อินเดีย ที่สุดของที่สุด ตอน : กำความลับไปลอยคงคา

อินเดีย ที่สุดของที่สุด ตอน : กำความลับไปลอยคงคา
: จิราภรณ์ เจริญเดช

ถ้าถามคนจากทั่วโลกว่าที่อยากเห็นพาราณสีเพราะอะไร

คำตอบแรกๆ ที่มักจะได้ยินคือ “ไปดูแม่น้ำคงคา”

เอาแค่ แม่น้ำคงคา ที่เดียว ที่เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับนักเดินทางที่เมื่อไปเยือนพาราณสี ต้องหาโอกาสไปสัมผัสแม่น้ำคงคาให้จงได้ เพราะเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำสินธุ เป็นเขตที่ถัดลงมาจากเขตภูเขา มีขนาดพื้นที่กว้างประมาณ 300 กิโลเมตร และยาวประมาณ 1,000 กิโลเมตร เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากระบบแม่น้ำที่สำคัญ สามสายคือ แม่น้ำสินธุ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำพรหมบุตร บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยของประชากร ที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นบริเวณที่พื้นที่ส่วนใหญ่ ราบลุ่มเสมอกันมาก จนเกือบจะไม่มีความสูงต่ำแตกต่างกันเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากบริเวณลุ่มแม่น้ำยมนา ที่กรุงเดลี ไปจนถึงปากอ่าวเบงกอล ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1,600 กิโลเมตร แต่มีระดับความสูงต่างกันเพียง 200 เมตร เท่านั้น

คนอินเดียเชื่อมานานนับพันปีว่า แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากสวรรค์ โดยพระศิวะโน้มเศียรรองรับให้น้ำผ่านพระเมาฬีของพระองค์ลงมายังมนุษย์โลก ผู้ใดได้สัมผัสหรือลงอาบในแม่น้ำคงคา บาปทั้งหลายของผู้นั้นย่อมถูกชำละล้างไปหมดสิ้น

ระบบแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียคือ แม่น้ำคงคา ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำสาขาในระบบแม่น้ำคงคาคือ แม่น้ำยมนา แม่น้ำกากรา แม่น้ำกันดัค และแม่น้ำโคสิ

ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา เคยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด เป็นบริเวณกว้างถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ ส่วนลุ่มน้ำของระบบแม่น้ำอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ รองลงมาได้แก่ ลุ่มแม่น้ำโคธาวารี (Godavari) ในเขตที่ราบสูงเดคคาน ระบบน้ำตาปี (Tapi) ในภาคเหนือ และระบบน้ำเพนเนอร์ (Penner) ในภาคใต้

มีคำถามจากคนทุกคนที่ไปอินเดียที่ว่า ‘รู้อย่างไรว่าแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์’ ชาวฮินดูจะตอบว่ามีหลายสิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดเช่น แม่น้ำสายอื่นไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่แม่น้ำคงคาพอมาถึงเมืองพาราณสีมันกลับไหลย้อนไปทางเหนือ เขาชี้จุดที่หักเลี้ยวว่านั้นคือโค้งหักศอกพระศิวะ

ตามตำนานว่าแม่คงคานั้นไหลเวียนอยู่ที่นิ้วเท้าของพระวิษณุ เหตุที่พระคงคาต้องไหลลงมาที่โลกมนุษย์นั้น ก็เพราะว่า ‘ท้าวสักกราช’ ได้ทำพิธีอัญเชิญพระแม่คงคา ให้ลงมาสู่โลกมนุษย์สืบต่อมาหลายชั่วคนจึงสำเร็จในสมัยของท้าวภคีรถ แต่ด้วยความแรงของพระแม่คงคา ซึ่งอาจจะทำให้โลกล่มสลายไปได้ พระศิวะเจ้าจึงได้รองรับแม่คงคาด้วยมวยพระเกศก่อน แล้วจึงปล่อยลงมาสู่โลกมนุษย์

เป็นมุมมองของชาวฮินดูว่า แม่น้ำคงคานี้มี ความบริสุทธิ์ และแม่น้ำคงคาเป็น ทางชีวิตไปสู่สวรรค์หลังจากตายแล้ว ทุกเช้าก่อนอรุณรุ่ง จะมีคนมากมายเดินย่ำเท้าริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อสัมผัสบรรยากาศของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง ซึ่งที่บันไดท่าน้ำแห่งเมืองพาราณสียาวตลอดริมฝั่งด้านตะวันตก ยาวเกือบ 6,000 เมตร

โดยทั่วไปในอินเดีย การบูชาแม่คงคา จะกระทำการเหมือนเทพองค์อื่นๆ คือ จะบูชาด้วยการอารตี และสวดมนต์พระเวทย์ ซึ่งเครื่องบูชาในถาดอารตีจะประกอบด้วยดอกไม้สีส้มหรือสีเหลืองและดอกบัว กับผลไม้ที่มีรสหวานเท่านั้น 5 ชนิด น้ำนม ตะเกียงน้ำมัน กำยาน ขนมหวาน และจะทำการบูชาแม่คงคาที่ริมแม่น้ำคงคา แต่ถ้าเป็นในต่างเมืองเช่นเมืองไทย อาจจะทำการบูชาต่อหน้ารูปแม่คงคา หรือที่แม่น้ำใหญ่ และลอยเครื่องบูชาบางส่วนไปกับสายน้ำ เว้นไว้แต่ตะเกียงกับกำยาน เครื่องบูชาที่เหลือก็จะนำมาเก็บไว้รับทานเพื่อเป็นมงคลหรือแจกจ่ายเพื่อทำทานต่อไป แต่ถ้าเป็นการบูชาของไทยนั้นเครื่องบูชาจะประกอบด้วย ผ้าแพร 3 สี ข้าวตอก น้ำนม ดอกไม้สีเหลืองหรือส้ม พวงมาลัยดอกดาวเรือง ขนมหวาน 7 ชนิด ผลไม้รสหวาน 5 ชนิด รูปปั้นพระแม่คงคา (เทวรูป)

เพื่อให้ทันเวลานัด เราต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพื่อออกจากโรงแรมตีห้าครึ่ง ต้องทันไปสวัสดีตอนเช้ากับพระสุริยะ ที่โผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำคงคา หรือ ที่คนที่นี่เรียกว่า ‘สุริยะบูชา’

ในช่วงที่เราไปอินเดียนี้เป็นเวลากลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเมื่อวันแรกนั้น เขามีเทศกาลปีใหม่ ตามท้องถนน เราเห็นคนจุดเทียนร่วมพิธีฉลองที่เรียกว่า Deva Dipavali ซึ่งจัดกันช่วงพระจันทร์เต็มดวง อันเป็นฤดูน้ำหลาก ในบางที่ก็อาจเรียกว่างานลอยกระทง

รถบัสวิ่งได้ช้าๆ ให้เราชมวิวยามเช้าของเมืองที่เก่าแก่เกิน 4,000 ปี ความเก่าเห็นได้อีกอย่างจากขนาดของต้นไม้ ลำต้นที่ใช้คนเดียวโอบไม่ไหว เห็นได้จากหลายแห่งๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ พอไปได้สักยี่สิบนาที ก็เข้าสู่เขตตลาดสด รถจอดให้เราลง แล้วรถต้องไปจอดที่อื่น เพราะถนนแคบๆ เป็นตรอก มีคนเดินเข้าไปในตรอกนี้เรียกว่าคับคั่งมาก เห็นนักท่องเที่ยว ทุกชาติ ทุกหน้าตา คราวนี้ ‘คุณไกด์บัณฑิต’ นำเราเพราะเป็นย่านตลาด พระไม่ควรมาเป็นไกด์ ดูเหมือนเราจะไปลงเรือที่ท่าอัศวเมธ

ทุกคนพกกล้องและอยากได้รูปพระอาทิตย์ขึ้นเหนือแม่น้ำคงคา

เราเดินจ้ำอ้าว ผ่านคนที่นอนข้างถนน ตามซอกซอยเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอับ หลายกลิ่นและกลิ่นที่โดดเด่นที่สุดที่มาแตะจมูกในทันทีคือ ‘กลิ่นฉี่’ จนไปถึงริมแม่น้ำคงคา ลงเรือลอยห่างฝั่งซึ่งเป็นขั้นบันไดไปแล้วนั่นแหละ ถึงได้รู้สึกว่าหายใจเต็มปอดได้หน่อย นึกฉงนอยู่มิวายว่า ความสกปรกของคนอินเดียเองที่ต่างคนต่างพร้อมใจกันปล่อยทุกข์ ทั้งหนักเบา เรี่ยราด ตลอดทางริมฝั่งแม่น้ำนี้ ไม่มีส่วนไหลลงน้ำและสร้างมลพิษบางเชียวหรือ

ทำไมมีคนจากโลกตะวันตก เคยเขียนรายงานเรื่องผลการพิสูจน์ว่าน้ำในแม่น้ำคงคาไม่เน่าเสียเลย

พวกเขายังคงมาอาบและบางตอนของชีวิตริมฝั่งที่อาศัยน้ำจากแม่คงคาใช้ดื่มกิน จึงไม่เป็นโรคระบาดอะไรกันเลย

อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก เคยนำตัวอย่างน้ำในแม่น้ำคงคาไปตรวจวิเคราะห์ เพราะเป็นห่วงเป็นใยในสุขอนามัยของชาวอินเดีย แต่ผลลัพธ์ปรากฏว่า จำนวนแบคทีเรียในแม่น้ำคงคาอยู่ในระดับที่ ‘ไม่เป็น’ อันตรายต่อสุขภาพของคน เนื่องจากในแม่น้ำคงคามีกำมะถัน ซึ่งช่วยปรับสมดุลได้ตามธรรมชาติ

ฉันรู้สึกถึงสิ่งที่เพื่อนฝูงเคยเล่าขานเรื่อง ‘กลิ่นแขก’ ก็คงเป็นกลิ่นนี้อีกหนึ่งกลิ่น คือ กลิ่นฉุนริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นบริเวณที่เห็นได้ชัดว่า สกปรกมาก ถ้าเดินไม่ระวังดีๆ เผลอเหยียบของที่กองๆ อยู่อย่างไม่เกรงใจกันเลย กลิ่นอึกลิ่นฉี่คละคลุ้งไปทั่ว คนจร ขอทานอยู่เต็มสองข้างทางปะปนอยู่กับคนขายของ ซึ่งไม่มีน้ำใจให้เราถ่ายรูป เพราะเมื่อเห็นเราตั้งท่าจะกดชัตเตอร์ ผู้หญิงมักโบกมือห้าม พร้อมคำพูดว่า “โน โน”

ที่จริง แม่น้ำคงคาอยู่ห่างจากโรงแรมที่พักของเราไม่ไกลมาก เราพักที่โรงแรมรามาดา เป็นย่านที่มีห้างสรรพสินค้าราคาไม่หมู หน้าตาตัวตึกดูดีประมาณห้างนารายณ์ภัณฑ์ของกรุงเทพฯ แต่ไม่มีห้องน้ำสะอาดให้เรารู้สึกว่าอยากไปซ้ำ (ขอเมาท์หน่อย.. เรื่องห้องน้ำในอินเดีย ฉันสาบานได้ว่า สามารถเขียนได้เป็นหนังสืออีกเล่ม ไม่ใช่ในแง่มุมสาธารณสุขอย่างเดียว แต่มันสะท้อนปรัชญาชีวิตเกือบทั้งหมดของคนอินเดียเลย… ขอบอก) อีกทั้งคนไทยไม่ชอบการซื้อของที่ต่อรองแล้วมีเสียงบ่นตามหลัง พวกเราพร้อมใจกันไม่ซื้อของในห้างแบบนั้น แต่เราอยากเดินไปที่อื่นๆ แต่ไม่รู้จักหนทาง จึงไม่สามารถเดินไปได้ อีกอย่างถนนรถรามากมาย เราไม่มีวิธีหลบหลีกที่ปลอดภัย และที่สำคัญนะ เราทนคนอินเดียมารุมล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อขายของไม่ไหว

เนื่องจากแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู เราจึงอดตื่นตาไม่ได้กับภาพเช้าวันนั้น ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่เหนือผิวน้ำ มีกระแสหมอกหนาตา ไอหมอกเกลี่ยกระจายเต็มแม่ย้ำ เราอยู่ในซีกสวรรค์ ความกว้างของแม่น้ำ ทำให้เรามองไม่เห็นฝั่งนรก

นอกจากเสียงพายจ๋อมแจ๋มด้วยฝีพายที่มีความชำนาญ เรากลับจมอยู่ในห้วงสงบ ความลึกและใสแม่น้ำคงคา ตรึงความรู้สึกเคารพได้อย่างน่าประหลาด รู้สึกขึ้นมาในทันทีว่า นี่คือแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ และการเห็นผู้คนจากทุกทิศมาลอยเรือ เพื่อลอยเคราะห์กรรมทิ้งลงน้ำ คือเหตุผลที่ทำให้เราไม่กล้ามองผ่านความเชื่อนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจ

ตึกแถวริมฝั่งแม่คงคา ที่เห็นหนาแน่นนั้นเป็นคอนโดมิเนียมคนชรา หรือคนป่วยมาเช่าไว้เพื่อรอความตาย โดยมีความเชื่อว่า ถ้าเผาศพที่นี่และลอยอังคารลงแม่น้ำคงคาก็จะได้ขึ้นสวรรค์ พวกไกด์มักเรียกว่า ‘มรณะโฮเต็ล’

มีเรือให้เช่าเพื่อล่องเรือลงแม่น้ำคงคา ราคาเช่าเรือลำละสองสามร้อยรูปีหรือเท่าไรก็ไม่แน่ใจ เพราะมีคนช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ แต่ดูเหมือน คนไทยเราอยู่ในเรือเพื่อรอเวลาลอยกระทงดอกไม้มากกว่าเพื่อสวดมนต์อย่างที่หลวงพ่อหลายรูปตั้งอกตั้งใจทำ ซึ่งหลายคนได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อว่า ให้อธิษฐานลอยเคราะห์ ลอยทุกข์ไปให้หมด ถ้าให้แน่ใจ ก็ให้ถอนผมสักสองสามเส้นใส่ลงไปด้วย

คงเป็นภาพที่แปลกสักหน่อยจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หากมองจากฝั่งหรือท่าน้ำ มายังเรือของคนไทยคณะนี้ ซึ่งมีอยู่สี่ลำด้วยกัน และอาจเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจสำหรับชาวฮินดู ที่มองเห็นว่ามีพระสงฆ์ชาวพุทธนั่งเต็มลำอยู่หนึ่งลำ นอกนั้นเป็นฆราวาส พระท่านก็สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เราลอยอยู่ได้สักไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ถ่ายรูปท่าเรือที่มองจากในเรือแล้ว ได้เห็นชีวิตริมฝั่งคงคา งามเหมือนภาพเขียน ฉันนึกถึงเพลง ‘จุฬาตรีคูณ’ ขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

มีอยู่ท่าน้ำหนึ่ง เห็นผู้หญิงอาบน้ำอยู่ตามลำพัง เหมือนว่าท่านี้เป็นท่าสำหรับผู้หญิง หญิงคนหนึ่งกำลังจะอาบน้ำเสร็จ เธอหันหลังให้แม่น้ำ กำลังเอื้อมมือพันส่าหรีคลี่ออกห่มตัว ท่อนล่างของเธอยังอยู่ในน้ำ ภาพนี้แสนจะอีโรติก ฉันคิดว่าเป็น ‘ชอตออฟเดอะเดย์’ แต่ผู้ชายในเรือไม่ทันหันมาเห็น

ชาวฮินดูมากมายถือหม้อทองมายังท่าน้ำ พวกเขากำลังได้เวลามาอาบน้ำ ใครมาก่อนก็ลงอาบก่อนแต่ทุกคนก็ยกมือไหว้ดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาจากปลายขอบฟากฟ้าที่ไกลแสนไกล ดูเหมือนเขาทำในสิ่งคล้ายๆ กัน คือ สวด โอม…สุริยเทพ…แล้วหมุนรอบตัว 3 ครั้งก่อนที่จะเอามือข้างขวาปิดรูจมูกแล้วย่อตัวดำน้ำมิดหัวแล้วยืนขึ้น พวกเขายืนในน้ำลึกประมาณระหว่างอกของแต่ละคน

บางท่าน้ำ มีพวกโยคี หรือฤๅษี มาอาบน้ำเหมือนกัน ตนหนึ่งกำลังคลี่มวยผมออกแล้วให้ฤๅษีอีกตนช่วยลากปลายผมดึงยาวขนานน้ำไปประมาณ 4 เมตร แล้วเขาก้มลงเกือบจูบน้ำ เพื่อให้เพื่อนตีเส้นผมกับน้ำนั้น

ขณะเรือล่องเข้าใกล้ท่า ฉันทันเห็นศพลอยน้ำ คว่ำหน้าอยู่ระหว่างเรือสองลำที่จอดอยู่กับท่า นึกถึงคำพระท่านที่บอกว่า มีศพคนกี่ประเภทที่ได้รับอนุญาตให้ลอยคงคาได้ ฉันสาบานว่าฉันได้เห็นผู้หญิงเพราะเป็นส่าหรีสีส้มๆ แต่ท้องใหญ่มาก น่าจะเสียชีวิตแบบตายทั้งกลม แกล้งตะโกนถามคนที่ยืนอยู่บนท่า ว่า “เฮ้ พ่อหนุ่ม นั่นอะไรจ๊ะ” เขาตอบมาว่า “ก็ศพไง” โดยไม่แสดงท่าทางแปลกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างไร

ในเวลานั้น ฉันเกือบช็อก พยายามนึกถึงที่พระท่านว่า ใครไปลงคงคาได้เห็นศพ ลอยน้ำมาถือว่าโชคดี ก็ทำใจอยู่นานสองนานแล้วหันไปเห็นสาวผิวคล้ำคนหนึ่งซักผ้าอยู่ เธอถือส่าหรีจุ่มน้ำแล้วยกฟาดกับก้อนหินใหญ่ๆ วิธีนี้ทำให้นึกถึงที่ท่านคมสรณ์เล่าเรื่องการแปรงฟันของคนอินเดีย ที่ส่วนใหญ่ยัง primitive เช่นหักกิ่งไม้ กิ่งสะเดาเป็นแท่งๆ เหมือนแท่งดินสอแล้วทุบหรือเคี้ยวให้ปลายเหมือนพู่กันจีนแล้วใช้แปรงฟัน เหมือนตอนฉันเป็นเด็ก เติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ในป่า แต่ไม่ไกลริมทะเล ก่อนที่ญาติๆ จะมีเงินซื้อแปรงสีฟันใช้ นั้นฉันเคยเห็นบรรดาน้าๆ ทั้งหลาย ใช้ก้านต้นข่อยมาใช้แทนแปรงสีฟัน

ภาพชีวิตที่เห็นได้จากริมฝั่งคงคาจะเป็นประสบการณ์อัศจรรย์ ที่ไม่มีที่ไหนในโลก และฉันเชื่อว่ามันจะตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนต่างชาติไปอีกนาน

ส่วนตัวฉันเอง อาจเพราะอินเดียสร้างแรงบันดาลใจให้จากภาพชีวิตของผู้คนที่ยากจนกว่าเราเยอะ และอาจเพราะฉันได้เห็นที่สุดของชีวิตที่ยังยืนหยัดเพราะแรงศรัทธาในเทพเจ้าของพวกเขา ที่ทำให้ฉันรู้สึกหลงรักความเป็นตัวตนของชาตินี้ แม้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสมาแล้วทุกทวีป กว่า 40 เมือง ใน 32 ประเทศ แต่ฉันกล้าพูดว่าฉันหลงรักประเทศอินเดีย ชอบสรีระของดินแดนนี้ ทึ่งในประวัติศาสตร์ อัศจรรย์ใจกับศิลปวัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมที่อวดตัวเองในอีกหลายแห่งที่ฉันอยากหาโอกาสไปเที่ยวอีกหลายๆ เมือง

แต่ฉันไม่อาจทำใจให้ยอมรับว่าจะทนทุกๆ สิ่งที่เป็น Indian Way ได้

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .