เหวัชระ เทพผู้พิทักษ์ในคติพุทธมหายานแบบตันตระ หรือมนตรยาน

ภาพโดย by Wonderlane

ภาพโดย by Wonderlane

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง / โดย ราม วัชรประดิษฐ์ / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เหวัชระเป็นภาษาทิเบต หมายถึงเทพผู้พิทักษ์ในคติพุทธมหายานแบบตันตระ หรือมนตรยาน

ต่อมาพัฒนาเป็นนิกายวัชรยาน ซึ่งแพร่หลายอยู่ในแถบทิเบต ภูฏาน จีน และเข้ามายังเขมรราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยเทพผู้พิทักษ์เหล่านี้จะเรียกว่า “ยิ-ดัม” โดยลามะชั้นสูงจะมียิ-ดัม คอยปกปักรักษา มีหน้าที่คอยกำราบภูตผีปีศาจและดูแลมิให้สิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้น ปรากฏเป็นชื่อ เหวัชระ, คุหยสมาช, มหามายา, สังวร, กาลจักร หรือชัมภละ เป็นต้น

พุทธแบบตันตระเป็นสาขานิกายหนึ่งของมหายาน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อของลัทธิฮินดู เนื่องจากมีบ่อเกิดในบริเวณอนุทวีปหรืออินเดียโบราณร่วมกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ “อาถรรพเวท” ในปลายยุคพระเวทของฮินดูมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวความเชื่อของตันตระหรือมนตรยาน นิยมสร้างรูปเคารพของพระโพธิสัตว์ในลักษณาการต่างๆ รวมทั้งสร้างยิ-ดัม คอยปกปักอารักขา ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาดุร้ายน่าสะพรึงกลัวทั้งสิ้น

รูปลักษณะขององค์เหวัชระที่มักจะพบเห็นในสยามประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะปลายเขมรเมืองพระนคร และมีศิลปะของทิเบตและจีนปรากฏให้เห็นบ้าง แต่มีรูปลักษณ์คล้าย คลึงกัน กล่าวคือ เป็นรูปเทพมี 8 เศียร 16 กร และมีพระบาท 4 ข้าง ทรงพัสตราภรณ์แบบเทวะ พระเศียรเรียงสองฟากข้างละ 3 เศียร ตรงกลางมีเศียรประธาน และทับเบื้องบนอีก 1 เศียร ในพระหัตถ์ทั้ง 16 ข้างถือกะโหลกศีรษะ ส่วนพระบาททรงเหยียบซากศพหรือซากอสูรไว้ 2 พระบาท ส่วนอีก 2 พระบาททรงอยู่ในท่าร่ายรำแบบอรรธปรยังก์ คือ พระชงฆ์ข้างซ้ายงอขึ้นเล็กน้อย ส่วนพระชงฆ์ขวาพับขึ้น บางศิลปะทำเป็นท่ายืนเหยียบอสูร หรือยืนสองพระบาทก็มี เชื่อกันว่าทรงมีพระฉวีหรือสีผิวเป็นสีน้ำเงิน

เนื่องจาก “เหวัชระ” ในพุทธแบบตันตรยานได้รับอิทธิพลของฮินดู บางครั้งจึงถูกนำไปเชื่อมโยงกับเทวะของฮินดู เช่น การมีตรีเนตรหรือสามตา เหมือนกับพระศิวะ ที่อยู่ในท่า “นาฏราช” หรือท่าร่ายรำ หรือบางครั้งถูกตีความว่าเป็นปางหนึ่งของพระนางทุรคา พระมเหสีของพระศิวะที่ปราบอสูร ซึ่งความจริงแล้วเหวัชระจะมีหลายลักษณะ แต่ทรงความดุร้ายเนื่องจากเคยเป็นปีศาจหรืออสูรมาก่อนที่จะเลื่อมใสและอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับอาฬาวกยักษ์ และท้าวเวสสุวัณในสยามประเทศ

นอกจากนี้ ตามคติตันตระ เหวัชระยังประกอบไปด้วย “ศักติ” หรือเทวสตรีอันเป็นบริวารเรียกว่า “นางโยคินี” รวม 8 ตน ซึ่งทำหน้าที่คอยช่วยดูแลปกป้องทั้ง 8 ทิศ ได้แก่ นาง Gauri อยู่ทิศตะวันออก ผิวกายสีดำ สัญ ลักษณ์เป็นมีดและปลา นาง Cauri อยู่ทางทิศใต้ ผิวกายสีแดงราวพระอาทิตย์ สัญลักษณ์คือกลองและหมี หรือหมูป่า นาง Vetali อยู่ทิศตะวันตก มีผิวกายสีทอง สัญลักษณ์เป็นเต่าและหัวกะโหลก นาง Ghasmari อยู่ทิศเหนือ มีผิวกายสีเขียวมรกต สัญลักษณ์คืองูและชาม นาง Pukkasi อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีผิวกายสีคราม สัญลักษณ์คือสิงโตและขวาน นาง Savari อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีผิวกายสีขาว สัญลักษณ์คือบวช และพัด นาง Candali อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีผิวกายสีดำ สัญลักษณ์คือจักร และคันไถ และนาง Dombi อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีผิวกายสีทอง สัญลักษณ์คือวัชระ

นางโยคินีจัดเป็นเทวสตรีชั้นสูงที่บำเพ็ญเพียรและปวารณาตัวคอยปกป้องศาสนา ปรากฏนามทั้งในคัมภีร์ปุราณะของฮินดู และในพุทธมหายาน บางครั้งปรากฏเป็นรูปนางโยคินี 3 เนตร 2 กร ในท่าร่ายรำเหยียบบนอสูรหรือซากศพ ผู้คนก็เรียกว่าพิมพ์เหวัชระไปด้วย บ้างก็เรียกเป็นพระแม่ทุรคา นับได้ว่า “เหวัชระ” นับเป็นประติมากรรมที่มีลักษณะพิเศษแสดงถึงการผสมผสานของศิลปะและความเชื่อของฮินดูและพุทธอย่างลงตัว ในแถบบ้านเรามีปรากฏทั้งในลักษณะของศิลปะแบบนูนต่ำ ประติมากรรมลอยตัว และในรูปแบบของพระเครื่องทั้งเนื้อดินเผา เนื้อชิน เนื้อสำริด และบุทอง นับเป็นพุทธศิลปะที่มีความหมายในตัวและหายากยิ่งอีกประเภทหนึ่งครับผม

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .