พญานาค พระยานาค เทพนาคราชในอุษาคเณย์

เทพนาคราชในอุษาคเณย์

“นาค (Naga)” เป็นชื่อที่รู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว คุณสุจิตต์ วงศ์เทศ และ ส.พลายน้อย เคยเขียนหนังสือว่าด้วยเรื่องนาคไว้หลายเล่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ละเอียดลึกซึ้งแสดงให้เห็นความหมายและความสำคัญของนาคเชิงสัญลักษณ์ เกี่ยวพันถึงคติความเชื่อตลอดจนวิถีชีวิตของคนในสังคม

ในภารตะวิทยา ได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องนาคไว้ใน “ครุฑปุราณะ” ว่าด้วยเรื่องการเป็นปรปักษ์กันระหว่างครุฑกับนาค

‘นาค’ ลักษณะตัวจะเป็นงูใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลา นาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร และเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก ‘พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช)’ ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุซึ่งประทับอยู่ ณ เกษียรสมุทร มีกายใหญ่โตมหึมา มีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในน้ำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ และมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างสวยงาม นาคประเภทนี้พญาครุฑไม่สามารถทำร้ายได้

“พญานาค” แบ่งออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง, ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว, ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง และ ตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ โดยมีกำเนิด 4 รูปแบบ คือ แบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที, แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม, แบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์ และแบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่ พญานาคชั้นสูงเช่น ‘เทพนาคาร’ จะมีกำเนิดแบบโอปาติกา

ที่อยู่ของพญานาค มีตั้งแต่ในแม่น้ำ หนอง คลอง บึงต่างๆ ในอากาศจนไปถึงสวรรค์ฉกามาพจร ซึ่งเป็นสุขคติภูมิในไตรภูมิ โดยอยู่ที่ชั้นจาตุมหาราชิกา คอยช่วยเหลือท้าววิรูปักษ์ดูแลโลกทางทิศตะวันตก

“นาค” นับเป็นเทพแห่งน้ำ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีอิทธิฤทธิ์และผูกพันกับมนุษย์เช่นเดียวกับสายน้ำ สามารถแปลงเป็นร่างเป็นมนุษย์หรือมานพหนุ่มรูปงาม เช่น คราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธองค์กลายเป็นคำที่เราเรียกว่า ‘บวชนาค’ สืบทอดมาทุกวันนี้ และในไตรภูมิพระร่วงซึ่งแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย มีการกล่าวถึงนาคที่ชื่อ ‘ถลชะ’ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ‘ชลซะ’ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำ แต่ใน ‘สภาวะ 5′ จะต้องปรากฏรูปลักษณ์เป็นนาคเช่นเดิม คือ ขณะเกิด, ขณะลอกคราบ, ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค, ขณะนอนหลับโดยไม่มีสติ และตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

“นาค” มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่น ได้ด้วยพิษถึง 64 ชนิด และต้องคายพิษทุก 15 วัน ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวก งู, แมงป่อง, ตะขาบ, คางคก, มด ฯลฯ ที่มีพิษได้ก็ด้วยเหตุ ที่นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มา ถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด แค่เอาหางเอาก้นไปป้ายเศษพิษ จึงได้พิษน้อย

“นาค” อาศัยอยู่ใต้ดินหรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ ลึกลงไปใต้พื้นโลกก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือ ‘ไตรภูมิพระร่วง’ กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์ สามารถขึ้นลงตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลกจนถึงสวรรค์ และจะให้คุณกับมนุษย์ตามคำขอ เช่น การสร้างเมืองโยนกนาคพันธ์สิงหนวัติ ในพงศาวดารโยนก พญานาคก็มาช่วยสร้าง หรือ เมืองศรีสัตนาคนหุต ที่หมายถึง ล้านช้าง ก็เอ่ยนาม ‘นาค’ ในชื่อเมือง เนื่องจากเชื่อว่าเมื่ออยู่ในน้ำจะเป็นพญานาค ครั้นขึ้นมาบนบกจะกลายเป็นพญาคชสารนั่นเอง

ดังนั้น ผู้คนในแถบอุษาคเณย์จึงให้ความนับถือ ‘พญานาค’ เป็นอย่างมาก เช่น ช่วงออกพรรษาจะมีการเกิดบั้งไฟพญานาคบริเวณแม่น้ำโขง มีผู้พบเห็นร่องรอยและเค้าเงื่อนของพญานาคมากมายหลายที่

ด้วยเหตุนี้ วัดเสนหา จ.นครปฐม จึงอัญเชิญ ‘เทพนาคราช’ ในรูปมานพหนุ่มรูปงาม ประดิษ ฐานเป็นศาลเทพนาคราชให้ผู้คนสักการะด้วยเช่นกัน

หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . . .