มุทรา-กำเนิดท่ารำสยาม การทำมุทรา โยคะบนฝ่ามือ มุทราของพระโพธิสัตว์

มุทรา-กำเนิดท่ารำสยาม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง / หนังสือพิมพ์ข่าวสด โดย ราม วัชรประดิษฐ์

การทำท่าทาง หรือ ปางมือ (มุทรา) อันเป็นต้นกำเนิดแห่งนาฏยศิลป์นั้น มีความเกี่ยวพันกับแนวคิดแบบ ตันตระ ซึ่งในความรับรู้ทั่วไป ลัทธิตันตระ หรือ ตันตริก เป็นนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่เผยแพร่ อยู่ทั่วไปในทิเบต ภูฏาน จีน ซึ่งจะมีการสร้างรูปเคารพในลักษณะแปลกประหลาดกว่าทางหินยาน หรือเถรวาท เช่น มักผนวกเอาเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ให้ปรากฏในการสร้างพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์

พระนางตารา อันเป็นชายาของพระโพธิสัตว์ จนบางกลุ่มถูกเรียกว่า นิกายมนตรยาน ก็มี โดยแสดงออกทางการร่ายรำและการทำ “มุทรา” หรือปางมือ ได้แก่ การจีบนิ้วมือในลักษณะต่างๆ ทั้งข้างเดียวและสองข้าง ซึ่งมีความหมาย กว้างไกลไม่เหมือนกันในท่าทางการจีบนิ้ว เช่น การใช้นิ้วหัวแม่มือจรดกับข้อนิ้วแรกของนิ้วชี้ ก็เป็นความหมายอย่างหนึ่ง การใช้หัวแม่มือจรดกับข้อนิ้วแรกของนิ้วกลางทั้งข้างเดียวและสองข้างก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง

คำว่า ตันตระ (Tantra) หมายถึงความรู้และ การริเริ่ม ซึ่งจะให้ความสำคัญต่อการแสดงออกทางร่างกายในท่าทางต่างๆ ที่เรียกว่า “ปาง” เป็นสำคัญ ความเชื่อในตันตระนั้นเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคพระเวทของอินเดียโบราณ นอกจากการที่พราหมณ์จะรจนา คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท แล้วยังเพิ่มส่วนที่เรียก อาธรรพเวท รวมไปถึงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อบูชาเทวะ เช่น การร่ายรำ การร่วมเพศ การบูชายัญ เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ตันตระมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยเฉพาะการนำเรื่องราวทางนาฏยศาสตร์ ที่พระศิวะทรงร่ายรำ ซึ่งชาว โลกเชื่อว่าถ้าทรงร่ายรำอย่างรวดเร็วโลกก็จะเดือดร้อนหวั่นไหว หากร่ายรำอย่างแช่มช้าอ่อนช้อยโลกก็จะสงบร่มเย็น

3074319921_f15a31c4a3_z
มีตำนานกล่าวถึงฤๅษีพวกหนึ่งประพฤติอนาจารฝ่าฝืนเทวบัญชา พระศิวะทรงขัดเคืองจึงทรงชวนพระนารายณ์เสด็จมายังโลกมนุษย์ เพื่อทรมานฤๅษีพวกนั้น เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระฤๅษีสิ้นฤทธิ์ จึงทรงฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ขึ้น ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตนหนึ่งชื่อ “มุยะกะละ” (บางตำราเรียกว่า มุยะละคะ หรืออสูรมูลาคนี) มาช่วยพวกฤๅษี พระศิวะจึงทรงใช้พระบาทเหยียบยักษ์ค่อมไว้ แล้วทรงฟ้อนรำต่อไปจนครบกระบวนท่า ซึ่งการร่ายรำในครั้งนี้ทำให้เกิดเทวรูปที่เรียกว่า “ปางนาฏราช” หรือ “ศิวะนาฏราช (Cosmic Dance)” บางทีก็เรียกว่า “ปางปราบอสูรมูลาคนี”

เมื่อพระอิศวรทรงทรมานพวกฤๅษีจนสิ้นทิฐิ ยอมขอขมาต่อพระเป็นเจ้าทั้งสองแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับเขาไกรลาศ ส่วนพระนารายณ์ก็เสด็จกลับยังเกษียรสมุทร ต่อมาพระยาอนันตนาคราช ซึ่งได้ติดตามพระเป็นเจ้าทั้งสองเมื่อครั้งไปปราบพวกฤๅษี ใคร่อยากชมพระศิวะฟ้อนรำอีก พระนารายณ์จึงแนะนำให้ไปบำเพ็ญตบะบูชาพระศิวะที่เชิงเขาไกรลาศ พระศิวะทรงเมตตาประทานพร โดยจะเสด็จไปฟ้อนรำให้ดูในมนุษยโลก ณ ตำบลจิดรัมบรัม หรือ จิทัมพรัม ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย อันเป็นศูนย์ กลางของมนุษยโลก ทรงฟ้อนรำให้ชาวโลกชมอย่างงดงามถึง 108 ท่าด้วยกัน ชาวโลกจึงร่วมกันสร้างเทวาลัยขึ้นที่เมืองนี้

ภายในเทวาลัยนี้แบ่งออกเป็น 108 ช่อง เพื่อแกะสลักท่าร่ายรำของพระอิศวรไว้จนครบ 108 ท่า ส่วนอีกครั้งหนึ่งทรงร่ายรำให้พระอุมาทอดพระเนตร มี นารทฤๅษีเป็นผู้บันทึก แล้วนำมาสั่งสอนแก่เหล่ามนุษย์ ถือเป็นต้นกำเนิดคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ซึ่งความจริงท่ารำทั้ง 108 ท่าของพระศิวะนั้น นับเป็นการแสดงปางอันมีความหมายสั่งสอนเทพยดา พราหมณ์ และมนุษยโลก อันเป็นความหมายของ “มุทรา” อีกลักษณะหนึ่ง

ครั้นเมื่อเกิดพุทธศาสนาขึ้นในอินเดีย ผู้คนหันมาเคารพนับถือ เนื่องจากแนวคิดของพุทธนั้นไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะและยึดหลักการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำให้สังคมค่อยๆ คลายความขัดแย้งลง แต่เนื่องด้วยในระยะเวลาต่อมาเมื่อพวกพราหมณ์เริ่มมีอิทธิพลขึ้นมาอีกหลังจากสิ้นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ และการขึ้นมาของราชวงศ์คุปตะ ทำให้ศาสนาพุทธจำเป็นต้องปรับตัวรับเอาคติความเชื่อบางส่วนของศาสนาพราหมณ์เข้าไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพุทธศาสนาเกิดข้อขัดแย้งแบ่งออกเป็น 2 นิกาย ได้แก่ เถรวาทหรือหินยาน และอาจารยวาทหรือมหายาน แนวคิดแบบตันตระก็เข้าไปผสมผสานกับฝ่ายที่ปรับตัวอย่างเด่นชัด ซึ่งก็คือพุทธแบบมหายาน ตันตระจึงแพร่หลายและมีบทบาท เช่น การให้ความสำคัญต่อเพศสตรีในมหายาน อาทิ การนับถือเจ้าแม่กวนอิม การยกย่องพระนางปรัชญาปารมิตา การเคารพต่อพระชายาของพระโพธิสัตว์ต่างๆ ที่เรียกว่า “นางตารา” หรือ “นางโยคินี” ก่อให้เกิดการสร้างรูปเคารพสตรีจำนวนมากในนิกายพุทธแบบมหายาน

ดังนั้น ท่าร่ายรำที่สืบทอดมาจึงถ่ายทอดผ่านการทำ “มุทรา” โดยการร่ายรำของ นางตารา และ นางโยคินี ส่วนพระโพธิสัตว์ต่างๆ ได้สั่งสอนผู้คนโดยผ่านการทำ “มุทรา” โดยการทำมือจีบนิ้ว

ในสยามประเทศนั้น การทำปางมือ หรือ มุทรา ได้เข้ามาพร้อมกับการปรากฏกายของพระโพธิสัตว์ และพระวัชรสัตว์ต่างๆ ในพุทธแบบมหายานที่เข้ามาทางตอนใต้บริเวณแหลมมลายู นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานในลายปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าเสด็จลีลาลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่วัดตระพังทองหลาง มีเทพเทวะ พระอินทร์ พระพรหม เสด็จลงมาส่ง โดยที่ท้าวของเทพเทวะแสดงลักษณะการร่ายรำในท่านาฏยศาสตร์ อันเป็นผลจากการเข้ามาของลัทธิพราหมณ์ ฮินดูแต่เดิม ซึ่งแนวคิดนี้เผยแพร่เข้าไปในเขมรช่วงเมืองพระนครด้วย

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ท่าร่ายรำ หรือ นาฏยศาสตร์ ที่เผยแพร่เข้ามาในดินแดนอุษาคเณย์นั้นมีต้นกำเนิดจากลัทธิพราหมณ์ฮินดูเป็นปฐม ก่อนจะผสมผสานผ่านแนวคิดแบบตันตระรวมกับพุทธศาสนาแบบมหายานที่หลั่งไหลเข้ามา ดังนั้น จึงมีการรับความคิดความหมายการทำท่าปางมือ หรือมุทรา จากพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ นางตารา นางโยคินี ก่อนเป็นเบื้องต้น ก่อนจะผสมผสานเข้ากับงานด้านวรรณคดี ตำนานและถ่ายทอดลงบนภาพจิตรกรรม โดยมีการประดิษฐ์ท่าร่ายรำโดยผสมผสานขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย กระจายตัวในสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ด้วยลักษณะเฉพาะตัว คืออ่อนช้อย งดงาม มีความหมายแห่งมุทรา มิได้แข็งกร้าว ดุดัน แสดงออกโดยใช้กล้ามเนื้อ สรีระ ใบหน้า ที่เน้นความแข็งแกร่ง ดังภาพจำหลักต่างๆ ที่ปรากฏบนตัวปราสาทหิน

ภายหลังไทยจึงได้นำท่าทางดังกล่าวมาประดิษฐ์เป็นงานนาฏศิลป์ ที่เรียกว่า ระบำลพบุรี ระบำศรีวิชัย ส่วนเขมรในยุคศรีสันธอร์ ซึ่งต่อจากยุคเขมรเมืองพระนครนั้น เป็นช่วงที่อยุธยาเข้าไปมีอิทธิพลเหนือเขมรจนถึงช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระยะนี้เองเป็นช่วงที่ท่วงท่าร่ายรำนาฏยศาสตร์ไทยไหลหลั่งสู่ดินแดนเขมรครับผม

เรื่องโดย : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ภาพ : by Kelly Loves Whales

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .