พระศิวะ ศิวะนาฏราช พระศิวะปางร่ายรำ

4852034138_22504c822d_z

‘ศิวนาฏราช’ (Shiva’s cosmic Dance) หมายถึง พระราชาแห่งการร่ายรำ มีการกล่าวถึงฤๅษีพวกหนึ่งประพฤติอนาจารฝ่าฝืนเทวบัญชา พระศิวะทรงขัดเคืองจึงทรงชวนพระนารายณ์เสด็จมายังโลกมนุษย์เพื่อทรมานฤๅษีพวกนั้น เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระฤๅษีสิ้นฤทธิ์จึงทรงฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ขึ้น ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตนหนึ่งชื่อ ‘มุยะกะละ’ (บางตำราเรียกว่า มุยะละคะ หรืออสูรมูลาคนี) มาช่วยพวกฤๅษี จึงทรงเอาพระบาทเหยียบยักษ์ค่อมไว้ แล้วทรงฟ้อนรำต่อไปจนหมด เรียกว่า ‘ปางปราบอสูรมูลาคนี’ ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 1 ต่อมาพระยาอนันตนาคราชซึ่งได้ติดตามพระเป็นเจ้าทั้งสองเมื่อครั้งไปปราบพวกฤๅษี ได้เห็นพระศิวะฟ้อนรำเป็นที่งดงามจึงใคร่อยากชมการฟ้อนรำอีก พระนารายณ์จึงแนะนำให้ไปบำเพ็ญตบะบูชาพระศิวะที่เชิงเขาไกรลาศ พระศิวะทรงเมตตาประทานพร โดยจะเสด็จไปฟ้อนรำให้ดูในมนุษยโลก ณ ตำบล จิดรัมบรัม หรือจิทัมพรัม ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย อันเป็นศูนย์กลางของมนุษยโลก ทรงฟ้อนรำให้ชาวโลกชมอย่างงดงามถึง 108 ท่าด้วยกัน

ชาวโลกจึงร่วมกันสร้างเทวาลัยขึ้นที่เมืองนี้ เพื่อเป็นที่เคารพบูชาแทนองค์พระศิวะ ภายในเทวาลัยนี้แบ่งออกเป็น 108 ช่อง เพื่อแกะสลักท่าร่ายรำของพระอิศวรไว้จนครบ การร่ายรำครั้งนี้ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 2

ในคัมภีร์พราหมณ์กล่าวไว้ว่า ด้วยเหตุดังกล่าวจึงถือกันว่าพระศิวะทรงเป็นต้นแบบของท่าร่ายรำต่อมาและทรงแสดงฟ้อนรำให้เป็นแบบฉบับ จึงเชิญพระอุมาให้ประทับเป็นประธานเหนือสุวรรณบัลลังก์ ให้พระสรัสวดีดีดพิณ ให้พระอินทร์เป่าขลุ่ย ให้พระพรหมตีฉิ่ง ให้พระลักษมีขับร้อง และให้พระนารายณ์ตีโทน แล้วพระศิวะก็ทรงฟ้อนรำให้เทพยดา ฤๅษี คนธรรพ์ ยักษ์ และนาคทั้งหลายที่ขึ้นไปเฝ้าได้ชมอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นการร่ายรำครั้งที่ 3 โดยในครั้งนี้พระองค์ทรงให้พระนารทฤๅษีเป็นผู้บันทึกท่ารำ แล้วนำมาสั่งสอนแก่เหล่ามนุษย์ ถือเป็นต้นกำเนิดคัมภีร์นาฏยศาสตร์

ซึ่งความจริงท่ารำทั้ง 108 ท่าของพระศิวะนั้นนับเป็นการแสดงปางอันมีความหมายสั่งสอนเทพยดา พราหมณ์ และมนุษยโลกทั้งสิ้น

ในสยามประเทศนั้นการร่ายรำได้เข้ามาพร้อมกับการปรากฏกายของพระศิวะ พระโพธิสัตว์ และพระวัชรสัตว์ต่างๆ ในพุทธแบบมหายานที่เข้ามาทางตอนใต้บริเวณแหลมมลายู มีการบันทึกเป็น ‘ตำรานาฏยศาสตร์’ แต่ไม่มีต้นฉบับเหลืออยู่ ‘พราหมณ์’ เป็นผู้นำเข้ามา เข้าใจว่าคงจะใช้วิธีสั่งสอนตัวต่อตัวสืบทอดกันมา แต่ก็ปรากฏเค้าเงื่อนในเรื่องรามเกียรติ์ หลายต่อหลายตอน เช่น การที่พระนารายณ์แปลงเป็นพราหมณ์น้อย ร่ายรำให้พระอุมาคลายพิโรธจากปรศุราม ที่จามงาพระพิฆเนศหัก หรือการร่ายรำของนางเบญจกายที่แปลงเป็นสีดา ซึ่งเราเรียกว่า ‘ฉุยฉายพราหมณ์’ เป็นต้น

เป็นที่เข้าใจกันว่า ‘ตำรานาฏยศาสตร์’ ในสยามนั้นมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้โปรดให้พระวิทยประจง (จ่าง โชติจิตร) ช่างในกรมศิลปากร กับขุนประสิทธิจิตรกรรม (อยู่ ทรงพันธ์) ช่างเขียนในหอพระสมุดฯ ช่วยกันเขียนภาพใหม่ตามแบบท่ารำในตำราเดิม นำมาพิมพ์ไว้ใน ‘ตำราฟ้อนรำ’ เก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ชื่อท่ารำต่างๆ ในตำราของไทยเรานั้นปะปนกันอยู่กับชื่อท่ารำที่มาจากอินเดีย

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานในลายปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าเสด็จลีลาลงจากสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ ที่วัดตระพังทองหลาง มีเทพเทวะ พระ อินทร์ พระพรหม เสด็จลงมาส่ง โดยที่ท้าวของเทพเทวะแสดงลักษณะการร่ายรำในท่านาฏยศาสตร์ อันเป็นผลจากการเข้ามาของลัทธิพราหมณ์ฮินดูแต่เดิม ซึ่งแนวคิดนี้เผยแพร่เข้าไปในเขมรช่วงเมืองพระนครด้วย

ส่วน ‘ศิวนาฏราช’ นั้นได้รับการแกะสลักที่บรรพ์แถลงด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา ซึ่งมีคติว่าถ้าท่านร่ายรำอย่างรวดเร็วโลกก็จะสั่นคลอนวุ่นวาย แต่ถ้าท่านร่ายรำอย่างแช่มช้อยโลกก็จะสงบสันติครับผม

เรื่องโดย : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ภาพ : by GraceOda

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .