‘กาญจีปุรัม’ เมืองทองของทมิฬ

นี่คือ การเดินทางที่จะลบภาพจำเกี่ยวกับอินเดียซึ่งเคยรับรู้มา ในขณะเดียวกัน ก็ย้ำบางภาพให้ชัดเจน

จนปฏิเสธไม่ได้ว่า อินเดียใต้ ช่างทรงเสน่ห์ชวนหลงใหล และมีหลากหลายมุมชวนสะพรึง !

เพราะคำร่ำลืออันโด่งดังว่าอินเดียคือประเทศที่ควรไปสักครั้งหนึ่งของชีวิต และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คิดเยือน ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาสหรือต้องใช้ทุนหนา ทว่าบางคนถึงกับหงายหลังกับสภาพบ้านเมืองอันอุดมสมบูรณ์ด้วยวัฒนธรรมแปลกตา อาหารการกินแสนพิสดาร ไปจนถึงห้องน้ำที่ทำเอาหลายคนเข็ดขยาดรีบเช็คไฟลต์กลับประเทศกันจ้าละหวั่น

แม้ดินแดนภารตะจะชวนสยอง แต่สำหรับผม “กลัวที่ไหนล่ะ” ไปทดสอบจิตใจกับอินเดียกันสักตั้ง จะได้รู้ว่าชีวิตนี้อาจมีค่ามากกว่าเดินเล่นในห้างหรู หรือเพียงจับจ่ายใช้สอยเยี่ยงคนรวยเงินแต่จนสมอง…

แต่เชื่อเถิดว่าต่อให้กล้าบ้าบิ่นแค่ไหน มนุษย์ย่อมต้องการเตรียมตัวก่อน น้อยคนนักจะยอมเสี่ยงแบบพลิกชีวิต อินเดียกว้างใหญ่ไพศาลย่อมมีพื้นที่ที่ “แรง!” น้อยที่สุด เพราะผมก็ยังไม่อยากเจออินเดียขนานแท้จนรับไม่ได้ ประเดี๋ยวจะพาลไม่กล้ามาเยือนอีก (หากมีโอกาส) รัฐทมิฬนาดู แถบอินเดียใต้คงเป็นจุดหมายของเส้นทางพิสูจน์ใจของผมอย่างแน่นอน

-1-

แม้ชื่อ “ทมิฬนาดู” จะคุ้นหูคุ้นตาคนไทยอยู่บ้าง และให้ความรู้สึกแบบ “ดิบๆ เถื่อนๆ” ตามคำว่า “ทมิฬ” แต่เพียงก้าวแรกสัมผัสที่นี่ก็ค้นพบว่า ทมิ๊ฬ..ทมิฬ สมคำร่ำลือ ภาพหนุ่มสาวหน้าคมผิวแทนในหนังบอลลีวู้ดแทบไม่มีให้เห็น มารู้ภายหลังว่าคนอินเดียใต้จะหน้าดุผิวดำแต่ใจดีมีเงินแถมยังรู้หนังสือมากกว่าคนอินเดียเหนือที่หล่อสวยผิวงามกันเสียอีก ปรัชญาแรกก่อเกิด…อย่าตัดสินคนที่ภายนอก

ถือเป็นโชคดีที่เครื่องบินลำสีแดงมาแตะพื้นท่าอากาศยานเชนไนตอนกลางดึก ราตรีอาจช่วยบดบังภาพไม่คุ้นตาให้กลายเป็นบรรยากาศที่คุ้นใจ อาการเมาเครื่องบินทำให้ผมไม่อยากรับรู้อะไรไปมากกว่า…”มาถึงอินเดียแล้ว!”

กลิ่นฉุนกึกพุ่งเข้าจมูกทันทีที่เข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ได้บรรยากาศจริงๆ (สาบานได้ว่าไม่เหม็น…แต่ก็ไม่หอม) ทว่าขึ้นรถออกจากสนามบินไม่นานก็เจอรับน้องกันเลย แม้ไม่มีแสงตะวันแต่ก็มีแสงไฟดวงน้อยจากยอดเสาสะท้อนสายน้ำให้ทอประกายเป็นสายระยิบตา…ต้นทางน้ำนั้นคือชายหนุ่มยืนหันหลังถ่ายเบาโดยไม่มีสิ่งกำบัง…เป็นเช่นนี้อีกเรื่อยๆ ระรายทาง

ผมรีบลบภาพรับน้องนั้นให้หมดไปจากสมองก่อนเข้านอน สังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าเช้าวันใหม่อาจมีอะไรตื่นเต้นอีกแน่นอน…

เอ่ยถึงอินเดียคนไทยนึกถึงอะไร…ทัชมาฮาล สังเวชนียสถาน แม่น้ำคงคา ฯลฯ ขอให้โยนความคิดว่าจะได้พบเจอสถานที่ดังกล่าวมาให้หมดสิ้นไป เพราะผมไม่ได้ไปสักที่!

ยอมรับโดยดุษณีว่าเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ไปตามรอยศรัทธาแห่งพระพุทธองค์ แต่อินเดียใต้ก็น่าจะมีอะไรน่าสนใจ หวังว่าจะทดแทนกันได้ ผมออกเดินทางจากเมืองเชนไนที่มาพักค้างคืน เตรียมใจไปยังเมือง กาญจีปุรัม หากสงสัยว่าชื่อเมืองนี้แปลว่าอะไร ให้นึกถึงจังหวัดกาญจนบุรี (รากศัพท์เดียวกัน) กว่าจะไปถึงเมืองทองได้ ใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่ง ด้วยระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ทำเอาเมื่อยเนื้อตัวกันเลยทีเดียว

เมืองนี้คืออดีตเมืองหลวงของอาณาจักรปัลลวะ อาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก อีกทั้งยังเชื่อกันว่าเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 7 แห่งของอินเดีย เป็นอันดับสองรองจากเมืองพาราณสี ผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์จะต้องมาให้ได้สักครั้งหนึ่ง และอาจศักดิ์สิทธิ์มากจนคนที่นี่คงกระพันชาตรี ตลอดทางผมเห็นนักบิดมากมาย เอกลักษณ์ที่นักบิดบ้านเรากับเขามีเหมือนกัน คือ มักเปิดหน้าท้าลม คือไม่สวมหมวกกันน็อค บ้านเขาศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่..ไม่รู้ แต่บ้านเราไม่ศักดิ์สิทธิ์แน่นอน ชนทีเดียว..เละ !

สมัยโบราณเมืองกาญจีมีวัดมาก ว่ากันว่ามีมากถึงพันวัด จนได้สมญานามว่า ‘นครพันวัด’ จวบจนปัจจุบันผมก็ยังเห็นวัดน้อยใหญ่อยู่ทั่วหัวระแหงในเมืองกาญจี หากมีเวลาสักหน่อยจะลองนับว่าเหลือถึงพันวัดหรือไม่ แต่ที่มีมากแน่ๆ และกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง นั่นคือขยะ บ้างกองเล็ก บ้างกองใหญ่ บ้างแผ่ปูพรมอยู่ริมถนน บางกองสีสันสดใสก็ถือเป็นงานศิลปะจัดวาง แต่บางกองเป็นขยะเปียก…คิดเอาเอง

-2-

ผมยังคงนั่งอยู่ในรถมองตึกรามบ้านช่องสลับกับกองขยะไปเรื่อยๆ แวบ ! ภาพสิ่งมีชีวิตบางอย่างผ่านตาไป แวบ…แวบ…ผ่านไปอีกแล้ว ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้คลาดสายตาเด็ดขาด นั่นไง !

“เฮ้ย !” ผมตกใจถึงกับมองตามไปจนสุดสายตา “วัวครับ มันคือวัว” วัวที่บ้านเราเลี้ยงกันตามทุ่ง มีบ้างที่เล็มหญ้าตามริมทาง แต่วัวที่นี่เล็มขยะ ขยะจริงๆ กองขยะที่ผมเห็นเต็มเมือง หากเป็นบ้านเราคงเป็นหมาแมวจรจัดหาอาหารกิน แต่ที่นี่ต้องเอาวัวไปใส่แทนหมาแมว วัวที่นี่คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับพระโคนนทิ สัตว์พาหนะของพระศิวะ เราจึงเห็นวัวเดินไปมาตามท้องถนน ไม่มีคนไล่ หรือทำร้าย วัวจึงใช้ชีวิตอย่างอิสระ ทำอะไรก็ได้ กินอะไรก็ได้ เป็นวัวที่ถูกสปอยล์ตั้งแต่เด็ก

ตกใจวัวไม่นานก็มาถึง วัดเอกัมพเรศวร เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่ามีต้นมะม่วงซึ่งพระนางปวารตีปลูกถวายพระศิวะเพื่อไถ่โทษที่เคยล้อเล่นเอามือปิดตาพระศิวะ ทำให้โลกมนุษย์มืดมิด เกิดโกลาหล พระนางถูกเนรเทศลงมายังโลกมนุษย์จึงต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ได้กลับไปยังสรวงสวรรค์ ภายในวัดมีต้นมะม่วงดังกล่าวจริง แต่เชื่อว่าเป็นรุ่นถัดมาหลายรุ่นแล้ว มีผู้ศรัทธาแวะเวียนมากราบไหว้ต้นมะม่วงนี้ไม่ขาด ส่วนต้นมะม่วงเดิมที่พระนางปลูกเหลือเป็นท่อนไม้เก็บรักษาไว้ที่นี่เช่นกัน

หลังจากซึมซับแรงศรัทธาพร้อมกับเท้าเหนียวๆ เพราะต้องถอดรองเท้าเดินย่ำไปในวัดซึ่งมีผู้คนมาถวายเครื่องสักการะมากมาย และตามสไตล์พราหมณ์ ถวายเสร็จก็กินกันตรงนั้นหกบ้างเลอะบ้าง ไม่เป็นไร ต้องหลบหลีกกันเอง หรือไม่ก็ย่ำไปเลย เพราะกว่าจะออกไปถึงที่ฝากรองเท้า พื้นร้อนๆ ก็ช่วยให้สิ่งที่เลอะ แห้งหลุดได้หมดจดแล้ว

ไม่ทันขึ้นรถเดินทางต่อก็ถึงคราวปล่อยของกันบ้าง ถือเป็นโชคดีที่ไม่ใช่ของหนัก ผมเพียงต้องการถ่ายเบา แต่อาการปวดปัสสาวะเกือบเลือนหายไปเมื่อเห็นห้องน้ำสาธารณะของจริง ที่ผ่านมาตั้งแต่เหยียบแผ่นดินอินเดียผมใช้บริการห้องน้ำร้านอาหารและโรงแรมโดยตลอด สัจธรรมจึงไม่เกิด แต่คราวนี้ผมเข้าใจแล้วว่าห้องน้ำในตำนานที่เขาร่ำลือกันมันเป็นอย่างไร

ขออนุญาตไม่บรรยายบรรยากาศภายในนั้นนะครับ บอกได้เพียงว่ากลั้นหายใจจนหน้าเขียวแต่กลิ่นก็ทะลวงเข้าไปในจมูกได้ สำหรับภาพชวนสยองผมมองไม่ชัดเพราะแสงน้อย ตรงไหนแสงมากพอ ผมเลือกจะเบือนหน้าหนี เสร็จกิจก็รีบวิ่งออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกทันที…จึงขอแนะนำให้ทำภารกิจให้หมดไส้หมดพุงหมดกระเพาะปัสสาวะก่อนเผชิญโลกภายนอก

ต่อจากวัดนี้ไปอีกวัดหนึ่ง คราวนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องเท้าเหนียว เพราะยังไม่มีการเซ่นสรวงเทพเจ้า วัดนี้คือ วัดไวกูณฐเปรุมัล สร้างด้วยหินทรายพอกปูน มีร่องรอยว่าสมัยก่อนเคยแต้มสีตกแต่งแต่ตอนนี้เหลือเพียงร่องรอยเท่านั้น ก่อนเข้าสู่เทวาลัยเหลือบเห็นประติมากรรมแปลกตา มีลักษณะเหมือนคนทุกประการเพียงแต่มีปีกงอกอยู่ด้านหลัง ทราบภายหลังว่านี่คือครุฑแบบพราหมณ์

รู้หรือไม่ว่าก่อนที่พระนารายณ์จะทรงครุฑ เป็นมาอย่างไร…ตามตำนานพญานาคต้องการดื่มน้ำอมฤตเพื่อจะได้ไม่ตายจึงทำสัญญากับพญาครุฑ ว่าหากนำอมฤตมาให้ได้จะไถ่ความเป็นทาสแก่ครุฑและมารดาให้ พญาครุฑจึงไปขโมยอมฤตมาให้พญานาค แต่ระหว่างทางเจอพระนารายณ์ยืนขวางอยู่ จึงต่อสู้กันดุเดือดทว่าไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะ หนทางสันติวิธีโดยการเจรจาจึงบังเกิด พระนารายณ์ขอให้ครุฑเป็นพาหนะของพระองค์ ครุฑก็ยอมโดยดี แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีข้อแม้ หากว่างเว้นจากภารกิจเป็นสัตว์พาหนะ ครุฑจะต้องได้อยู่สูงกว่าพระนารายณ์ คืออยู่บนยอดเสาธงของพระนารายณ์

ฟังตำนานไปเดินไป พอฟังจบก็มาอยู่ในเทวาลัยแล้ว ผมยกกล้องขึ้นเตรียมถ่ายภาพ แต่พราหมณ์หนุ่มหน้าอมยิ้มก็บอกด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ว่า “ห้ามถ่ายภาพในนี้” (แปลแล้ว) ผมจึงได้แต่ชื่นชมจิตรกรรมบอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระวิษณุซึ่งรายรอบเทวาลัยด้วยสายตาและหัวใจ เมื่อออกมา ผมหันกลับไปมองหน้าพราหมณ์คนเดิมด้วยรอยยิ้ม ผมยกกล้องขึ้นหันไปทางพราหมณ์ กดชัตเตอร์รัว…นี่ต่างหากที่ผมอยากถ่าย

-3-

ได้ภาพพราหมณ์สมใจแล้วก็เดินทางต่อ ผมชื่นชมทัศนียภาพริมทางเช่นเคย อาคารบ้านเรือนที่นี่สีสันแสบตาดีจริงๆ สิ่งที่เห็นจนรู้สึกว่าพื้นที่ใดไม่มีให้เห็นจะแปลกตาไปนั่นคือ ป้าย

ผมเคยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าประเทศไทยนี่แหละเมืองบ้าป้ายขนานแท้ พอเจอที่นี่ผมแทบควักสมองออกมาล้างแล้วใส่ความเชื่อเข้าไปใหม่ เพราะที่นี่คือขั้นสุดของเมืองบ้าป้าย ป้ายเล็กป้ายใหญ่ เรียงแน่นอยู่ทุกที่ แม้บางภาพจะดูไม่ออก แต่ให้ความรู้สึกประมาณว่าเรียนเชิญร่วมงานศพ ก็ยังพบเห็นมากมาย แต่ที่สะดุดตาแต่ไม่ค่อยสะดุดใจเลย คือ ป้ายหาเสียงที่ใหญ่โตประมาณตึกสี่ชั้น ใหญ่ขนาดนี้แต่กลับมีฐานเป็นเพียงโครงไม้ไม่กี่ท่อน ล้มครืนลงมาคงมีแต่เสียงโอดโอยเท่านั้นแหละที่หาได้ แต่อย่างว่าแหละครับ ป้ายน่าจะเป็นสื่อโฆษณาราคาถูกที่สุดแล้ว แล้วใครจะไม่เลือกใช้สื่อถูกๆ แบบนี้ล่ะ…จริงไหม

เลยป้ายไปก็มีป้ายแต่นี่คือป้ายบอกทางเข้า วัดไกรลาสนาถ วัดนี้ทำเอาเท้าผมสุกเกือบกินได้ ใครว่าแช่น้ำร้อนแล้วเลือดลมไหลเวียนดีตอนนี้เลือดผมคงไหลแรงอย่างกับรถสูตรหนึ่ง (Formula-1) เพราะเทวาลัยที่นี่กว้างใหญ่และสร้างด้วยอิฐทั้งหลังแม้กระทั่งพื้น จึงร้อนระอุ พอถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นวาง ผมรีบวิ่งกระโหยงกระเหยงไปอาศัยร่มเงาจางๆ ใต้ซุ้มที่ประดับอยู่รอบๆ เทวาลัย

ซุ้มเหล่านี้มีไว้ให้พราหมณ์นั่งสมาธิ ทราบมาว่ามีทั้งหมด 58 ซุ้ม ด้วยอายุอานามราว 1,200 – 1,300 ปี สมัยพระเจ้าราชสิงหวรมันเป็นผู้สร้าง สภาพซุ้มและเทวาลัยจึงเว้าแหว่งตามกาลเวลา ทว่ายังสมบูรณ์มากจนเล่าเรื่องราวตำนานเทพได้เป็นตอนๆ อาทิ เรื่องศิวะนาฏราช คือการร่ายรำของพระศิวะทำให้โลกดำเนินไปอย่างพอดี ถ้ารำเร็วเกินไปก็จะเกิดความวุ่นวาย รุ่มร้อนทั้งพิภพ

ผมไม่รู้ชัดว่าซุ้มที่ว่ามี 58 ซุ้มจริงหรือไม่ (ไม่ได้นับ) ถ้าจำนวนตามนั้นจริงผมไปครบ 58 ซุ้มแล้ว เพราะหนึ่งซุ้มช่วยบรรเทาอาการเท้าพองของผมได้หนึ่งขณะ…เหมาทุกซุ้มซะเลย

แดดร่มลมตก…ภารกิจกลางแดดเปรี้ยงจบลง คราวนี้ถึงคิวของพวกสาวๆ นักชอปแล้ว เพราะกาญจีปุรัมมีผ้าไหมดี ขึ้นชื่อที่สุดในอินเดียใต้ และในเมื่ออินเดียเหนือมีผ้าไหมกาสี อินเดียใต้ก็ต้องเกทับด้วยผ้าไหมกาญจี แต่รับรองว่าไม่แพ้กัน หากผู้อ่านเป็นสตรีเพศหรือผู้หลงใหลผ้างาม อาจไม่สบอารมณ์ผมเป็นแน่ เพราะผ้าไม่ได้อยู่ในสารบบที่ผมสนใจ ปล่อยให้สาวๆ เลือกผ้าไปเถอะ ส่วนผมออกมาหาน้ำหาท่ากินสักหน่อย

อากาศที่กาญจีฤดูร้อนค่อนข้างร้อนมาก ยังจำช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้หรือไม่ ประเทศไทยร้อนแค่ไหน ขอบอกว่าอินเดียร้อนกว่า แต่คนอินเดียก็มีวิธีเริงร่าท้าลมร้อน ด้วยอาหารรสเลิศ เช่น น้ำมะพร้าว แตงโม แตงกวา และนมเปรี้ยว นมเปรี้ยวบรรจุถุงเหมือนนมโรงเรียนที่แจกนักเรียนไทยนี่แหละครับ แต่มันเป็นนมเปรี้ยว เขาว่ากันว่าดับร้อนดีนักแล แต่ถ้าไม่คุ้นล่ะก็ไปร้อนต่อในห้องน้ำแน่นอน ดังนั้นผมจึงหาเครื่องดื่มที่ปลอดภัยที่สุด มันคือ โค้ก โค้กเหมือนบ้านเรา แต่ราคาแพงกว่านิดหน่อย คงเป็นเพราะค่าบริการที่พี่แขกใช้ชายเสื้อเช็ดฝาขวดให้ผมก่อนจะยื่นให้…”พี่ครับ ผมว่าไม่เช็ดอาจจะสะอาดกว่านะครับ”

ดื่มน้ำหมดขวดโดยลืมภาพลีลาเช็ดฝาขวดไปเสียสนิท แดดร้อนๆ และบรรยากาศหลากอารมณ์ภายในเมืองเดียวทำเอาผมผล็อยหลับไปในรถตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ รถกำลังแล่นไปยังอีกเมืองหนึ่ง

…ลาก่อนกาญจีปุรัม แล้วพบกันใหม่ที่มหาพลีปุรัม-ปอนดิเชรี

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .