ความงามของสังคม Manual : กรุงเดลี ประเทศอินเดีย

ทุกครั้งที่กำลังโลดแล่นอยู่บนท้องถนนในกรุงเดลี พลันให้นึกไปถึงภาพยนตร์เรื่อง “Delhi 6” ซึ่งออกฉายเมื่อสาม-สี่ปีก่อนในอินเดีย

สะท้อนภาพอินเดียยุคเก่ากับอินเดียยุคใหม่ผ่านมุมมองของหนุ่มอินเดียรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในอเมริกาเมื่อต้องกลับมาเยี่ยมย่าที่กำลังป่วยอยู่ในเมืองเดลี กลายเป็นภาพสะท้อนระหว่าง “ความฝันของอินเดียยุคใหม่” กับ “คุณค่าของอินเดียยุคเก่า”

ฉากหนึ่ง…บนถนนที่มียวดยานวิ่งกันขวักไขว่ในกรุงเดลี อยู่ๆ รถทุกคันก็หยุดนิ่งราวกับนัดหมาย เมื่อเห็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะคือ “พระโค” เดินนวยนาดอยู่บนท้องถนน ในเวลาที่รีบเร่งรีบร้อนเพื่อพาคุณย่าซึ่งกำลังหมดสติไปพบแพทย์ หลานชายจึงอยู่ในอาการหงุดหงิด โมโห ขณะที่คุณย่าเหลือบไปเห็นพระโคซึ่งกำลังถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชนเพื่อทำความเคารพ กลับพกพากำลังใจและศรัทธา รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ลงไปทำความเคารพพระโคศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่หลานชายเองเมื่อเห็นก็ต้องประหลาดใจ

ปัจจุบันถ้าคุณมาเยือนเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย ภาพวัวบนถนนอาจเห็นน้อยลงกว่าเมื่อก่อน เพราะวัวถูกห้ามไม่ให้เดินบนถนนเพื่อเปิดทางให้รถยนต์ เช่นเดียวกับ ริกชอร์ หรือ รถลาก ที่ใช้แรงคน รัฐบาลของเมืองใหญ่ๆ อย่าง เดลีและโกลกัตตา พยายามจัดระเบียบให้รถลากวิ่งได้เฉพาะในซอยเล็กๆ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ศิวิไลซ์

วันนี้…ถึงแม้ท้องถนนในชนบทของอินเดียยังเปิดทางให้ วัว ม้า อูฐ ลา จักรยาน และคนเดินเท้าอยู่ก็ตาม แต่ซูเปอร์ไฮเวย์สายใหม่ที่เชื่อมเมืองหลักสี่เมืองของอินเดียเข้าด้วยกันคือ เดลี โกลกัตตา มุมไบ และเชนไน อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชนบทของอินเดียไปตลอดกาล เมื่อมันซอกแซกเข้าไปถึงหมู่บ้านชนบทและนำความฝันติดเทอร์โบมาด้วย

แต่สำหรับผู้มาเยือนอินเดียอาจรู้สึกสะดวกสบายกับการสัญจรบนถนนหนทางในอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะตามเมืองท่องเที่ยวหลักๆ เมื่อมีการก่อสร้างทางหลวง “สี่เหลี่ยมทองคำ” พุ่งทะยานเหนือแม่น้ำคงคา เชื่อมเมืองศรีนคร แคว้นแคชเมียร์สู่เมืองกันยากุมารี รัฐทมิฬนาฑูทางภาคใต้ นอกเหนือจากการโดยสารรถไฟที่คุ้นเคย

อินเดีย ยังมหัศจรรย์ไม่หยุด เมื่อมีการเติบโตของเทคโนโลยีสารสนเทศ จนได้ชื่อว่าเป็น SiliconValley ของเอเชีย ผลิตหนุ่ม-สาวอินเดียป้อนตลาดคอมพิวเตอร์อย่างคึกคัก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่ฉันเห็นยังกินอาหารจากจานใบไม้แห้ง เปิบอาหารด้วยมือ ระบบการผลิตส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับแรงงานคน ในสลัมมุมไบ ชาย-หญิงเกือบ 5,000 คน เลี้ยงชีพจากธุรกิจซักผ้า รีดผ้าด้วยมือ หรือแม้กระทั่ง ขุด เจาะ แบกหามด้วยมือ แขนและลำแข้ง

บนทางหลวงจากเมืองอัคราสู่เมืองชัยปุระ ไม่ได้มีเฉพาะทัชมาฮาลและปราสาทราชวัง ข้างๆ ทางจะเห็นผู้หญิงในชนบทของอินเดีย คนส่วนใหญ่ในจำนวนพันสองร้อยล้านคน อาศัยเชื้อเพลิงจากมูลวัวเพื่อการหุงต้มอาหารให้คนในครอบครัว กระดกน้ำจากคันโยกใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนยังใช้แรงกาย“ย่ำเท้า”เพื่อการแสวงบุญไปสู่เทวาลัยศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาสำคัญๆ

อินเดีย จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างเหนียวแน่นของความเป็นสังคม Manual สังคมที่มือ-เท้าของผู้คนมีความศักดิ์สิทธิ์ วัวศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนที่เดินทางมาเยือนอินเดียบางคนอาจเห็นย้อนแย้ง ถึงความไม่ศิวิไลซ์ทางกายภาพที่มาพร้อมๆ กับความไม่สะดวกสบาย

ครั้งหนึ่ง…คานธี “บิดาของอินเดีย” เคยกล่าวไว้ว่า “ข้อกล่าวหาว่าอินเดียไม่ศิวิไลซ์ ไร้การศึกษาและเฉื่อยชานั้นเป็นข้อกล่าวหาที่ตรงกันข้ามกับความแข็งแกร่งของเราอย่างสิ้นเชิง เราไม่กล้าเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ผ่านการทดสอบและพิสูจน์ด้วยประสบการณ์แล้วว่าเป็นสิ่งจริง….นี่คือความงดงามและเป็นสิ่งยึดโยงความหวังของเรา”

สำหรับชนชั้นกลางของอินเดีย… คำพูดของ คานธี ยังมีพลังอยู่หรือไม่? ในเมื่อ “ความฝันของอินเดียยุคใหม่” อาจสวนทางกับ “คุณค่าของอินเดียยุคเก่า”

อย่าลืมว่าอินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก พร้อมๆ กับเป็นประเทศอุตสาหกรรมซึ่งกำลังทะยานไปสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ บนท้องถนนในเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียนอกจากจะเห็นรถยนต์สัญชาติอินเดียเต็มไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ยังมีพาหนะเหล็กสัญชาติญี่ปุ่นวิ่งว่อนอยู่ทั่วบนท้องถนนเพียงชั่วระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เมื่อนับจากครั้งแรกที่ฉันไปเยือนอินเดีย ฉะนั้น “วัวศักดิ์สิทธิ์” อาจไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เมื่อต้องเปิดทางให้รถยนต์

แผ่นดินที่รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรม จิตวิญญาณ และภูมิปัญญาอันเก่าแก่ รวมทั้งยังเป็นต้นธารของศาสนาหลากหลาย ก็ไม่อาจต้านทานสิ่งเร้าจากคำว่า “พัฒนา” ที่มี อิฐและปูน เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบ ซูเปอร์ไฮเวย์และรถยนต์จึงกลายเป็นสายสัมพันธ์ใหม่ที่มีต่อผู้คน

วันทนา ศิวะ นักฟิสิกส์ชั้นนำ นักคิด นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในอินเดีย เคยเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “การนิยามอินเดียขึ้นมาใหม่คือการลืมภารตะในประวัติศาสตร์อินเดีย เราถือว่าภูเขาและแม่น้ำเป็น “เส้นลายมือ” เป็นผู้ให้และผู้กำหนดชะตากรรมของเรา สายสัมพันธ์นี้ทำให้ศรีนครเชื่อมโยงถึงกันยากุมารีจนกลายเป็นอู่อารยธรรมขึ้นมา”

ฉะนั้น การแทนที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยทางหลวงสู่อนาคต การเปิดทางให้รถยนต์แทนรถลากที่ใช้มือ-เท้าศักดิ์สิทธิ์จากแรงกาย ซึ่งเป็นมิตรกับความยากจน รถยนต์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่า “พระโค” อาจถึงขั้นทำลายความงามที่อยู่วิถีชีวิตของคนอินเดีย

เพราะวัวมิได้มีไว้เพียงเพื่อกราบไหว้บูชา แต่นำของขวัญมาให้ในรูปแบบของแรงลาก เชื้อเพลิง น้ำนม เนย โยเกิร์ต แม้แต่ปัสสาวะก็เป็นสารกำจัดแมลง ดังนั้นคนอินเดียโบราณจึงต้องปรับกิจกรรมของตนเองเพื่อคุ้มครองและปกป้องสิ่งศักดิ์เหล่านี้

หากคุณไปเยือนอินเดีย… ภาพความเหนียวแน่นของสังคม Manual ที่ถูกมองว่าไม่ศิวิไลซ์ อาจเป็นภาพสะท้อนของความหวังที่เหลืออยู่…เมื่อผู้คนยังให้ความสำคัญกับมือ-เท้าศักดิ์สิทธิ์ของตน

ขณะที่รถแล่นผ่านไปบนท้องถนนในอินเดีย อยู่ๆ ก็มีชายชราคนหนึ่งกำลังยืนรอไฟแดงอยู่อย่างหงุดหงิด พร้อมกับตะโกนว่า “ขับรถให้ช้าลงหน่อย อย่าวิ่งก้มหน้าก้มตาไล่ตามความก้าวหน้านักเลย” ชายชราคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่อาจเป็น “คานธี” ซึ่งดำรงอยู่ในจิตสำนึกของชาวอินเดีย

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .