พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๒/๒ ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

พิธีช้าหงส์จะจัดขึ้น ๓ คืนด้วยกันคือ วันวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย และต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย พราหมณ์จะประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งเสด็จพระอิศวร พระอุมา และพระพิฆเนศ คืนวันแรม ๓ ค่ำ เดือนยี่ ประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งพระพรหม และ วันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่  เป็นการส่งพระนารายณ์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์

วันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่

วันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย ต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย  เป็นการรับพระนารายณ์ที่เสด็จจากเกษียรสมุทรมายังบนโลกมนุษย์  รวมระยะเวลาที่ประทับอยู่บนโลกมนุษย์เป็นเวลา  ๕  วัน และเป็นการส่งเสด็จพระอิศวรกลับสู่สรวงสวรรค์ซึ่งอยู่บนโลกมนุษย์ครบกำหนด กลับ ๑๐ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชบรรยายพิธีกรรมที่ประกอบใน วันนี้ความว่า เป็นพิธีตรียัมปวายและตรีปวายต่อกัน โดยพิธีการเริ่มตั่งแต่เวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ทั้งหลายจะประชุมพร้อมกันที่สถานพระนารายณ์ พระมหาราชครูอ่านเวทเปิดประตูศิวาลัยไกรลาสเหมือนอย่างเช่นเปิดถวายพระอิศวร  ในเวลาเย็นจะประชุมพร้อมกันอีกครั้งที่สถานพระนารายณ์อีกครั้ง  

เวลาเย็นพระมหาราชครูสวดบูชาเปิดประตูศิวาลัยไกรลาส ส่วนพราหมณ์คู่สวดยืนเรียงแถวเป็นหน้ากระดานเสมอหน้ากันทั้ง ๔ ท่าน  และเปลี่ยนชื่อจากพระอิศวรเป็นพระนารายณ์ สวดมหาเวชตึก แปลกกันแต่ว่าขึ้น ศิวาสะเทวะ ต่อไปก็สวยโกรายะตึก สาระวะตึก เวชตึก และสวดโลขันตุโนพร้อมกัน ๔ ท่าน เป่าสังข์ สวด ๙ จบ สวด ๕ จบเป็นหนึ่งกัณฑ์ (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : ๘๕) แต่ในพระราชพิธีสิบสองเดือนระบุว่าสวด ๙ จบเป็น ๑ กัณฑ์ (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๑) เป็น อันเสร็จพิธีในเทวสถานพระนารายณ์ แล้วย้ายมาประกอบพิธีในเทวสถานพระพิฆเนศ ทำพิธีเหมือนข้างต้น พิธีในเทวสถานทั้งสองต้องรีบกระทำให้แล้วเสร็จก่อนเย็น เพราะต้องเตรียมการที่จะทำในเทวสถานใหญ่ หรือสถานพระอิศวรต่อไป  “วันนี่เป็นวันที่เหนื่อยมากสำหรับพราหมณ์เพราะเป็นวันทั้งรับ และส่ง ” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๑) แล้วพราหมณ์จะเตรียมการรอรับเทวรูปพระอิศวร พระอุมา และพระพิฆเนศจากพระบรมมหาราชวัง

ในเวลาค่ำเดือนขึ้น กระบวนเทวรูปซึ่งเรียกว่า แห่พระนเรศวร์ หรือที่เรียกกันว่า พระนเรศวร์เดือนหงาย พระนายรายณ์เดือนมืด, ขบวนแห่พระนเรศวร์นั้นหมายถึงการแห่พระอิศวรเสด็จกลับจากโลกนี้สู่สวรรค์ โปรดแสงสว่าง จึงให้แห่ในเวลาเดือนขึ้น (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๒)  การ ส่งเทพเจ้าสู่สวรรค์นั้นก็คือนำสงเทวสถานนั่นเอง ขบวนแห่พระนเรศวร์กลับสู่สรวงสวรรค์นั้นเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ในพระราชพิธีสิบสองเดือนบรรยายไว้ว่า

“กระบวนนั้นเกณฑ์ขุนหมื่นกรมม้าแซงนอก แซงในกรงทอง และขอแรงเชลยศักดิ์ตามที่จะหาได้ ขี่ม้าถือเทียนเป็นกระบวนหน้า แล้วถึงริ้วขบวนตำรวจนำริ้วถือธงมังกรคู่ ๑ ตำรวจถือโคมบัว ๘๐ กลองแขกเดินหว่างกระบวนหาม ๔ ตี ๒ ปี่ ๑  ถัดมาพิณพาทย์หาม ๔ ตี ๓ ปี่ ๑ ต่อมานั้นกลองชนะ ๒๐ มีจ่าปี่จ่ากลอง สังข์ ๒ แตรงอน ๖ แตรฝรั่ง ๔ เครื่องสูงที่แห่พระนั้นใช้พื้นขาว เครื่องหน้าห้าชั้น ๖ เจ็ดชั้น บังแทรก ๔ พวกพราหมณ์ขุนหมื่นถือเทียนเดินสองแถว ต่อกลองชนะเดินมาถึงหน้าเสลี่ยงหงส์ ๒ คัน เดินหลังเสลี่ยงเทวรูป ๒ คัน เสลี่ยงที่ตั้งหงส์และตั้งเทวรูปนั้นใช้เสลี่ยงโถง แต่เสลี่ยงหงส์ใช้เพดานตรง ๆ  เสลี่ยงเทวรูปเป็นฉัตรซ้อน ๆ ขึ้นไปห้าชั้นระบายขาวทั้งสิ้น รอบเสลี่ยงมีราวติดเทียน เทวรูปซึ่งตั้งมานั้นมีรูปพระอิศวร พระอุมา พระมหาวิฆเนศวร มีพราหมณ์ถือสังข์เดินหน้า ๔ คน มีพัดโบกบังสูรย์ พระมหาราชครูและปลัดหลวงขุนเดินเป็นคู่เคียง นุ่งจีบชายหนึ่ง โจงชายหนึ่ง ถือเทียนเล่มใหญ่ ๆ ไปข้างเสลี่ยงพระเครื่องหลังเจ็ดชั้น ๒ ห้าชั้น ๔ บังแทรก ๒ ต่อนั้นไปเกณฑ์ละครหญิงสาว ๆ แต่งเป็นพราหมณ์ถือเทียนเดินแห่สองแถวอยู่ในร้อยคน ต่อนั้นไปถึงโคมบัวตำรวจอีก ๔๐ แล้วถึงม้ากรมม้าและม้าเชลยศักดิ์ตามแต่จะหาได้อยู่ภายหลังอีก เดินเทวสถานตามถนนบำรุงเมือง เลี้ยวลงถนนชัย ในเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกทุกปีมิได้ขาด โปรดให้ปักพุ่มดอกไม้เพลิงบูชาพระเป็นเจ้า ๑๐ พุ่ม พอเสลี่ยงมาถึงหน้าพระที่นั่ง…พราหมณ์เป่าสังข์ถวายชัย ทรงจุดดอกไม้เพลิงแล้วจัดเทวรูปในห้องภูษามาลา ซึ่งเป็นเทวรูปสำหรับเข้าพิธีในพระแท่นมณฑล องค์เล็ก ๆ สามองค์…ทรงเจิมและปะสุหร่าย แล้วจุดเทียนนมัสการทั้ง ๒ คู่ เหลอไปบูชาที่เทวสถาน ๒ คู่  แล้วภูษามาลาเชิญเทวรูปไปขึ้นเสลี่ยง กั้นกลดกำมะลอ ออกประตูเทวาพิทักษ์ไปส่งขึ้นเสลี่ยงโถงที่ตั้งพระเป็นเจ้าแห่มานั้นไปขึ้น หงส์ด้วย” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๓)

แต่เดิมสมัยอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปส่งเทพเจ้าถึงเทวสถานด้วยพระองศ์ เองโดยจัดเป็นขบวนช้าง แต่ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์พระมหากษัตริย์ทรงไม่ได้ปฏิบัติอย่างเช่นก่อน เพิ่งจะมีการรื้อฟื้นขบวนแห่โดยพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการแห่โดยกระบวนช้างตามแบบแผนของกรมช้างแบบโบราณ

“…เสด็จนั้นทรงช้างพระที่นั่งละคอนายสารช้างใหญ่เป็นควาญพระที่นั่ง ทรงพระแสงของ้าว  เครื่องช้างพระที่นั่งใช้เครื่องแถบกลมเพราะเป็นเวลากลางคืน  มีเจ้านายและขุนนางขี่ข้างพลายพังตามเสด็จด้วยหลายช้าง…” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๖)

การเสด็จพระราชดำเนินส่งเทพเจ้าโดยกระบวนช้างในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า นั้นมีเพียงครั้งเดียว ภายต่อมาเสด็จเสด็จโดยกระบวนพระราชยาน จุดประสงค์ก็เปลี่ยนไปคือเป็นการพาพระเจ้าลูกยาเธอไปทอดพระเนตรมากกว่าส่ง เทพเจ้า พระเจ้าลูกยาเธอนั้นเสด็จไปทอดพระเนตรการส่งเทพเจ้าที่โบสถ์พราหมณ์ทุกปี ครั้นในรัชกาลที่ ๕ เป็นการเสด็จโดยขบวนรถแทน

ในพระราชนิพนธ์สิบสองเดือนบรรยายถึงพิธีในเทวสถานโบสถ์พระอิศวรว่า เมื่อแห่กลับไปถึงเทวสถานแล้วทำพิธีต่อไป คือมีเตียงตั้งพระอิศวรเตียงหนึ่ง ชั้นรองลงมาเรียกว่าภัทรบิฐทอดขลัง คือการทอดแป้งแล้วโรยด้วยข้างสาลีเหมือนอย่างพิธีบรมราชาภิเษก  เตียงหนึ่งตั้งเบญจคัพย์ คือ ถ้วยห้าใบ ประกอบด้วย แก้ว ทอง นาค เงิน สำริด เหล็ก หมายถึงปัญจมหานที ใช้แก้วแทนอากาศธาตุ แก้วทั้งหมดจะไม่เติมน้ำใด ๆ ทั้งสิ้น (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : ๘๘) ถ้วยอีกห้าใบ บรรจุสิ่งที่ได้จากโค ๕ อย่าง หมายถึง “ปัญจ ๕” มารับประทานด้วยเชื่อกันว่าของหลังนั้นสามารถชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ได้ แต่ในปัจจุบันใช้แต่น้ำท่านั้น (สมรรัตนศิริเชษฐ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง, ๒๔๗๔ : ๒๖)  ส่วนทางด้านขวาของโต๊ะเบญจคัพย์ตั้งสังข์ กลดตั้งข้างซ้าย กลางเทวสถานที่ตั้งหงส์ตั้งศิลาบดอันหนึ่งเรียกว่า บัตโต สมมติว่าเป็นภูเขา “ท่านเก่า ๆ ท่านก็พอใจบ่นกันว่าทำไมจึงไม่ใช้ก้อนหิน มาใช้ศิลาบด แต่ก็ไม่มีใครอาจแก้ไข เพราะเคยใช้มาแต่ก่อน”  (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๔) จาก นั้นพระมหาราชครูทำกระสูทธิ์อวิสูทธเจิมจันทน์ อ่านเวทสอดสังวาลพราหมณ์ หรือธุรำ และแหวนเกาบิล พราหมณ์คู่สวด ๔ ท่านสวดมุไร ๑๓ จบกัณฑ์ ๑ พระมหาราชครูแกว่งธูปประน้ำอบ บูชาข้าวตอกดอกไม้ แล้วพราหมณ์คู่สวดยกอูลูบเช่นเดียวกับทุกวัน แต่ในวันนี้จะไม่มีการแจกข้าวตอกแก่คนทั้งปวง ยกเว้นเป็นของส่วนถวายหลวง แล้วไปกระทำพิธีต่อที่โบสถ์พิฆเนศเหมือนทุกวัน แล้วกลับมากระทำพิธีในเทวสถานพระอิศวรอีกครั้งหนึ่ง

พระราชนิพนธ์สิบสองเดือนบรรยายต่อว่า ลำดับต่อมาพระมหาราชครูอ่านเวท จบหนึ่งชื่อ ทรงสาร จบสองชื่อ โตรพัด แล้ว ทักษิณบูชาศาสตร์ รินน้ำเบญจคัพย์ลงถ้วย ถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาสังข์กลด บูชากุมภ์ ถวายข้างเวท แล้วอ่านเวทสนานหงส์อีกหนึ่งจบแล้วอัญเชิญเทวรูปพระอิศวร พระอุมา พระพิฆเนศ สรงน้ำด้วยกลศแล้วสังข์แล้วจึงเชิญขึ้นภัทรบิฐ ทำศาสตร์บูชาอ่านเวท จบแรกชื่อสารเหลือง จบที่สองชื่อมาลัย จบสามชื่อสังวาล แล้วจึงเชิญเทวรูปตั้งบนพานทองขาวเดินชูประทักษิณไปรอบที่ตั้งหงส์ เมื่อถึงศิลาบดที่เรียกว่าบัพโต ยกเท้าขวาก้าวเหยียบขึ้นบนศิลาครั้งหนึ่ง แล้วเดินเวียนต่อไป เมื่อมาถึงศิลาบดก็เหยียบอีกจนเวียนครบสามรอบ แล้วจึงเชิญเทวรูปขึ้นบุษบกหงส์ ในระหว่างนั้นพราหมณ์จะเป่าสังข์ตลอดจนขึ้นหงส์  จากนั้นอ่านเวทบูชาหงส์ บูชาพระสุเมรุ แล้วจึงว่าสรรเสริญไกรลาสเหมือนพระเจ้าแผ่นดินขึ้นภัทรบิฐ   จากนั้นอ่านเวทส่งพระอุมา อ่านสดุดี อ่านสรงน้ำพิฆเนศ แล้วจุดเทียน ๘ เล่ม มีดอกไม้ตั้งไว้  ๘ ทิศ  อ่านเวทเวียนไปตามทักขิณาวัฏทั้ง ๘ ทิศ เป็นการบูชาทิศทั้ง ๘ เรียกว่าโตทวาร ต่อไปพราหมณ์ ๒ ท่าน อ่านพระเวทช้าหงส์ หรือกล่อมช้าหงส์ บทสวดกล่อมช้าหงส์นั้นแบ่งออกเป็น ๔ บท คือบทที่ ๑ โองการ สรรเสริญพระพราหมณ์ บทที่ ๒ จำเป สรรเสริญพระอิศวร บทที่ ๓ บทพาระพา สรรเสริญพระพิฆเนศ บทที่ ๔ บทหิริโอม สรรเสริญ พระนารายณ์ ในขณะที่สวดกล่อมช้าหงส์นั้น  พระมหาราชครูไปที่หงส์ รดน้ำด้วยกลศ สังข์ จุลเจิม พระครูพราหมณ์อีกท่านหนึ่งไกวหงส์ “อย่างเดียวกันกับขึ้นพระอู่เจ้านาย”  (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๕) ลักษณะคล้ายกับการไกวเปลอย่างช้า ๆ เสมือนหนึ่งพญาหงส์บินไปรอบ ๆ จักวาลขึ้นสู่สรวงสวรรค์  (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : ๙๑) การ กล่อมช้าหงส์จะอ่านพระเวททั้งหมด ๓ บท เป่าสังข์ ๓ ลา แล้วอ่านพระเวทย์ส่งการพระเป็นเจ้าบท ๑ แล้วจึงอ่านเวทปิดทวารศิวาลัยอีกจบ ๑ ถึงเป็นการส่งมหาเทพทั้ง ๓ อันมีพระอิศวร พระอุมา และพระพิฆเนศอย่างเสร็จสมบูรณ์ และเป็นการเสร็จพิธีในคำวันนี้

ดังจะเห็นได้ว่าวันนี้จะมีพิธีกรรมมากมายในเทวสถานซึ่งเริ่มตั่งแต่เช้า ตรู่อันเป็นการประกอบพิธีตอนรับพระนารายณ์ จนในช่วงคำเป็นพิธีส่งเสด็จพระอิศวรซึ่งกว่าละแล้วเสร็จ “ก็คงอยู่ใน ๗ ทุ่ม หรือ ๘ ทุ่มเศษ ทุกปีไม่ต่ำกว่านั้น” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๕) แต่ ก่อนนั้นพระเจ้าลูกยาเธอเสด็จไปทอดพระเนตรการช้าหงส์ส่งเทพเจ้าอยู่ทุกปี พอมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าลูกยาเธอนั้นเลิกไปเพราะเห็นว่าดึกมากกลับจะได้รับอันตราย จะมีก็แต่เจ้านายเท่านั้นที่เดินทางไปชม ส่วนประชาชนชาวพระนครทั้งหลายมักจะไปฟังการช้าหงส์อันที่เลื่องลือกันว่า ท่วงทำนองไพเราะยิ่งนัก อีกส่วนหนึ่งพากันเที่ยวชมมหรสพ เพราะที่หน้าเทวสถานนั้นมีโรงหนัง (หนังใหญ่) ดอกไม้เพลิง และร้านรวงต่าง ๆ ทั้งวันแรม ๑ ค่ำและวันแรม ๕ ค่ำ พิธีในวันนี้นอกเหนือจากเป็นการรับและส่งเทพเจ้าแล้วยังเป็นงานเรือนเริง สร้างความสุขสนุกสนานให้แก่ชาวพระนครทั่วไป

วันแรม ๓ ค่ำ

ไม่นานมานี้เกิดธรรมเนียมอย่างใหม่ขึ้นมา คือ จะกระทำพิธีของพราหมณ์ในสถานพระอิศวรเพิ่มขึ้นมาอีกหลังจากที่ประกอบพิธีใน เทวสถานพระนารายณ์เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพิธีกรรมเหมือนอย่างวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ยกเว้นเพียงแต่การอ่านเวทเปิดประตูศิวาลัยไกรลาส เพราะถือว่าได้กระทำในสถานพระนารายณ์ไปแล้ว พิธีกรรมจะเริ่มราว ๑๘.๐๐ น. รถยนต์หลวงจะอัญเชิญพระพรหมมายังเทวสถานพระนารายณ์ พราหมณ์ทำ  อตมะวิสูทธ บูชา ข้าวตอกตอกไม้ แล้วสวดเหมือนกับวันแรม ๑ ค่ำ  สวดบทช้าหงส์ ส่งเสด็จพระพรหมกลับสู่พรหมโลก ยกอุลูบ  เป็นอันเสร็จพิธี เครื่องของในพิธีจะไม่แจกผู้ใดยกเว้นเจ้านายและขุนนางที่จะนำไปแจกวันต่อไป คือวันแรม ๔ ค่ำนั่นเอง (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : ๙๓) การ เพิ่มพิธีโดยการนำพระพรหมเข้ามาทำพิธีในเทวสถานนี้สันนิฐานว่า น่าจะเป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่มหาเทพให้ครบสามองค์ตามหลักตรีมูรติ คือ พระพรหม-ผู้สร้าง พระนารายณ์-ผู้รักษา และพระอิศวร-ผู้ทำลายเพื่อสร้างใหม่นั่นเอง

วันแรม ๕ ค่ำ

ถือว่าเป็นวันส่งพระนารายณ์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์ อันครบกำหนัด ๕ วันในการอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อประทานพร ในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีพิธีการโกนจุกเนื่องในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย  เด็กที่เข้าพิธีจะต้องมาลงทะเบียน จากนั้นก็เข้าไปฟังพระสงฆ์สวดมนต์ในสถานพระอิศวร เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์จบก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีโกนจุกในวันแรก

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีโกนจุก จะมีขบวนแห่พระนารายณ์มาจากพระมหาราชวังเพื่อไปส่งยังสรวงสวรรค์ (มาส่งในเทวสถาน) การแห่นั้นจะนำเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี และพระมเหศวรี ขึ้นเสลี่ยงหงส์ ต้องแห่ก่อนเดือนขึ้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอธิบายว่า ในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองศ์ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกทรงจุดดอกไม้ และส่งเทวรูปน้อยที่มีแต่พระนารายณ์องค์เดียวตั้งบนพานทองสองชั้น แต่พอมาถึงรัชกาลที่ ๕ จะเสด็จออกบ้างไม่ออกบ้าง ถ้าไม่เสด็จ ภูษามาลาก็จะนำเทวรูปมาถวายทรงเจิมและพรมสุหร่ายที่พระที่นั่งจักรีมหา ปราสาท แล้วเชิญขึ้นเสลี่ยงกั้นกลศไปยังเทวสถาน พระมหาราชครูออกมารับที่หน้าเทวสถานแล้วนำไปประดิษฐานไว้ในสถานพระอิศวรก่อน เมื่อเริ่มพิธีจะอัญเชิญเข้าไปในสถานพระนารายณ์อีกต่อหนึ่ง

พิธีกรรมในการส่งพระนารายณ์นั้นก็เหมือนกับครั้งส่งพระอิศวรเมื่อวันแรม ๑ ค่ำเดือนยี่ จะผิดแปลกต่างกันบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ  พิธีพราหมณ์จะเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. พระมหาราชครูแต่งกายอย่างทำพิธีทั้งปวงแล้วอัญเชิญเทวรูปทั้งสามจากสถานพระ อิศวรมาสถานพระนารายณ์และอัญเชิญขึ้นวางบนโต๊ะเบ็ญจคัพย์หันหน้าไปทางทิศ ตะวันตก พระมหาราชครูไปกราบพระประจำเทวสถาน แล้วกลับมานั่งที่อาสนะ จุดธูปเทียนบูชาครู เทียนที่อ่านหนังสือ เทียนที่บาตรแก้ว กระทำอตมะวิสุทธิ์ อ่าน เวทย์เหมือนกับที่สถานพระอิศวรผิดแต่เวทที่อ่านเปลี่ยนแปลงถ้อยคำเล็กน้อย เท่านั้น กระทำพิธีช้าหงส์ เชิญเทวรูปขึ้นบุษบกหงส์แล้วไกวช้าเป็นการส่งเสด็จ แล้วอ่านพระเวทปิดทวารศิวาลัยเป็นอันเสร็จพิธี ส่วนของเข้าร่วมพิธีตรีปวายนี้ไม่ต้องนำไปถวายเจ้านายอย่างในพิธีตรียัมปวาย เพียงแต่แจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อให้เกิดสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล การที่ไม่แจกเจ้านายนั้นเพราะถือกันว่าพระนารายณ์เป็นพระเดชตรงกันข้ามกับ พระอิศวร (อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม, ๒๕๒๖ : ๓๕๕) การพิธีตรีปวายสำหรับพิธีพราหมณ์เสร็จสิ้นเพียงเท่านี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (๒๕๑๔ : ๘๒)  ทรงบรรยายถึงพิธีสงฆ์ที่เพิ่มเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระขอมเกล้าเข้าอยู่หัวในพิธีกรรมวันนี้ว่า

“ครั้นแรม ๕ ค่ำ [ช่วงเช้า : ผู้เขียน] เริ่มพระราชพิธีตรีปวาย ก็มีพิธีสงฆ์รับประทานฉัน พระราชาคณะไทย ๑ รามัญ ๑ พระครูปริตรไทย ๔ รามัญ ๔ ถวายเครื่องไทยทานเหมือนอย่างพระราชพิธีตรียัมปวาย เวลาค่ำสวดมนต์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ไม่มีบูชาเจือ อยู่ข้างจะบำบัดพิษอยู่หน่อย ๆ” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๘๒)

ในช่วงเวลาบ่ายจะนิมนต์พระมาสวดมนต์ในเทวสถาน ๑๑ รูปด้วย (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๙๙)

ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๙ นั้นพระมหากษัตริย์มิได้เสด็จพระราชดำเนินไปส่งเทพเจ้าแล้ว  มีเพียงรถยนต์หลวง  อัญเชิญเทวรูปขนาดเล็กจากพระบรมวหาราชวัง ที่คณะพราหม์เข้ากราบบังคลทูลขอพระราชทานพระมหากษัตริย์ทรงเจิมคือ พระอิศวร พระอุมา พระพิฆเนศ   เข้ามาในพิธี ในเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกเหนือพานประดับดอกไม้   กับไฟหลวง ดอกไม้ ๑ กระทง ธูป ๓ ดอก พนักงานภูษามาลาสำนักพระราชวังแต่งกายชุดขาวครึ่งยศมาส่งที่หน้าเทวสถาน พระราชครูออกไปอัญเชิญเข้ามาในเทวสถานพราหมณ์เป่าสังข์รับเสด็จจนประดิษฐาน บนโต๊ะหมู่มุก หน้าเทวรูปประจำเทวสถาน  จากนั้นเวลา ๒๑.๐๐ น. พระมหาราชครูแต่งตัวอย่างทำพิธีทั้งปวง คือนุ่งโจงกระแบน สวมเสื้อขาวแขนยาวห่มผ้าเฉลียงไหล่ และมีผ้าขาดคาดเอว (อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม, ๒๕๒๖ : ๓๕๓)

 

อย่างไรก็ตาม การประกอบพิธีช้าหงส์ในแต่ละยุคสมัยก็ไม่ได้ทำครบสามคืน อาจมีการลดลงตามแต่สถานการบ้านเมืองและความเหมาะสม

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

 

หนังสืออ้างอิง

 

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.

 

บำราบปีปักษ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา. โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ๒๕๔๕.ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ เล่มที่ ๑๘.พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา. ๒๕๐๕.

 

ชวิน รังสิพราหมณกุล, พระราชครูวามเทพมุนี. “พิธีพราหมณ์ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี.” จดหม ายข่าวสำนักพระราชวัง ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒ (กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ๒๕๕๐) : ๘๙ -๙๒. และ ฉบับที่ ๓ (มิถุนายน – กันยายน ๒๕๕๐) : ๘๕ – ๘๙.

 

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “ช้าเจ้าหงส์ ต้นเค้าพิธีโล้ชิงช้าในสยาม.” มติชน, ฉบับที่ ๑๐๖๖๐, ปีที่ ๓๐ (๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐) ๓๔.

 

ศุภรัตน์ หัตถพนม “เสาชิงช้าน้อย.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, ฉบับที่ ๕๑, ปีที่ ๕๕ (๑๙ – ๒๕ กันยายน ๒๕๕๑) : ๓๙.

 

สมรรัตนศิริเชษฐ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง, โปรดให้จัดพิมพ์เป็นมิตรพลีขึ้นปีใหม่ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๗๔. รายงานสำรวจตำราพระราชพิธีพราหมณ์สยาม ของ นาย ป.ศาสตรี. พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์. ๒๔๗๔.

 

อุคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม. ประเพณีไทย ฉบับมหาราชครูฯ. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์. ๒๕๒๖.

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .