พราหมณ์ : ตำนานการโล้ชิงช้าในเอกสารไทย

large_DSC04372
จิตรกรรมฝาผนังการโล้ชิงช้าที่วัด มหาเจดีย์ บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เอกสารไทยนับแต่โบราณหลายฉบับเราพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น เอกสารตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายฉบับ วรรณกรรมชาวบ้าน เช่น นิทานเรื่องมโนราห์ของล้านนาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องมโนราห์ของภาคใต้ นิทานเรื่องศรีธนญชัยของไทยคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงของลาว ฯลฯ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือแม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์ หมายถึงผลผลิตทางภูมิปัญญาของนักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติสอนใจ บทเรียน อาจเริ่มต้นจาก วรรณกรรมมุขปาฐะ ถ่ายทอดผ่านรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งจนแพร่หลายในสังคมจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จนเมื่อมีการบันทึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทั้งสองประเภทถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแล้วมีการนำติดตัวเดินทาง การเกิดทางของนักเล่านิทาน พ่อค้า พระสงฆ์ เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเวลานานขึ้น  ส่งต่อกันมากขึ้น ในที่สุดก็แทบจะหาต้นฉบับไม่ได้ หาผู้แต่งไม่ได้ และแทบจะสืบไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด ทั้งนี้อาจมีหลายที่ที่แต่งเรื่องราวนั้นออกมาเหมือน ๆ กัน สอดคล้องกัน เพราะมีสาเหตุปัจจัย ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเรียกว่า การแพร่กระจายทางวัฒนะธรรม มีทฤษฎีตั้งไว้เพื่ออธิบายสิงประเภทคือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และ ทฤษฎีพหุกำเนิด

ที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ตำนานหลายตำนานจึงมีความคล้ายคลึงกัน ใกล้เคียงกัน อาจจะเปลี่ยนเพียงชื่อบุคคล สถานที่ ไปตามภูมิภาคที่ตำนานนั้น ๆ  อยู่ด้วย

 

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงตำนานการโล้ชิงช้า หรือพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย พิธีกรรมเพื่อทดสอบความมั่นคงของแผ่นดินและให้กำลังใจกับประชาชนที่ประกอบขึ้นในเดือนยี่ ที่มีความเป็นมายาวนานอย่างน้อยก็สมัยอยุธยา ปรากฏอยู่ในเอกสารอย่างน้อยสองฉบับตามที่ผู้เขียนค้นพบคือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต และ ตำนานพราหมณ์นครศรีธรรมราช

 

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต เขียนโดย เยเรเมียส  ฟาน  ฟลีต  ชาวฮอลันดาหรือที่คนไทยรู้จัก ในชื่อ  วันวลิต  ได้กล่าวถึงการโล้ชิงช้าของกรุงศรีอยุธยาว่าเริ่มขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่  ๒ กล่าวโดยสรุปคือ ครั้นสมัยสมเด็จพระรามาธบดีครองราชในพระนครศรีอยุธยานั้น ในรามรัฐ ชายฝั่งโจฬะมณทล (เมืองหนึ่งในพาราณาสี ส่วนหนึ่งของอินเดีย) มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งนามเดียวกับพระรามาธิบดี พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงคิดเสมอว่าพระองค์แต่เพียงผู้เดียวสง่างาม มีเกียรติยศและปกครองแผ่นดินดีที่สุด พระองค์ได้ข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามมีพระนามและตำแหน่งเหมือนกับพระองค์ก็ทรงพระพิโรธ จึงใช้อาคมมากมายหลายรูปแบบส่งมาทำร้ายพระเจ้าแผ่นดินสยามหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง  ในครั้งท้ายสุด พระองค์ทรงส่งช่างโกนหนวดสี่คนมาถวายพระเจ้าแผ่นดินสยามพร้อมกับกำชับว่า หากสบโอกาสครั้งใดให้ปลงพระชนม์กษัตริย์สยามให้ได้ แต่ช่างโกนหนวดก็ทำการไม่สำเร็จ จึงกลับไปแจ้งข่าวแก่พระองศ์ถึงพระราชอำนาจอันวิเศษของกษัตริย์สยาม พระองศ์จึงยอมรับในพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์สยาม ยอมเป็นพระราชไมตรีที่ดีต่อกัน

 

“…เพื่อจะแสดงว่าพระองค์ทรงปรารถนาซึ่งไมตรี พระองค์ทรงพระประสงค์จะส่งสินค้าที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จักในสยามไป ถวาย พระองค์ทรงตรัสถามช่างโกนทั้งสี่ว่าการละเล่นหรือดนตรีชนิดใดบ้างในอาณาจักร ของพระองค์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในอาณาจักรสยาม ช่างโกนหนวดทั้งสี่กราบทูลว่า ไม่ว่าการละเล่นหรือดนตรีใด ๆ ในอาณาจักรนี้ ปรากฏมีทั่วไปในสยาม ยกเว้นแต่กระดานโล้ชิงช้า พวกเขาทั้งสี่ยังไม่เคยพบพราหมณ์ในสยามซึ่งสามารถขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้าย หรือคำสาปที่ครอบคลุมพระราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดิน ตัวเมืองหรือชนบทเลย ดังนั้นพระเจ้าแผ่นดินแห่งรามรัฐ จึงทรงส่งพราหมณ์สองคนซึ่งมีความรู้สูง พร้อมทั้งพระราชสาส์นจึงมีใจความขอเป็นพระสหายไปยังพระเจ้าแผ่นดิน สยาม…พระองค์ยังมีกระแสรับสั่งให้พราหมณ์แสดงวิธีโล้ชิงช้าให้เป็นที่ รู้จักและคงอยู่ในสยามตลอดไป  พระเจ้าแผ่นดินทรงยอมรับพราหมณ์ทั้งสอง พระราชสาส์นและสันถวไมตรี และมีพระราชสาส์นตอบสถาปนามิตรภาพของทั้งสองพระองค์ซึ่งคงอยู่จนทุกวันนี้ มีการยืนยันทุก ๆ สองหรือสามปีด้วยพระราชสาส์นจารลงบนแผ่นทอง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็มีพราหมณ์จากที่ต่าง ๆ เดินทางมาสู่สยาม โดยเฉพาะมาจากรามรัฐ และพราหมณ์เหล่านี้ได้รับความยกย่องนับถือในหมู่พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าชาย พระบรมวงศานุวงศ์แลประชาชน”  (วันวลิต, ๒๕๔๘ : ๓๔)

 

นอกจากตำนานการเข้ามาของเสาชิงช้าในนครศรีอยุธยาสมัยพระรามาธิบดีแล้วตามพงศาวดารฉบับวัน วลิต แล้ว  ในนครศรีธรรมราชเองก็มีตำนานการเข้ามาของเสาชิงช้าเช่นกัน ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตำนานดังกล่าวชื่อว่า ตำนานพราหมณ์นครศรีธรรมราช

 

“ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าชาวรามนครคนหนึ่ง นำสิ่งของเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อขายเสร็จแล้วก็จัดซื้อสิ่งของบรรดามีในกรุงศรีอยุธยา บรรทุกเรือกลับไปยังรามนคร ครั้นแล้วก็ได้นำสิ่งของต่าง ๆ เข้าเฝ้าถวายต่อเจ้าเมืองรามนคร อันมีพระนามว่า พระนารายรามาธิบดีและได้กราบบังคมทูลเรื่องราวที่ได้เดินทางมายังกรุง ศรีอยุธยา ว่าเจ้าเมืองแห่งนครนั้น ก็ทรงพระนามว่า พระนารายณ์รามาธิบดีเหมือนกัน เจ้าเมืองรามนครทรงทราบดังนั้นจึงสั่งให้จตุรทหารเอาเครื่องจตุรภัณฑ์เข้ามา ยังพระนครศรีอยุธยา และรับสั่งว่าถ้าเป็นพระนารายณ์จริงจะเห็นเป็นสี่กร ให้เอาเครื่องบรรณาการนั้นถวาย แต่ถ้าเป็นธรรมดาแล้วให้ตัดศีรษะเสีย  ทหารทั้งสี่เหาะมาทางอากาศ เข้าสู่พระราชมณเฑียรของพระนารายณ์รามาธิบดีแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อได้เข้าไปในห้องบรรทม ก็ได้เห็นพระนารายณ์รามาธิบดีบรรทมอยู่ และมีสี่พระกรด้วยอานุภาพอันอัศจรรย์…ครั้นพระนารายณ์ตื่นบรรทมเห็นเข้า จึงทรงถามดู เมื่อได้ทราบความจริงจึงทรงโสมนัสยินดี…ทรงมีรับสั่งให้จัดเครื่องราช บรรณาการให้ทหารทั้งสี่กลับไปถวายตอบแทน…พระนารายณ์แห่งรามนครทราบความ จริงพระองค์จึงรับสั่งให้ราชทูตนำเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี บรมหงส์ และชิงช้าทองแดง  ลงเรือมาถวายยังกรุงศรีอยุธยาในระหว่างทางเรือได้ถูกพัดพาเข้ามายังปากแม่ น้ำเมืองตรัง ข่าวทราบถึงเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยบริวารพากันไปรับเทวรูปทั้งหมดไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช แล้วแจ้งข่าวไปยังพระนารายณ์แห่งพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดให้มารับเทวรูปโดยทางเรือ ขณะนั้นบังเกิดอัศจรรย์มีลมพายุมาเป็นเมฆหมอกมืดอยู่ 7 วัน 7 คืน  เทวรูปพระนารายณ์ก็นิมิตให้เจ้าพระยาโกษาธิบดีทราบว่า พระองค์ต้องการอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช….บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายจึง ต้องนำเทวรูปกลับมาไว้ตามเดิม…สมเด็จพระนารายณ์จึงมีพระบรมราชโองการให้หา เจ้านครที่เหมาะสมให้ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ไว้ ณ เมืองนครนั้น เจ้านครพร้อมด้วยออกทหารกรมการเมืองจึงพร้อมใจกัน ตกแต่งสถานที่ตามพระบรมราชโองการแล้วอันเชิญเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี บรมหงส์ และชิงช้าทองแดงประดิษฐาน ณ ที่นั้น จัดให้มีการสมโภชแบบพราหมณ์เป็นประจำเสมอมา” (อ้างใน บำรุง คำเอก ,๒๕๕๐ ๒๑)

 

ผมจึงไม่ขอสรุปว่าตำนานฉบับไหนเก่ากว่าฉบับไหน ฉบับไหนเป็นจริงกว่ากัน เพราะในกรุงเทพฯ และนครศรีธรรมราชก็มีพราหมณ์พระราชพิธีด้วยกันทั้งสองที่ มีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เหมือนกัน มีเสาชิงช้าเหมือนกัน และยังประกอบพิธีโล้ชิงช้าอยู่เหมือนกัน จึงขอยกให้เป็นปัญหาของนักวิชาการต่อไป

 

วาทิน ศานติ์ สันติ

๒๒ เมษายน ๒๕๕๕

 

เอกสารประกอบการเขียน

บำรุง คำเอก. รายงานการวิจัยเรื่องอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น.ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดีได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.

 

ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.

 

วัน วลิต. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต พ.ศ. ๒๑๘๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มติชน.๒๕๔๘.

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .