำให้เกิดอันตรายแก่เด็กได้  ดังนั้นจึงมีผมปิดเอาไว้ในส่วนนี้ จากจุดนี้เองทำให้เกิดความเชื่อเรื่องขวัญขึ้นมา ขม่อมมีความสำคัญต่อชีวิตของเด็กและเปรียบเสมือนชีวิตและวิญญาณจะต้องได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์                 นอกจากนั้นการไว้จุกยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย คือ ตามนิสัยเด็กมักจะชอบวิ่งเล่นซุกซนทำให้เกิดเหงื่อไคลมาก ทำให้เกิดการสะสมของเชื่อราและเหาตามท้ายทอย ตีนผมและที่ปกหูของเด็ก หากโกนผมให้เหลือแต่จุกแล้วจะเป็นการง่ายแก่การทำความสะอาดอีกทั้งเหาก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้การไว้จุกยังเป็นเครื่องหมายของความเป็นเด็ก จนกระทั่งเมื่อพ้นวัย ๑๑ – ๑๓ ปี เด็กจะเข้าวัยหนุ่มสาว ผู้ปกครองจะทำพิธีโกนจุกให้  เด็กผู้หญิงจะทำพิธีเมื่ออายุประมาณ ๑๑ ปี ผู้ชายจะเข้าพิธีเมื่ออายุ ๑๓ ปี ที่ไม่ทำพิธีตอนอายุเท่ากันนั้นเพราะเด็กหญิงจะโตเร็วกว่าเด็กชาย  การจัดพิธีก็จะทำอย่างยิ่งใหญ่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับฐานะของแต่ละบ้าน พิธีโกนจุกมักจะทำคู่กับงานบุญไปด้วยเช่นงานทำบุญบ้าน งานวันเกิด จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านด้วย ส่วนบ้านไหนที่ต้องการประหยัดและไม่อยากจัดงานให้ยุ่งยากก็จะนำเด็กไปเข้าพิธีโกนจุกที่โบสถ์พราหมณ์ แต่ต้องรอเวลาสำคัญซึ่งหนึ่งปีจะมีเพียงหนึ่งครั้งโดยจัดขึ้นในช่วงพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย อันถือว่าเป็นเทศการขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์  หลักจากโกนจุกกแล้ว เด็กชายส่วนใหญ่จะผู้ปกครองจะให้บวชเรียนเป็นสมเณร ส่วนเด็กหญิงจะได้รับการอบรมงานบ้านงานเรือนหรือไม่ก็ฝากตัวไว้ในรั้วในวังหรือตามบ้านขุนนางใหญ่ เพื่อเตรียมตัวในการออกเรือนในอนาคต (ธาลิณี บุญญาปฏิภา, ๒๕๓๘ : ๕ – ๒๓)

พิธีโกนจุกในพิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวาย

พิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวายที่จัดขึ้นในช่วงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ถึงวันแรม ๕ ค่ำเดือนยี่ ถือเป็นพิธีกรรมเพื่อบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่แล้ว ยังมีคติแฝงไว้มากมายเช่น เป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นเพาะปลูก คติเตือนใจให้รัฐและประชาชนอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อความสนุกสนาน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อจะให้พิธีสมบูรณ์แบบแล้วยังจะต้องมีการทำทานร่วมด้วย การทำทานที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการจัดพิธีโกนจุก

พิธีโกนจุกจะจัดขึ้นในวันแรม ๕ ค่ำ และแรม ๖ ค่ำเดือนยี่  เด็กที่เข้ามาร่วมพิธีโกนจุกที่โบสถ์พราหมณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะพิธีการโกนจุกในโบสถ์พราหมณ์ถือว่าเป็นพิธีหลวง เงินที่ใช่ในพิธี จะได้รับพระราชทานเงินพระคลังส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ได้จากการบริจาคโดยผู้มากราบไหว้ในเทวสถาน หรือหากจะบริจาคเท่าไรก็ได้ตามแต่ศรัทธา อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ในพิธีพราหมณ์ก็จะเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้ทั้งหมด มีแม้กระทั่งโรงครัว เรียกได้ว่าเด็กที่จะมาเข้าพิธีนั้นมาเพียงแต่ตัวอย่างเดียวก็ได้รับการประกอบพิธีอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีกรรมของลัทธิพราหมณ์ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ปกครองให้ความสนใจนำเด็กเข้ามาร่วมพิธีพอสมควร

พิธีโกนจุกจะเริ่มขึ้นในวันขึ้น ๕ ค่ำเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันสุดท้ายของพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย เป็นวันส่งเสด็จพระนารายณ์ พระลักษมีพระชายา และพระมเหศวรีขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เมื่อผู้ปกครองนำบุตรหลานมาแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจกใบทะเบียนให้ ผู้ปกครองจะต้องแจ้งชื่อนามสกุลและวันเดือนปีเกิดของเด็ก จากนั้นผู้ปกครองจะต้องพาเด็กเข้ามายังโรงพิธีที่จัดขึ้นที่สถานพระอิศวร แต่ก่อนที่เด็กจะผ่านประตูเข้าไปนั้น พราหมณ์จะแจกสายสิญจน์คล้องคอให้กับเด็กและผู้เข้ามาร่วมพิธี พิธีการจะเริ่มในเวลา ๑๖.๐๐ น. ภายในสถานพระอิศวรจะมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ๙ รูป ส่วนพราหมณ์ทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาเทพเจ้า เด็กและผู้เข้าร่วมพิธีพนมมือฟังพระสวด เมื่อพระสวดจบราว ๑๘.๐๐ น. ก็เป็นอันว่าเสร็จพิธีสำหรับวันแรก จากนั้นเด็กทุกคนจะแยกย้ายกับบ้าน แต่ถ้าผู้ใดมีบ้านอยู่ไกลแกรงว่าวันรุ่งขึ้นจะนำบุตรหลานมาไม่ทันเข้าร่วมพิธี ทางเทวสถานจะจัดที่สำหรับให้เด็กและผู้ปกครองนอนค้างคืนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะวันรุ่งขึ้น จะเริ่มประกอบพิธีตั่งแต่เช้าตรู่ ส่วนพราหมณ์จะประกอบพิธีตรีปวายในช่วงค่ำ

เช้าตรู่ของวันขึ้น ๖ ค่ำเดือนยี่ เด็กที่เข้าร่วมพิธีจะอยู่ในชุดขาวทั้งชุด ก่อนจะเข้ามายังโรงพิธี จะมีการตักบาตรพระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อได้ฤกษ์พระอาทิตย์ขึ้นพระมหาราชครูจะจุดธูปเทียนเทวรูปเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้ามาร่วมพิธี  จากนั้นพระสงฆ์เริ่มเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมกันนั้น พระมหาราชครูและคณะพราหมณ์ใช้กรรไกรขลิบปอยผมของเด็กแต่ละคนออกพอเป็นพิธี ผู้ปกครองจะเก็บปอยผมที่ขลิบออกนั้นเอาไว้ แล้วนำไปใส่ใบบัวเพื่อนำไปลอยน้ำ  ผมที่เหลือผู้ปกครองจะพาเด็กไปโกนข้างนอกเอง

เมื่อโกนผมเสร็จแล้ว ผู้ปกครองจะนำเด็กตักบาตรอีกครั้ง แล้วนำเด็กเข้ามาโรงพิธีเพื่อฟังสวด  จากนั้นจะเป็นการทำขวัญจุกและการเวียนเทียนกล่าวคือ พระมหาราชครูจะเป็นผู้ทำพิธีที่โต๊ะเครื่องบูชา เริ่มจากการการสวดบทชุมนุมเทวดาและบททำขวัญจุก แล้วจึงเริ่มพิธีเวียนเทียน โดยพราหมณ์ ๓ ท่านจะถือแว่นเวียนเทียนทานละแว่นเดินเวียนขวารอบโบสถ์พระอิศวร ๓ รอบ หลังจากนั้นเด็กที่โกนจุกแล้วจะไปรับการเจิมจากพระมหาราชครู  และสุดท้ายจะเป็นการรับเหรียญพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนกับขวัญถุงให้เด็กเก็บไว้  พิธีโกนจุกที่โบสถ์พราหมณ์เนื่องในพิธีตรียัมปวายมีเพียงเท่านี้

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

หนังสืออ้างอิง

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.

ชวิน รังสิพราหมณ์กุล, วามเทพมุนี, พระราชครู. การพิธี – ช้าหงส์. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๐๕

ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.

ธาลิณี บุญญาปฏิภา. “พิธีโกนจุก : การดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตนในสังคม ศึกษาเฉพาะกรณีโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า.” สารนิพนธ์ ศิลปะศาสตร์บัณฑิต มานุษยวิทยา คณะโบราณคดี, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๘.

อุคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม. ประเพณีไทย ฉบับมหาราชครูฯ. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์. ๒๕๒๖.

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . . .