องค์พญาครุฑ ครุฑในตำนานฮินดู

ครุฑในตำนานฮินดู

ในตำนานเกี่ยวกับครุฑมีเรื่องกล่าวกันต่างๆ ขุนวิจิตรมาตราเคยตรวจสอบพบว่า “คัมภีร์ปุราณะบางคัมภีร์ก็กล่าวว่า พระนารายณ์ได้อวตารมาเป็นครุฑหรือว่าครุฑนั้นก็คืออวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์” และบางตำราก็ว่าพระนารายณ์เป็นผู้สร้างครุฑ

ตามตำนานฮินดูพระทักษะเป็นมุนีที่มีบุตรมากที่สุด บางแห่งว่ามีโอรสถึงพัน ธิดาไม่ต่ำกว่า ๖๐ นาง ได้แจกจ่ายธิดาเหล่านี้ให้แก่เทพต่างๆ โดยเฉพาะได้ยกธิดา ๑๓ นางให้แก่พระกัศยป บางตำราว่าพระกัศยปแต่งงานกับนางอทิติและธิดาอีก ๑๒ นางของพระทักษะ แต่โดยมากทราบกันว่าพระกัศยปยกย่องชายาที่เป็นธิดาของพระทักษะอยู่ ๒ นางคือ นางวินตา (Vinta) กับนางกัทรุ (Kadru) ทั้งคู่จึงมีสิทธิ์ที่จะขอพรจากพระกัปยศได้ นางวินตาขอให้มีโอรสที่เก่งกล้าสององค์ และมีอำนาจมากกว่านาคทั้งหลายซึ่งเป็นโอรสของนางกัทรุที่ขอให้มีลูกเป็นนาคถึงพันตัว พระกัศยปก็ประทานพรให้ แต่กว่าพรจะสัมฤทธิผลก็ต่อเมื่อกาลเวลาได้ล่วงไปถึงห้าร้อยปี โอรสของนางกัทรุก็เป็นตัวออกมา ส่วนไข่สองฟองของนางวินตายังไม่แตกออกมาเป็นตัว นางวินตาออกจะใจร้อนอยากเห็นหน้าลูกว่าเป็นอย่างไร รอให้แตกเองตามธรรมชาติไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองหนึ่งออกดู และด้วยเหตุออกก่อนกำหนดนี่เองจึงทำให้ร่างกายไม่สมประกอบคือ มีเพียงครึ่งองค์เท่านั้น จึงได้นามว่า “อนอุรุ” คือไม่มีต้นขา แต่นามที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคืออรุณ

มีเรื่องเล่าต่อไปอีกว่า อรุณเทพบุตรโกรธผู้เป็นแม่มากที่ทำให้ตนกลายเป็นคนพิการ จึงสาปนางวินตาให้เป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลาห้าร้อยปี และโอรสองค์ที่สองจะเป็นผู้ช่วยให้พ้นจากการเป็นทาส เมื่อกล่าวคำสาปแล้วอรุณก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นสารถีให้พระอาทิตย์

เหตุที่พระอรุณเทพบุตรจะได้ไปเป็นสารถีให้พระอาทิตย์นั้นมีเหตุอีกอย่างหนึ่ง ตามพระนิพนธ์กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเล่าว่า ตั้งแต่พระราหูปลอมเข้าไปดื่มอมฤต พระอาทิตย์กับพระจันทร์แลเห็นจึงประกาศให้เทพยดาทั้งหลายทราบ พระนารายณ์ได้ทรงขว้างจักรตัดร่างพระราหู เป็นเหตุให้พระราหูโกรธคอยจ้องจับพระอาทิตย์กับพระจันทร์อยู่ร่ำไป จนพระอาทิตย์โกรธทนไม่ไหวประกาศ “ข้าได้ทำคุณแก่เทพยดาทั้งปวง โดยที่ได้แจ้งให้ทราบว่าพระราหูลอบเข้าไปดื่มน้ำอมฤต พระราหูจึงโกรธข้าเพราะเหตุนั้นและมาอมข้าเทพยดาทั้งหลายนิ่งดูอยู่ ไม่มีใครเจ็บร้อนแทนข้าเลย ข้าจะเผาโลกทั้งสามเสียด้วยความแค้น”

พระอาทิตย์ตรัสดังนั้นแล้วก็ไปทางทิศตะวันตกแล้วเริ่มเบ่งความร้อนไปในโลก จนมีความรู้สึกทั่วกัน แต่ตอนกลางคืนฤษีทั้งหลายตกใจก็พากันไปหาเทพยดา เทพยดากับฤษีก็พากันไปเฝ้าพระพรหมาทูลว่า “ความร้อนเกิดขึ้นเช่นนี้ ขอพระองค์จงโปรดแก้ไขเพื่อความสุขแห่งข้าพเจ้าทั้งหลาย พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะขึ้นก็ร้อนถึงเพียงนี้เสียแล้ว เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า โลกคงจะไหม้หมด”

พระหรหมาตรัสว่า “ข้าได้เตรียมแก้ไว้แล้ว บุตรพระกัศยปคืออรุณนั้นมีกายใหญ่มาก ให้อรุณนั่งหน้ารถเป็นสารถีพระอาทิตย์ อรุณอาจดูดความร้อนแห่งแสงพระอาทิตย์เข้าไว้ในตัว เพื่อความสุขแก่สามโลกได้”

พระอรุณได้ฟังตรัสพระพรหมาก็ไปทำตามสั่ง คือไปเป็นสารถีรถพระอาทิตย์ด้วยประการฉะนี้

นางวินตาได้รับบทเรียนจากไข่ฟองแรกไปแล้ว นางจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามกับไข่ฟองที่สองอีก ปล่อยไว้จนครบกำหนดแตกออกมาเอง คราวนี้โอรสมีรูปร่างสมบูรณ์ใหญ่โต เมื่อแรกเกิดนั้น มีแสงสว่างรุ่งโรจน์จนพวกเทวดาพากันตกใจ และคิดว่าเป็นพระอัคนีพากันเคารพบูชา รูปร่างก็ออกจะแปลกศรีษะ จะงอยปากและปีกเหมือนนกอินทรี ร่างกายแขนขาเหมือนมนุษย์ หน้าขาว ปีกแดง ลำตัวเป็นสีทอง (Ancient Indian Tradition and Mythology เล่ม ๑ หน้า ๓๕๕ แต่บางตำราว่าหน้าขาว ขนสีทอง ตัวสีแดง) พระอัคนีได้บอกเทวดาว่า ครุฑนี้มีอำนาจเสมอด้วยพระองค์ทีเดียว

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวิจารณ์ว่า “ครุฑนั้นลิ้นกวีที่ว่าไว้เดิมก็เป็นนก แต่แล้วลิ้นกวีที่ว่าต่อๆ ไป เอากิริยาคนใส่มากขึ้นรูปก็ต้องกลายเป็นครึ่งนกครึ่งคนไป ไม่เช่นนั้นก็ทำกิริยาอย่างใดไม่ได้เวนตย ซึ่งมาเปผ้นเวนไตย นั้นก็เป็นครุฑตัวต้นโดยจำเพาะ แปลงมาแต่คำว่า วินตา อันเป็นชื่อแม่ หมายความว่า เกิดแต่นางวินตา”

พญาครุฑเวนไตยมีชายาชื่ออุนนติ (Unnati) บางแห่งว่าวินายกา ตามรูปร่างของเนปาล ทำเป็นรูปมนุษย์ศรีษะเป็นนก และว่ามีหน้าขาว ตัวสีทอง มีนิสัยเหมือนทรุฑ เกลียดงู มีลูกชื่อสัมปาตี หรือที่เราเรียกว่านกสัมพาที น้องสัมพาทีชื่อชฎายุ หรือสดายุ (บางตำนานว่าทั้งสองเป็นลูกของพระอรุณก็มี)

ขอขอบคุณ : หนังสือ ครุฑยุดนาค ตำนานว่าด้วยกำเนิดแห่ง “ครุฑ” และ “พญานาค” ส. พลายน้อย / พิมพ์คำสำนักพิมพ์

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .