พระราชครูวามเทพมุณี พระราชครู พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ

พระราชครูวามเทพมุนี (พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ)

พิธีกรรมโบราณที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานจวบจนถึงปัจจุบัน แทบแยกกันไม่ออกระหว่าง “พิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ” บางครั้งต้องจัดควบคู่กันไป ส่วนใหญ่จัดขึ้นมุ่งเน้นเพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ อย่างเช่นก่อนจะออกทัพจับศึกต้องมีการประกอบพิธีบวงสรวงองค์เทพเทวดา

ผู้ที่ทำพิธีส่วนใหญ่จะเป็น “พราหมณ์” ผู้ที่รอบรู้ในศาสตร์ โดยเฉพาะโหราศาสตร์และไสย ศาสตร์ และเคร่งครัดอยู่ในศีลธรรมอันดี

ในปัจจุบันพิธีกรรมหลายอย่าง ก่อนที่จะมีพิธีพุทธก็ต้องเริ่มด้วย “พิธีพราหมณ์” ก่อนเสมอ

อย่างเช่น พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล พิธีวางศิลาฤกษ์ลงเสาเข็มบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ เป็นต้น

สำหรับ “พราหมณ์” ที่มีงานที่ต้องไปมีส่วนร่วมประกอบพิธีมากที่สุด คงต้องยกให้ “พระราชครูวามเทพมุนี” ด้วยท่านเป็นหัวหน้าคณะพราหมณ์ สำนักพระราชวัง ที่มีบทบาทสำคัญ

“พราหมณ์ เป็นผู้ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตั้งแต่พิธีบวงสรวงตั้งศาลพระภูมิ วางศิลาฤกษ์สถานที่สำคัญ พิธีพุทธาภิเษก-เทวา ภิเษกวัตถุมงคล ไปจนถึงพระราชพิธีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ เพื่ออัญเชิญพระผู้เป็นเจ้าและทวยเทพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาเป็นสักขีในการกระทำพิธีนั้นๆ สร้างความเป็นสิริมงคลแด่องค์พระมหากษัตริย์ บ้านเมืองและผู้เข้าร่วมพิธี” พระราชครูวามเทพมุนี เกริ่นนำถึงบทบาทของพราหมณ์ในแบบกว้างๆ

หน้าที่ของพราหมณ์ คือ การรักษาวัฒนธรรมในการประกอบพระราชพิธีและพิธีสำคัญตามโอกาสต่างๆ โดยเจ้าของงานจะมอบเงินทักษิณามอบให้พราหมณ์ตามศรัทธา

หากย้อนกลับไปสู่ประเทศอินเดีย สมัยก่อนพุทธกาล มีการแบ่งวรรณะออกเป็น พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร

วรรณะพราหมณ์ มีฐานะเป็นอาจารย์ของคนวรรณะอื่นๆ มีบทบาทในหน้าที่ศึกษาพระเวท เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลในแต่ละวรรณะได้นำจิตวิญญาณกลับไปสู่พรหมมัน ซึ่งเป็นภาวะสมบูรณ์ของพระพรหมที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วตามหลักศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทั้งยังมีหน้าที่ประกอบพระราชพิธีกรรมต่างๆ ให้แก่กษัตริย์ในฐานะที่กษัตริย์เป็นผู้ปกครองที่ปฏิบัติธรรมตามรอยพระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นสมมติเทพ

หัวหน้าคณะพราหมณ์ กล่าวนิยามความหมายของพระเป็นเจ้าหรือเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ว่า เป็นผู้ที่ประทานทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้ที่กำหนดชีวิต ให้ชีวิต เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้ที่นับถือ ให้มุ่งสู่ภาวะสมบูรณ์ คือ ความไม่มีตัวตน เปรียบกับทางศาสนาพุทธอาจหมายถึงการมุ่งสู่นิพพาน

ในสังคมไทยปัจจุบัน คงกล่าวได้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ แทบแยกกันไม่ออกอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ความเป็นมาที่มีความเกี่ยวพันตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล มาจนถึงยุคพุทธกาล ที่แม้แต่พระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมาบวชและตรัสรู้ ท่านก็เคยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นคนในวรรณะกษัตริย์ เป็นผู้นับถือพราหมณ์ พระพุทธศาสนาจึงก่อกำเนิดขึ้นท่ามกลางสังคมพราหมณ์-ฮินดู แม้กระทั่งในนิทานชาดก ก็มักจะมีบทบาทของพราหมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธและพราหมณ์ มีอิทธิพลซึ่งกันและกันอย่างแนบแน่น

ตรงจุดนี้ ในพระพุทธศาสนาอาจมีความแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์บ้าง อาทิ ในเรื่องชาติกำเนิดของแต่ละบุคคล ในทางพระพุทธศาสนามิได้เป็นเครื่องชี้บ่งความมีสถานภาพของบุคคล หากแต่เป็นเรื่องของการประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่ว ที่เป็นเครื่องจำแนกวัดสถานภาพสูงต่ำของบุคคล

พระราชครูวามเทพมุนี บอกเล่าให้ฟังว่า แม้ท่านจะเป็นพราหมณ์ แต่ท่านก็ยึดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา รักษาศีล 5 ท่านมีความเชื่อว่า ผู้ที่มุ่งประกอบคุณงามความดี เป็นผู้มีสถานภาพสูง สมควรได้รับการยกย่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเพียรขจัดกิเลสให้มลายไปจากสันดานได้ ส่วนผู้ที่มุ่งแต่การประกอบกรรมชั่วหรือคอยแต่เบียดเบียนผู้อื่น ย่อมมีสถานภาพต่ำ

พระพุทธเจ้าทรงใช้คำพราหมณ์เป็นคำยกย่องอย่างสูงแก่พระภิกษุผู้หมดสิ้นกิเลส ดังปรากฏในพระคาถาธรรมบทว่า เรากล่าวบุคคลผู้บรรลุประโยชน์ สูงสุด ถึงความเป็นอรหันต์ ว่า เป็น “พราหมณ์”

คำว่า พราหมณ์ ที่ใช้ในพระพุทธศาสนาบางครั้งจึงมีความหมายคล้ายกับคำว่า พระอรหันต์

“วัฒนธรรมพราหมณ์ ได้ผสมผสานกับพระพุทธศาสนากันอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลจนมาถึงปัจจุบัน หากมองกันอย่างกว้างๆ พราหมณ์เป็นเรื่องของพิธีการ-พิธีกรรม เพื่อสื่อให้เกิดการรวมกันทางสังคม ระลึกถึงคุณงามความดีองค์พระเป็นเจ้า ให้คนในสังคมได้เจริญรอยตาม ประกอบแต่ความดีเช่นกัน ส่วนในทางพระพุทธศาสนา เน้นการนำจิตของตนเองให้ละวางและเข้าสู่การปฏิบัติสูงสุด จนไปถึงความหลุดพ้น”

พระราชครูวามเทพมุนีได้กล่าวยกตัวอย่างถึงการประกอบพิธีพุทธาภิเษก-เทวาภิเษกวัตถุมงคล ที่มีเรื่องของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ เข้ามาเกี่ยวพันกัน ว่า “ก่อนเริ่มพิธีพุทธา ภิเษก-เทวาภิเษกวัตถุมงคล จะต้องมีการบวงสรวงเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล การบวงสรวง คือ การระลึกถึงคุณงามความดีของเทพเจ้า ครูบาอาจารย์ และบรรพบุรุษ เพื่อจะบอกเริ่มต้นการปฏิบัติหรือดำเนินการสร้างสิ่งที่เป็นมงคล เพื่อเป็นการเสริมขวัญและกำลังใจให้บังเกิด”

สำหรับเรื่องการบวชพราหมณ์ หัวหน้า คณะพราหมณ์ กล่าวว่า “ผู้ที่จะเป็นพราหมณ์ได้ ต้องมีการสืบเชื้อสายพราหมณ์ โดยผู้ที่จะบวชเป็นพราหมณ์จะมีการนำของมาถวายพราหมณ์ผู้ใหญ่ จากนั้นจะได้รับมอบสายสิญจน์รับพราหมณ์ใหม่ หรือทวิชาติ ซึ่งหมายถึงการเกิดครั้งที่ 2 เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา เหมือนดังที่ชายบวชเป็นพระภิกษุ ได้เข้าอุปสมบทก็ต้องมีการคัดเลือกตามพุทธบัญญัติ มิใช่ว่าใครก็ได้ที่จะบวชเป็นพระ เฉกเช่นเดียวกัน พราหมณ์ก็ต้องมีการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นพราหมณ์ เพื่อสืบทอดพระเวทให้ดำรงคงอยู่ให้ยืนยาว”

อย่างไรก็ตาม การบวชพราหมณ์ไม่ได้มีกฎปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนกับการอุปสมบทพระ ผู้ที่เป็นพราหมณ์มีวิถีปฏิบัติด้วยการถือศีล 5 เป็นศีลปฏิบัติ ใช้ชีวิตคล้ายกับคนปกติ สามารถแต่งกายสุภาพเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่ส่วนใหญ่ผู้เป็นพราหมณ์จะสวมเสื้อสีขาวและกางเกงสีขาว และสวมเครื่องแบบเป็นเสื้อราชปะแตนและโจงกระเบนสีขาวในยามประกอบพิธีกรรม

อีกทั้งผู้เป็นพราหมณ์สามารถแต่งงานมีภรรยาและมีบุตรสืบทายาทสืบตระกูลพราหมณ์ต่อไปได้

“วิถีชีวิตของพราหมณ์ก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปแต่อย่างใด สามารถไปศึกษาเรียนหนังสือหรือดำเนินชีวิตตามปกติได้ นอกจากข้อห้ามบางประการ เช่น ห้ามตัดแต่งผม ต้องไว้ผมยาวแล้วมุ่นเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย หากตัดผมถือว่าขาดจากการเป็นพราหมณ์ทันที อีกทั้งห้ามรับประทานเนื้อวัวและสัตว์บางชนิด ด้วยเชื่อกันว่าเป็นบริวารของพระศิวะและเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และกิจประจำวันที่พราหมณ์ต้องทำ คือ นมัสการพระอาทิตย์ ตามเวลาเช้า กลางวัน เย็น เพื่อเป็นการนำจิตวิญญาณกลับไปสู่ภาวะสมบูรณ์”

เป็นวิถีของพราหมณ์ที่ยังคงสืบทอดกันมา

ผู้สืบทอดตระกูลพราหมณ์
พระราชครูวามเทพมุนี มีชื่อจริง-นามสกุลจริง ว่า “ชวิน รังสิพราหมณกุล” เป็นบุตรชายของ พระราชครูวามเทพมุนี รามเวทีศรีไสยศาสตร์อนุษฏภวาทโกศล (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) กับ นางสิริมา รังสิพราหมณกุล

เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2496 ที่ตำบลเสาชิงช้า กรุงเทพฯ ได้เข้ารับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเทพศิรินทร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ครั้นเมื่อบิดาได้ถึงแก่กรรม พ.ศ.2521 ได้บวชพราหมณ์และเข้ารับราชการพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ปี พ.ศ.2522 ศึกษาวิชาพราหมณ์ ประเพณี วัฒนธรรม จากพราหมณ์อาวุโส

ตำแหน่งทางราชการ พ.ศ.2521 เข้ารับราชการงานพราหมณ์สืบแทนบิดา พ.ศ.2530 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่ง พระครูวามเทพมุนี

พ.ศ.2542 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่ง พระราชครูวามเทพมุนี รักษาการหัวหน้าคณะพราหมณ์

วันที่ 21 สิงหาคม 2545 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพราหมณ์ ตามคำสั่งสำนักพระราชวัง ที่ 392/2545

ด้านชีวิตสมรส เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำสังข์สมรสให้พระราชครูวามเทพมุนี (ชวิน รังสิพราหมณกุล) กับนางวไลพร รังสิพราหมณกุล (บุนนาค) บุตรของนายสถาปนาและนางริต้า บุนนาค

ทั้งนี้ พระราชครูวามเทพมุนี ยังมีหน้าที่พิเศษ เป็นตัวแทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์
เทวสถาน หรือโบสถ์พราหมณ์ แต่คนทั่วไปนิยมเรียกควบกันว่า “เทวสถานโบสถ์พราหมณ์” ตั้งอยู่เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เทวสถาน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานสำคัญของชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 หน้า 5,281 ลำดับ 11 ระบุว่า เทวสถาน เป็นโบราณวัตถุสถานสำคัญของชาติ ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2327 มีโบสถ์อยู่ 3 หลัง ก่ออิฐถือปูนมีกำแพงล้อมรอบ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันพุธแรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2329 ทรงสร้างเทวสถานและเสาชิงช้าขึ้นตามประเพณีพระนครโบราณ

ทั้งนี้ ตามคติโบราณในการสร้างพระนครใหม่ ให้สร้างเทวสถานและเสาชิงช้า เพื่อบูชาพระศิวะผู้ทรงประทานพร พระนารายณ์ผู้ทรงรักษา พระพรหมผู้สร้าง เมื่อจัดตั้งเทวสถานแล้วก็เป็นสถานที่จะกราบไหว้เทพเจ้าสำคัญ และการสร้างเสาชิงช้าก็เป็นคติในการทำให้บ้านเมืองแข็งแรง พิธีที่ทำให้ประเทศชาติมั่นคงตามลัทธิ คือ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ซึ่งจะทำพิธีโล้ชิงช้าแสดงตำนานเทพเจ้าตอนสร้างโลก

ครั้นเมื่อได้ประกอบพิธีนี้แล้ว ถือว่าการสร้างพระนครได้สำเร็จลงโดยสมบูรณ์

ภายในเทวสถานมีโบสถ์อยู่ 3 หลัง คือ

1.สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนไม่มีพาไล โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าหลังอื่นทุกหลัง หลังคาทำชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้ามีเทวรูปปูนปั้นนูน รูปพระอิศวร พระอุมา และเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์ อยู่ในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคนันทิ หน้าบันด้านหลังไม่มีลวดลาย ภายในเทวสถานมีเทวรูปพระอิศวรทำด้วยสำริด ประทับยืนขนาด 1.87 เมตร ปางประทานพร โดยยกพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง และยังมีเทวรูปขนาดกลางอีก 31 องค์ ประดิษฐานในเบญจา (ชุกชี) ถัดไปด้านหลังเบญจา มีเทวรูป ศิวลึงค์ 2 องค์ ทำด้วยหินสีดำ (ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการบูรณะซ่อมแซม คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนตุลาคม 2553)

2.สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างยังคงศิลปะอยุธยาที่สร้างโบสถ์ที่มีพาไล ตัวโบสถ์ไม่มีลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันเรียบ ไม่มีรูปเทวรูปปูนปั้นเหมือนสถานพระอิศวร ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวร 5 องค์ ทำด้วยหิน คือ หินเกรนิต 1 องค์ หินทราย 1 องค์ หินเขียว 2 องค์ ทำด้วยสำริด 1 องค์ ประดิษฐานบนเบญจา ประทับนั่งทุกองค์ องค์หนึ่งมีขนาดสูง 1.06 เมตร เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ข้างหน้า องค์บริวารอีก 4 องค์ ขนาดสูง 0.95 เมตร

3.สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างทำเช่นเดียวกับสถานพระพิฆเนศวร ภายในทำชั้นยกตั้งบุษบก 3 หลัง หลังกลางประดิษฐานพระนารายณ์ ทำด้วยปูน ประทับยืน 2 องค์นี้เป็นองค์จำลองของเดิมไว้ (ของเดิมได้ย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ในสมัยน้ำท่วมพุทธศักราช 2485) ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้าขนาดย่อม สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ สูง 2.5 เมตร เรียกว่า เสาหงส์

ฉัตรชัย สุนทรส / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .