พระอรรถนารีศวร เรื่องราวของพระอรรธนารีศวร ครึ่งพระศิวะ ครึ่งพระแม่อุมาเทวี บูชาเพื่อผลทางความสุข ความรัก และความสำเร็จสมหวัง

พระอรรถนารีศวร พระอรรธนารีศวร ครึ่งพระศิวะครึ่งพระแม่อุมา

พระอรรธนารีศวร

บัญชา ธนบุญสมบัติ E-mail : buncht@mtec.or.th

ในศิลปะของศาสนาฮินดู มีพระศิวะอยู่ปางหนึ่งซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นชวนฉงนอย่างยิ่ง เพราะพระกายด้านขวาเป็นชาย ส่วนด้านซ้ายเป็นหญิง พระศิวะปางนี้มีความเป็นมาอย่างไร? และน่าจะสื่อถึงอะไรกันแน่?

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อแรกสร้างจักรวาลนั้น พระพรหมได้สร้างมนุษย์เพศชายเพียงเพศเดียว แต่เพศชายเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ในโลกได้ พระพรหมจึงได้ทำการบวงสรวง ทำให้ศิวะมหาเทพเสด็จลงมาแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมาในปางอรรธนารีศวร (Ardhanarishvara) ซึ่งมีทั้งเพศชายและเพศหญิงรวมอยู่ในร่างเดียวกัน

เมื่อพระพรหมได้ยลโฉมของอรรธนารีศวรแล้วก็ถึงบางอ้อ เข้าใจในกำลังเสริมของเพศคู่ อันจะนำมาซึ่งความสมบูรณ์และการถือกำเนิดของชีวิตใหม่

คำว่า อรรธนารีศวร มาจากคำ 3 คำ ได้แก่ อรรธ (ครึ่ง) + นารี (ผู้หญิง) + อิศวร (พระผู้เป็นเจ้า) หมายถึง เทพเจ้าผู้เป็นสตรีครึ่งหนึ่งนั่นเอง บางครั้งก็เรียกสั้นๆ ว่า อรรธนารี (Ardhanari) เฉยๆ

ผู้ชายทางซีกขวาคือ พระศิวะ ส่วนผู้หญิงทางซีกซ้ายคือ พระปารวตี ชายาของพระองค์ โดยในที่นี้พระปารวตีเป็น ศักติ (Shakti) แปลว่า อำนาจหรือผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจของพระสวามี (ซึ่งในที่นี้คือ พระศิวะ)

ลัทธิศักติ (Shaktism) นั้นถือว่าชายาแห่งเทพองค์หนึ่งๆ นี่แหละคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของเทพองค์นั้น เช่น พระปารวตีกุมอำนาจของพระศิวะ พระสรัสวดีกุมอำนาจของพระพรหม และพระลักษมีกุมอำนาจของพระวิษณุ

สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นชายและออกเรือนแล้ว หากในครอบครัวของคุณดูประหนึ่งว่าผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า แต่เอาเข้าจริงแล้ว อำนาจการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เป็นของคุณแม่บ้าน ก็แสดงว่า คุณเข้าข่ายนับถือลัทธิศักติด้วยเช่นกัน…อิอิ 😉

กลับมาที่ต้นเรื่องกันต่อ เดี๋ยวจะเตลิดไปไกล….พระศิวะในปางนี้มีการตีความกันอย่างหลากหลาย บ้างก็ว่านี่คือ สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นทั้งชายและหญิง ไม่ได้เป็นชายอย่างเดียว หรือหญิงอย่างเดียว

บ้างก็ว่า ศิวะอรรธนารีศวรแสดงให้เห็นว่า พลังแห่งเพศชายและพลังแห่งเพศหญิงนั้นเติมเต็มซึ่งกันและกัน ไม่อาจแยกจากกันได้ การตีความแบบนี้ฟังแล้วไปกันได้กับปรัชญายิน-หยาง (ที่คนไทยมักเรียกว่า หยิน-หยาง) ของจีนมากทีเดียว

พระอรรธนารีศวรที่พบส่วนใหญ่มักจะอยู่ในท่ายืน 3 แบบ ได้แก่ อภังค์ (ยืนตรง) ตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพกเล็กน้อย) และอติภังค์ (ยืนเอียงสะโพกมากเป็นพิเศษ) อย่างไรก็ดี หากเป็นภาพวาด ก็อาจจะมีท่าทางแบบอื่นอยู่บ้าง เช่น เดินอุ้มพระพิฆเนศ

สัตว์ที่มักจะพบอยู่คู่กับพระอรรธนารีศวร ได้แก่ โคนนทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ นอกจากนี้อาจจะมีเสือหรือสิงโตเนื่องจากเป็นพาหนะของพระปารวตีอีกด้วย

มีเกร็ดที่น่ารู้ด้วยว่า แม้พระอรรธนารีศวรจะดูเผินๆ เหมือนชายครึ่ง-หญิงครึ่งอย่างเท่าเทียมกัน แต่การที่ร่างกายด้านขวาเป็นชายและด้านซ้ายเป็นหญิงนั้น มีผู้ตีความว่านี่เป็นการซ่อนความหมายลึกๆ ว่า “ชายใหญ่กว่าหญิง” เพราะในวัฒนธรรมอินเดียถือว่าด้านขวาเป็นด้านที่เหนือกว่าด้านซ้าย

คนที่ตีความแนวนี้ยังบอกอีกว่า หากพระนลาฏ (หน้าผาก) ทางด้านขวามีพระเนตรที่สามของพระศิวะ ด้านซ้ายก็จะเป็นจุดแต้มแดงซึ่งบ่งบอกสถานะของภรรยาหรือผู้คอยรับใช้ สำหรับสัตว์นั้น ก็มักจะมีเฉพาะวัว ไม่ค่อยมีเสือหรือสิงโตสักเท่าไร

นอกจากนี้ พระอรรธนารีศวรยังอาจมีจำนวนพระกรได้หลายรูปแบบ ได้แก่ 2, 3, 4, 6 และ 8 ในกรณีที่จำนวนพระกรเป็นเลขคู่ ร่างกายทั้ง 2 ด้านก็จะมีพระกรเท่าๆ กัน แต่หากมี 3 พระกร ด้านขวา (ชาย) จะมี 2 พระกร ส่วนด้านซ้าย (หญิง) ก็จะมีแค่พระกรเดียว

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ดูประหนึ่งจะตอกย้ำว่า “ชายใหญ่กว่าหญิง” แม้จะไม่ชัดเจนก็ตามที

นี่เองที่ทำให้บรรดาพวกศักตะ (Shakta) หรือผู้ที่นับถือลัทธิศักติทนไม่ได้ พวกเขาจึงสร้างประติมากรรมหรือวาดภาพพระอรรธนารีศวรกลับซ้ายขวา คือให้ทางขวาเป็นหญิง ส่วนทางซ้ายเป็นชาย ตามความเชื่อของพวกเขาที่ว่า “หญิงต่างหากเล่าที่ใหญ่กว่าชาย” นั่นเอง

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .