ตำนานองค์ครุฑ องค์พญาครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าพระอรุณสาปนางวินตาให้เป็นทาสนางกัทรุ ๕๐๐ ปี ดังนี้แสดงว่านางกัทรุอยู่ดีๆ ก็ได้นางวินตามาเป็นทาส แต่ตามตำนานหลายฉบับกล่าวถึงเหตุเดิมว่า นางวินตากับนางกัทรุเกิดท้าพนันกันขึ้นว่า ถ้าแม้นผู้ใดทายสีม้าของพระสุริยาทิตย์ไม่ถูก ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสให้อีกฝ่ายชนะใช้(ม้าที่กล่าวถึงนี้ในมหาภารตะว่าคืออุจไฉสรพะ เกิดขึ้นเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทร เลี้ยงด้วยของทิพย์ แต่ในคัมภีร์อื่นๆ ว่าเป็นม้าสีขาวที่พระอินทร์รับเอาไปเป็นพาหนะ) ตามเรื่องในมหาภารตะเล่าต่อไปว่สนางกัทรุและนางวินตาพากันไปดูม้า นางกัทรุถามนางวินตา “ม้าอุจไฉสรพะสีอะไร” นางวินตาก็ตอบว่า”ก็สีขาวน่ะซิ เธอสงสัยอะไรหรือ งั้นเธอว่าสีอะไร แล้วเรามาพนันกัน”

นางกัทรุจึงตอบว่า “ฉันว่าขนหางสีดำ”

เมื่อเห็นไม่ตรงกันเช่นนั้นก็ตงกันว่าจะไปพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิดในวันรุ่งขึ้น

นางกัทรุนั้นกลัวว่าจะต้องตกเป็นทาสจึ่งสั่งให้บุตรของนางซึ่งเป็นนาคทั้งพันตัว แปลงเป็นขนสีดำเข้าไปแทรกตามตัวม้า (แต่ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่า นางวินตาทายว่าม้าของพระสุริยาทิตย์เป็นสีแดง ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ นางกัทรุเกรงว่าตนจะแพ้ จึงใช้ให้ลูกคือนาคไปพ่นให้กายของม้าเป็นสีดำ) ด้วยเหตุนี้นางกัทรุจึงเป็นฝ่ายชนะด้วยอุบาย นางวินตาจึงต้องตกเป็นทาสให้นางกัทรุใช้

วันหนึ่ง นางกัทรุได้ใช้ให้นางวินตาพาตนข้ามไปยังมหาสมุทรอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมธรรมชาติ และครุตต้องพาพวกนาคข้ามไปด้วย ครุตก็พานาคฝ่าแสงแดดอันแรงร้อนไป นาคซึ่งตามปกติเป็นสัตว์อยู่ในน้ำ พอถูกแดดร้อนจัดก็ทนไม่ไหวเป็นลมนอนพับไปหมด นางกัทรุเห็รเช่นนั้นก็อ้อนวอนให้พระอินทร์ช่วย พระอินทร์บันดาลให้เมฆดำแผ่ปกคลุมบังแสงแดด และโปรยน้ำลงมาทำให้นาคชุ่มชื่นฟื้นขึ้นมา

ตั้งแต่นั้นครุตก็นึกสงสัยว่าเหตุใดนางวินตาและตนจึงต้องคอยรับใข้นางกัทรุและพวกนาคอยู่เสมอ ครุตได้ถามถึงเหตุว่าเกิดจากอะไร นางวินตาก็เล่าเรื่องแพ้พนันดังได้กล่าวมาข้างต้นให้ฟัง ครุตได้ทราบเช่นนั้นจึงถามพวกนาคว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นการเป็นทาส ไม่ต้องรับใข้ต่อไป พวกนาคก็บอกว่าถ้าต้องการจะให้หลุดพ้นจากความเป็นทาส ก็ต้องเอาน้ำอมฤตมาไถ่เอาตัวไป พญาครุตทราบเรื่องก็จะไปหาน้ำอมฤตมาให้ได้ แต่น้ำอมฤตไม่ใช่ของหาได้ง่ายๆ เพราะเป็นของวิเศษกว่สจะทำสำเร็จต้องมีพิธีมาก

ในเรื่อง พระเป็นเจ้าของพราหมณ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า “เหล่านาคมีความปรารถที่จะได้กินน้ำอมฤต เพื่อจะได้ไม่ตาย” จึงตั้งข้อสัญญาไว่้ว่ส ถ้าพญาครุตไปเอาพระตันทร์ซึ่งมีน้ำอมฤตอยู่เป็นบ่อๆ นั้นมาให้เป็นค่าไถ่จึงจะปล่อยตัวนางวินตาให้พ้นจากกรรมกร พญาครุฑรับคำแล้วก็ไปหามารดาเพื่อขอเสบียงไปกินในกลางทาง นางสอนว่าให้ไปเที่ยวหากินตามริมฝั่งมหาสมุทร แต่กำชับว่าให้ระวังอย่าไปกินพราหมณ์ให้กินแต่ผู้ที่ประกอบมิจฉาชีพ มีชาวประมง เป็นต้น

พญาครุฑรับคำมารดาแล้วลาไปจนถึงที่แห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง พญาครุฑก็สูดเอาบ้านเรือน ต้นไม้ปศุสัตว์ มนุษย์ และของอื่นๆ ในที่นั้นกินเข้าไปหมด แต่ในหมู่คนที่อยู่นั้น เผอิญมีพราหมณ์อยู่คนหนึ่ง ซึ่งพอพญาครุฑกลืนเข้าไปก็รู้สึกเร่าร้อนเป็นกำลัง รู้ได้ว่ากลืนพราหมณ์เข้าไปแล้วจึงร้องบอกพราหมณ์ว่าให้ออกมาเสียเถิด พราหมณ์ตอบว่า มีภรรยาอยู่คนหนึ่งเป็นลูกสาวชาวประมงต้องให้นางนั้นออกมาด้วย พราหมณ์จึงจะยอมออกมา พญาครุตก็ยอมตาม

พญาครุฑบินต่อไปจนถึงพระกัศยปผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นดาวสถิตในนภากาศ พระบิดาก็ชี้ทางให้ไปหาอาหารที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง พญาครุฑไปก็พบเต่ากับช้างกำลังต่อสู้กัน เต่านั้นตัวยาว ๘๐ โยชน์ ตัวช้างยาว ๑๖๐ โยชน์ พญาครุตคีบเต่าด้วยตีน ๑ คีบช้างอีกตีน ๑ แล้วก็ไปจับต้นไม้ต้นหนึึ่งสูง ๘๐๐ โยชน์ แต่ต้นไม้นั้นทนน้ำหนักไม่ไหวกิ่งก็สั่นจะหักและเผอิญบนค่าคบไม้นั้นมีพราหมณ์คนรูกำลังประชุมกันบูชายัญอยู่หลายพันคน พญาครุฑเกรงว่าพราหมณ์จะเป็นอันตรายจึงคาบกิ่งไม้ที่พราหมณ์ประชุมอยู่นั้นด้วยปาก คงถือช้างและเต่าไว้ด้วยตีน และบินไปจนถึงภูเขาแห่งหนึ่งในที่ไกลถิ่นมนุษย์วางกิ่งไม้ลงโดยดีแล้วจึงกินเต่าและช้างได้โดยสะดวก

การกระทำของพญาครุฑครั้งนี้เป็นที่พอใจของพราหมณ์คนรู ได้กล่าวสรรเสริญพญาครุฑว่าทรงพลังรับรองภาระหนักไว้ได้ ควรได้นามว่า “ครุฑ” คือ ผู้แบกภาระอันหนัก เป็นอันว่าลูกนางวินตาได้นามว่า “ครุฑ” คราวนี้

สรุปเรื่องให้สั้น พญาครุฑข้ามพ้นอันตรายต่างๆ อีกหลายอย่าง จนในที่สุดไปถึงพระจันทร์ ฉวยพระจันทร์ได้แล้วก็เอาซ่อนใต้ปีกและบินกลับมา ได้พบพระอินทร์ซึ่งตามมาขัดขวางกลางทาง แต่พระอินทร์ไม่อาจต้านทานพญาครุฑได้ วัชร* อาวุธคู่พระหัตถ์ที่เคยปราบใครต่อใครแพ้ราบคาบมาแล้วก็เกิดอาเพศแตกหัก ร้อนถึงพระวิษณุต้องมาช่วยแต่ก็ไม่อาจโค่นพญาครุตได้ เมื่อปราบกันไม่ลงก็ทำสัญญาเป็นมิตรกัน

โดยมีข้อสัญญากันว่า เวลานั่งพญาครุฑต้องนั่งสูงกว่าพระวิษณุ แต่ในเวลาเดินทางไปไหนๆ ต้องให้พระวิษณุหรือพระนารายณ์ขี่ครุฑไป

เหตุการณ์ตอนพญาครุฑไปเอาน้ำอมฤตนี้ มีเรื่องพิสดารมาก บางฉบับก็รวบรัด บางฉบับก็พรรณนาละเอียดลออ ตามฉบับของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเล่าว่าการรบแย่งน้ำอมฤตครั้งนั้น เหล่าเทพยดาเตรียมต่อสู้พร้อมแล้ว ไม่ช้าพญานกก็ไปถึง เหล่าเทพยดาเห็นพญานกบินมาแต่ไกลก็ตกใจอลหม่าน จนเกิดสู้รบกันขึ้นในพวกเดียวกัน ฝ่ายพญาครุฑครั้นบินไปถึงก็กระพือปีกพัดให้ฝุ่นตลบไปทั้งอากาศแล้วเข้าทำร้ายเหล่าเทพยดาด้วยเล็บด้วบปากและปีก จนเทพยดาได้รับความเจ็บปวดสิ้นฤทธิ์ไปเป็นอันมาก ฝ่ายพระอินทร์เมื่อเห็นฝุ่นตลบไปจนไม่เห็นตัวศรัตรูุก็ตรัสแก่พระพายว่า “ท่านจงพัดฝุ่นให้กระจายไปโดยเร็วเถิด”

พระพายได้ฟังพระอินทร์ตรัสดังนั้น ก็พัดพาฝุ่นไปหมด เหล่าเทพยดาเห็นตัวพญานก ก็พากันเข้าสู้ด้วยอาวุธต่างๆ พญานกรบสู้ด้วยอาวุธซึ่งมีอยู่ในตัว คือ เล็บ ปากและปีก เทพยดาทั้งหลายสู้ไม่ได้ก็หนีกระจัดกระจายไป

ฝ่ายพญานก ครั้นเทพยดาเปิดทางให้แล้ว ก็ตรงเข้าไปยังที่เก็บอมฤตเห็นเพลิงกองล้อมอยู่รอบเพลิงนั้นมีเปลวร้อนเหมือนหนึ่งจะไหม้พระอาทิตย์ให้เป็นผงไปได้ พญานกเห็นเช่นนั้นก็จำแลงกายเป็นนกใหญ่มหึมามีปากถึงแปดพันหนึ่งร้อยปาก แล้วบินไปอมน้ำในแม่น้ำซึ่งมีจำนวนเท่าจำนวนปากกลับมาดับไฟที่ล้อมอมฤตอยู่นั้นได้ ครั้นไฟดับแล้วพญานกก็แปลงกายเป็นนกสีทองตรงเข้าไปจะถือเอาอมฤต พบจักรๆ หนึ่งซึ่งคมสุดจะหาที่เปรียบจักรนั้นหมุนอยู่มิได้หยุด แลย่อมจะตัดกายผู้พยายามจะลักอมฤตให้ขาดไปได้ พญานกเห็นดังนั้นก็แปลงกายเป็นนกตัวเล็กที่สุดแล้วโจนลอดช่องซึ่งเห็นในจักรนั้นเข้าไปด้วยความเร็ว ครั้นลอดพ้นจักรไปแล้วยังพบนาคสองตัวมีแสงเหมือนแสงไฟ มีลิ้นเหมือนฟ้าแลบ พ่นไฟพิษออกจากปากแลมีตาอันไม่กะพริบ ผู้ใดเข้าไปให้นาคทั้งสองเห็นได้ด้วยตา ผู้นั้นก็ย่อมจะเสียชีวิตไปในทันที พญาครุฑเมื่อเข้าไปพบนาคก็กระพือปีกให้เกิดฝุ่นเข้าตานาคทั้งสองแล้วเข้าฉีกนาคเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย

ครั้นสิ้นผู้รักษา พญาครุฑก็เข้าถือเอาอมฤตแลพาบินขึ้นบนอากาศแต่หาได้ดื่มอมฤตนั้นไม่ พญาครุฑบินไปตามทาง พบพระนารายณ์ พระนารายณ์ตรัสสรรเสริญพญาครุฑว่าฝืนใจตนเองได้ไม่กลืนอมฤต จึงรับสั่งว่าจะประทานพรแก่พญานกเมื่ออยากได้อะไรก็ให้ขอเถิด

พญาครุฑทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าขออยู่สูงกว่าพระองค์ ขอเป็นผู้ไม่มีเวลาตาย แลไม่มีเวลาเจ็บ แม้มิได้กินอมฤต”

พระนารายณ์ประทานพรแก่พญาครุฑตามประสงค์แล้ว พญาครุฑกลับทูลพระนารายณ์ว่า ” ข้าพเจ้าจะถวายพรแก่พระองค์พรหนึ่ง”

พระนารายณ์ตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้พรคือยอมเป็นพาหนะของข้าแลข้าให้ท่านอยู่ที่เสาธงของข้า เพื่อท่านจะอยู่สูงกว่าข้าได้ตามประสงค์”

เมื่อเสร็จการให้พรและรับพรกันดังนั้นแล้ว พญาครุฑก็ทูลลาพระนารายณ์บินต่อไป ความเร็วของนกเย้ยความเร็วของลมในอากาศ ขณะนั้นพระอินทร์ซึ่งเพิ่งทราบว่าน้ำอมฤตถูกขโมยได้ตามมาเอาวัชรขว้างถูกกายพญาครุฑ

พญาครุฑจึงหยุดพูดแก่พระอินทร์ว่า “ข้าพเจ้าถูกอาวุธของท่านก็ไม่เจ็บปวดประการใด แต่ข้าพเจ้านับถืออาวุธของท่านแลนับถือท่าน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ายอมให้ขนร่วงไปขนหนึ่ง”

พญาครุฑพูดดังนั้นแล้วก็ปล่อยให้ขนตกลงดินขนหนึ่ง ชนทั้งหลายได้เห็นขนอันงดงามนั้น จึงกล่าวแก่กันว่า นกนี้จงมีชื่อว่า “สุบรรณ” เพราะขนงามนัก พญาครุฑจึงมีชื่อว่าสุบรรณ อีกชื่อหนึ่งด้วยประการฉะนี้

ฝ่ายพระอินทร์เมื่อเห็นดังนั้นก็ตรัสแก่พญาครุฑว่า “เราทั้งสองจะมีไมตรีแก่กันแต่นี้ไป แลท่านจงบอกแก่ข้าว่ากำลังของท่านนั้นมีที่สุดเพียงไหน”

พญาครุฑตอบว่า “ท่านกับข้าพเจ้าจงเป็นมิตรกันตามปรารถของท่านส่วนกำลังของข้าพเจ้านั้น การอวดตัวเองเป็นสิ่งซึ่งนักปราชญ์ย่อมติเตียนแต่เราทั้งสองเป็นผู้มีไมตรีต่อกันแล้ว ข้าพเจ้าจะบอกท่านตามตรงว่า ขนของข้าพเจ้าขนเดียวอาจยกโลกขึ้นได้ แลข้าพเจ้าอาจพาโลกทั้งสามไปได้ตามปรารถนา”

พระอินทร์ยอมรับตรัสว่า “คำที่ท่านกล่าวนี้เป็นจริงทุกปราการ สิ่งใดที่ไม่มีผู้ทำได้ท่านก็อาจทำได้ บัดนี้ท่านกับข้าพเจ้ามีไมตรีต่อกันแล้ว แลท่านไม่มีที่ใช้อมฤต ท่านจงคืนมาให้ข้าพเจ้าเพราะเหตุว่าเหล่านาค ซึ่งท่านจะนำเอาอมฤตไปให้นั้นจะเป็นศัตรูปองร้ายเราเป็นแน่”

พญาครุฑตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องนำเอาอมฤตนี้ไปให้แก่ฝูงนาคเพื่อรักษาความสัตย์ แต่ไม่จำเป็นจะต้องให้นาคได้กินอมฤตนี้ เชิญท่านตามข้าพเจ้ามา และเมื่อข้าพเจ้าวางอมฤตลงให้นาคแล้ว   ท่านจงหยิบกลับไปเสียอย่าให้นาคได้ทันถูกต้องได้”

พระอินทร์ตรัสว่า “ข้าพเจ้ายินดีในคำที่ท่านกล่าวนี้แลจะให้พรแก่ท่านพรหนึ่ง ท่านมีประสงค์อะไรจงกล่าวเถิด”

พญาครุฑตอบว่า “ข้าพเจ้ามีอำนาจจะทำสิ่งใดได้ตามปราถนาทุกสิ่งแล้วก็จริง แต่เมื่อท่านมีกรุณาจะให้พรข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ขอรับเอาด้วยความเคารพ ท่านจงอำนวยให้นาคเป็นอาหารของข้าพเจ้าเถิด”

ครั้นพระอินทร์อวยพรตามพญาครุฑประสงค์แล้วก็ไปเฝ้าพระนารายณ์ ทูลความให้ทรงทราบ พระนารายณ์ทรงเห็นชอบ พระอินทร์ก็ทูลลาออกตามพญาครุฑไปตามที่นัดหมายกันไว้

ฝ่ายพญาครุฑเมื่อสนทนากับพระอินทร์แล้วก็รีบบินไปโดยเร็วจนถึงที่ซึ่งฝูงนาคคอยอยู่ พญาครุฑจึงกล่าวแก่ฝูงนาคว่า “ข้าได้นำอมฤตมานี่แล้วแลจะวางลงบนที่ซึ่งมีหญ้าคารองอยู่นี้ ท่านทั้งหลายจงชำระกายให้สะอาดแล้วจึงกินอมฤต แลท่านจงยอมให้มารดาของข้าพเจ้าพ้นจากการเป็นทาสีแต่เดี๋ยวนี้”

ฝูงนาคได้เห็นอมฤตก็มีความยินดี แลกล้ายินยอมให้นางวินตาพ้นจากความเป็นทาส แล้วพากันอาบน้ำชำระกายเพื่อจะกลับมากินอมฤต แต่ในขณะนั้นพระอินทร์ได้ตามมาถึงและได้ยกหม้ออมฤตกลับคืนไปเสียแล้ว ฝูงนาคกลับมาไม่เห็นหม้ออมฤตก็พากันเลียหญ้าคาซึ่งเป็นที่รองหม้อ หญ้าคาบาดลิ้นนาค แลงูทั้งหลายจึงมีลิ้นผ่าเป็นง่ามมาจนทุกวันนี้

คำสาปของพระอรุณที่ว่าโอรสองค์ที่สองของนางวินตาจะเป็นผู้ช่วยให้นางพ้นจากการเป็นทาสก็เป็นความจริงดังได้กล่าวมานั้น

ขอขอบคุณ : หนังสือ ครุฑยุดนาค ตำนานว่าด้วยกำเนิดแห่ง “ครุฑ” และ “พญานาค” ส. พลายน้อย / พิมพ์คำสำนักพิมพ์

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .