เปรี๊ยะวิเฮียร์ มหามงกุฎแห่งพนมดงรัก

เปรี๊ยะวิเฮียร์ มหามงกุฎแห่งพนมดงรัก

เรื่อง : นิภาพร ทับหุ่น
ภาพ : ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น

ปราสาทพระวิหาร ตำนานไม่รู้จบ

หากเป็นไปได้ เราอยากจะเดินทางไปตามเส้นทางสายใหม่ ไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ไปแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งฝังตัวอยู่ตามซอกมุมโลก

แต่ถ้าหากเป็นไปได้อีกครั้ง ทางสายเก่าที่ยังมีเรื่องราวน่าพิสมัย ก็ชวนให้หวนกลับไปเยี่ยมเยือนได้แบบไม่น่าเบื่อ หลายคนจึงเลือกเดินทางกลับไปตามเส้นทางสายเก่า เพื่อย้อนหาเรื่องราวและแผ่นดินที่เคยฝากรอยเท้าไว้ อีกครั้ง

ฉันแหงนหน้าขึ้นมองนาคราช 7 เศียร ตรงบันไดศิลาหน้ามหาปราสาทขนาดใหญ่ ในใจนึกขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้ฉันได้กลับมายืนพินิจดูนาคที่แปลกประหลาดเหล่านี้อีกเป็นคำรบที่สอง

แสงสว่างจากพระอาทิตย์ยามเช้า ส่องให้เห็นรูปหน้าของนาคทั้ง 7 ชัดเจน ปากสั้นๆ หัวเกลี้ยงเกลา ไร้เคราและหงอน เป็นรูปนาคที่ผิดแผกจากที่ฉันเคยเห็นตามปราสาทขอมอื่นๆ นี้เองกระมังที่ทำให้คนทั่วไปเรียกนาคที่สถิตอยู่ตรงบันไดแห่งนี้ว่า นาคหัวลิง

ทอดยาวไปตามลานนาคราช สุดสายตาคือโคปุระชั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งสุดท้ายที่อาจจะมองไม่เห็น หรือเลือนรางอยู่ไกลลิบ นั่นคือ มหาปราสาทแห่งเขาพระวิหาร เทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชของศาสนาฮินดู

รอยอดีตแห่งมหาปราสาท

ต้องอาศัยดวงอยู่ไม่น้อยหากใครจะเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญอย่าง ปราสาทพระวิหาร ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณบ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เหตุเพราะการเปิด-ปิด เขาพระวิหารนั้นเป็นตำนานที่เล่าขานกันได้แบบไม่รู้จบ นับตั้งแต่ศาลโลกพิพากษาให้มรดกล้ำค่าชิ้นนี้ตกเป็นของกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2505

ว่ากันว่า ด้วยความงดงามวิจิตรบรรจงของปราสาทพระวิหาร หลายคนจึงเรียกขานว่าเป็น มหามงกุฎแห่งเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งหลังจากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาแล้ว ปี 2513 รัฐบาลกัมพูชาก็ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เข้าชมความงามของปราสาทพระวิหาร

เทวสถานแห่งนี้ต้องมัวหมองอยู่ในกองเพลิง แห่งสงครามทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของชาวกัมพูชา และถูกปิดยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ กระทั่งม่านหมอกแห่งไฟสงครามเจือจางไปในปี 2522 ชาวไทยรวมถึงชาวโลกทุกคน จึงได้มีโอกาสกลับมายลโฉมมหามงกุฎแห่งนี้อีกครั้ง ด้วยความพยายามที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กันของรัฐบาลไทยและกัมพูชา

ทว่า ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องราวกระทบกระทั่งจากเหตุการณ์ ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ อยู่บ่อยครั้ง ปราสาทพระวิหารจึงปิดๆ เปิดๆ ไม่มีฤกษ์ที่เป็นมงคลให้ทุกคนได้สบายใจสักที และการเปิดเขาพระวิหารครั้งนี้ ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะยั่งยืนยาวนานเพียงใด

ไออุ่นจากแสงแดดเปลี่ยนเป็นเปลวร้อนตามเรื่องราว ฉันสืบเท้าข้ามไปในเขตเทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวกัมพูชา เสียค่าธรรมเนียมคนละ 50 บาท แล้วจึงจะมีโอกาสได้เข้าชม

ตั้งต้นที่บันไดนาคหัวลิง

“วิธีการเดินขึ้นเขาพระวิหาร เขาว่าให้ขึ้นตรงกลาง ตามอย่างกษัตริย์ในอดีต ถ้าขึ้นด้านข้างจะเป็นพวกนางสนมและเสนาอำมาตย์ แล้วพอถึงบันไดให้เราคุกเข่าเอาหน้าผากจรดพื้นขึ้นไป 3 ขั้น เป็นการเคารพ จากนั้นก็เดินปกติได้” ใครคนหนึ่งแนะนำวิธีการเดินขึ้นตั้งแต่หน้าประตู

ฉันอาจจะหูเบา แต่เชื่อเขาไม่หมด เลยเลือกที่จะเดินขึ้นตรงกลาง แล้ววางเรื่องการคุกเข่าเอาหัวจรดพื้นไว้ด้านหลัง เพราะระหว่างขั้นบันไดทั้งสูงทั้งชัน ถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ มีหวังล้มตึงลงไปร้อง “แอ่ก” แน่ๆ ใครขายาวสามารถก็ทำไป แต่ขาสั้นๆ อย่างฉัน เดินขึ้นอย่างเดียวก็เสียวแข้งเขียวไปตลอดทางแล้ว

จริงๆ เขาพระวิหารนี้เป็นชื่อที่คนไทยเรียกกัน ถ้าออกเสียงให้ถูกตามอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต้องเรียกว่า เปรี๊ยะ วิเฮียร์ (Preah Vihear) ตามชื่อจังหวัดที่อยู่ด้านล่างฝั่งเขมรต่ำ และเมื่อยืนอยู่ด้านล่างนั้นก็จะมองเห็นปราสาทเหมือนวิหารสวรรค์ที่ลอยอยู่เหนือฟากฟ้า เป็นเทวาลัยที่งดงามราวกับเนรมิต

เดินตามบันไดที่มีความชันขึ้นไปทีละขั้น ฉันไม่ได้นับแต่รับรู้จากเจ้าหน้าที่ว่ามีมากถึง 162 ขั้น อากาศที่เย็นเยียบตอนนั้นเลยเปลี่ยนเป็นร้อน ระหว่างเดินขึ้น สหัสชัย วงค์คำลือ เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ก็เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟัง

“เขาพระวิหารสร้างขึ้นตามความเชื่อในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายที่เชื่อว่าพระศิวะเป็นเทพเคารพสูงสุดและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล สถิตอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ กษัตริย์ขอมโบราณจึงสร้างปราสาทพระวิหารขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางความเชื่อ”

เขาพระวิหารมีอีกหลายชื่อตามประวัติศาสตร์ บันทึกจารึกเก่าแก่เรียกที่นี่ว่า ภวาลัย แต่ภายหลังมีชื่ออื่นอีก คือ ศรีศิขรีศวร ซึ่งหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา มีศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของพระศิวะประดิษฐานอยู่

ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545-1593) ทรงสถาปนาให้เขาพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพเพื่อหลอมรวมคนพื้นเมืองทั้ง จาม ขอม ส่วย ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตอนนั้นเขาพระวิหารจึงเป็นทั้งศูนย์รวมความเชื่อ และศูนย์รวมแห่งพิธีกรรม มีการอุทิศถวายที่ดิน ข้าทาส วัตถุสิ่งของแต่ปราสาทเขาพระวิหาร

“เราจะเห็นว่าปราสาทพระวิหารแห่งนี้ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะแต่โบราณเชื่อกันว่ากษัตริย์ทุกองค์ที่ขึ้นครองราชย์จะต้องสร้างปราสาทต่อไปเรื่อยๆ หากไม่สร้างต่ออาณาจักรก็จะล่มสลาย” สหัสชัย เล่าพร้อมกับชี้ให้ดูโคปุระชั้นที่ 1 ที่ยังสร้างไม่เสร็จ

เศษซากปรักหักพังนั้นดูไม่ออกจริงๆ ว่ามีการก่อสร้างไปถึงระดับไหนแล้ว แต่รูปทรงของมันดูสวยงามน่าทึ่งมาก แม้จะไม่ใช่องค์ปราสาทที่เป็นองค์ประธานก็ตาม

ฉันพินิจมองตามช่องผนังโคปุระ หรือซุ้มประตูของอาคารรูปกากบาท ที่เป็นแบบเปิดโล่ง มีประติมากรรมรูปสิงห์หินทรายอยู่ตามซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ ตรงนี้มีจำหลักลวดลายเป็นรูปดอกกระจัง ดอกมณฑา ลายกลีบบัวซ้อน และลายประจำยามก้ามปูที่สวยงามมาก

นักท่องเที่ยวหลายคนตะลึงกับความสามารถในการขนหินก้อนมหึมาของคนโบราณ ถึงกับพนันขันต่อกันว่า ใครยกหินก้อนเล็กๆ ที่กลิ้งอยู่หน้าโคปุระนั้นได้จะให้รางวัล

มีคนพยายามยกอยู่ 2-3 ราย แต่สุดท้ายรางวัลก็ตกเป็นของเทพบนสรวงสวรรค์ เพราะไม่มีใครมีกำลังมากพอ

“สมัยก่อนเขาคงจะใช้วิธีการลากเลื่อน เราพบแหล่งตัดหินอยู่ด้านล่าง บริเวณมออีแดง มีร่องรอยการตัดหินอยู่ วิธีการก็คือเขาจะสกัดหินจากด้านข้างให้เป็นร่องลึก จากนั้นก็กะเทาะให้หลุดแล้วเจาะรูลากเลื่อนขึ้นไป ถ้าเป็นหินขนาดใหญ่นะ แต่ถ้าเป็นหินก้อนเล็กๆ ก็แบกขึ้นไปเอง ซึ่งไม่ใช่เบาๆ เหมือนกัน”

เดินเรื่อยมาตามถนนเชื่อมระหว่างโคปุระชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นถนนกว้างมี เสานางเรียง หรือ เสาเทียน ตั้งเป็นแถวไปตลอดสองข้างทาง ที่ยอดเสาเป็นรูปดอกบัวตูม เจ้าหน้าที่ว่ามีข้างละ 70 ต้น แต่ดูๆ แล้วหายไปหลายต้นเหมือนกัน

ก่อนถึงโคปุระชั้นที่ 2 ด้านซ้ายมือจะเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่า สระสรง ในนั้นมีน้ำฝนขังอยู่มากพอประมาณ

โคปุระชั้นที่ 2 เป็นอาคารจตุรมุขแบบเดียวกับชั้นแรก แต่ขนาดจะใหญ่กว่า และมีผนังกั้นเป็นห้องทึบ เป็นที่ทำสมาธิบูชาพระผู้เป็นเจ้าก่อนเข้าถึงองค์ภวาลัย ความโดดเด่นของโคปุระชั้นนี้ สหัสชัย บอกว่า อยู่ที่หน้าบันและทับหลัง

“หน้าบันและทับหลังจะจำหลักลวดลายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูไว้ ทิศเหนือหน้าบันเป็นรูปพระศิวะนั่งชันเข่า ส่วนทับหลังเป็นรูปหน้ากาล ที่เสากรอบประตูเป็นลวดลายกระจังและฤๅษีนั่งพนมมือ ทางตะวันออกและตะวันตกจำหลักรูปเทพนั่งชันเข่าคล้ายกัน แต่ถ้าผ่านเข้าไปด้านในจะมีทับหลังรูปพระกฤษณะกำลังปลิดชีวิตนาคกาลิยะ ส่วนทางทิศใต้จำหลักรูปนารายณ์สิบปางตอนกูรมาวตารกำลังกวนเกษียรสมุทร”

เรื่องราวของการกวนเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนม ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือ (จำชื่อไม่ได้) แต่พอจำเค้าเรื่องรางๆ ได้ว่า เทวดาและยักษ์ตกลงใจที่จะกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้ของวิเศษ แล้วก็ได้ของวิเศษออกมาจริงๆ ตอนนั้นอดนอนเพื่ออ่านตำนานพวกนี้เป็นอาทิตย์ๆ เพราะเรื่องราวสนุกมาก แต่เวลาก็พัดพาความเลอะเลือนมาเยือน จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนกระทั่งได้มาเห็นของจริงอีกครั้ง ความทรงจำก็เลยฟื้นคืนมาบางส่วน ผนวกกับเสียงเล่าของเจ้าที่อีก ทำให้การมาเยือนเขาพระวิหารครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเลย

สิ่งมหัศจรรย์บนผาเป้ยตาดี

“พี่ๆ ซื้อโปสการ์ดมั้ย ใบละ 10 บาท” เสียงเด็กชายวัยประถมคนหนึ่งดังขึ้น

“เดี๋ยวลงมาซื้อแล้วกัน” ช่างภาพของฉันบอกไป แค่คำเดียวก็เป็นเรื่องเลย เด็กชายตามติดเราไปทุกหนทุกแห่ง

“พี่ๆ ตรงนี้เป็นห้องสมุด” เขาชี้ไปที่ห้องทึบๆ ห้องหนึ่งบริเวณพระมหามณเฑียร ใกล้โคปุระชั้นที่ 3

“ตรงนั้นมีหน้าบัน ทางโน้นก็มี มีทุกทางแหละ แต่พี่เดินไปทางนี้นะจะไปชั้นที่ 4 สวยมาก ไปกันเถอะ” เขาออกแนวพูดเอง เออเอง แล้วก็ชักชวนให้รีบเดิน เผอิญว่าบ้าจี้ไม่พอ ฉันเลยขอหลบไปชมสถาปัตยกรรมชั้นนี้คนเดียว

พระมหามณเฑียร ในอดีตเป็นที่ประทับของกษัตริย์ระหว่างเสด็จมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ผังอาคารเป็นรูปกากบาทมี 5 ห้อง ฉันโฉบเดินไปตามช่องหน้าต่าง ลมเย็นพัดเข้ามาปะทะใบหน้า บรรเทาให้ความร้อนได้ผ่อนคลาย

เดินถึงโคปุระชั้นสุดท้าย ตรงนี้เรียกว่า มหาปราสาท เป็นกลุ่มปราสาทที่มีทั้ง โคปุระ ระเบียงคด บรรณาลัย และภวาลัย ซึ่งเป็นปรางค์ประธานที่ประดิษฐานเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ ฉันเดินไปตามทางเชื่อมต่อของระเบียงรูปสี่เหลี่ยม ด้านข้างมีทางออกไปสู่ผาบริเวณ เป้ยตาดี

เด็กกะล่อนคนเก่ายังยืนอยู่เคียงข้าง เขาพยายามทั้งผลักทั้งดันให้เราเดินถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

“พี่ๆ ไปดูเป้ยตาดีกัน ตรงนั้นเห็นบ้านผมด้วยนะ” ทีนี้ออกแรงดึงมือราวกับสนิทสนมกันมาก่อน แต่ฉันเบื่อที่จะห้ามปรามจึงเดินตามไปอย่างว่าง่าย

ตรงนั้นเป็นหน้าผาสูงชัน อาจจะเรียกว่าสูงที่สุดในบริเวณนั้นก็ได้ มองไปด้านล่างเป็นป่าไม้สลับกับท้องไร่ที่ดูไม่สมบูรณ์นัก มีหมู่บ้านขนาดใหญ่มองเห็นอยู่ลิบๆ เด็กน้อยชี้ไปแล้วว่า “นั่นไงบ้านผม”

เด็กชายเรียนอยู่ชั้นประถม 6 ของโรงเรียนในหมู่บ้าน เขาว่าจะขึ้นมาที่นี่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อขายโปสการ์ดให้กับนักท่องเที่ยว แต่หลักใหญ่ใจความคือเขาอยากคุยกับนักท่องเที่ยวมากกว่า

“ถ้าเรียนต่อ ม.1 ต้องไปเรียนที่พนมเปญ เดินทาง 2 วันได้นะพี่” เขาบอกเสียงเศร้า เหมือนกับอยากเรียนต่อ แต่ก็ท้อระยะทางและสถานภาพทางการเงินไม่ดี

“บางทีผมขายโปสการ์ดอยู่ที่นี่จะดีกว่าไปโรงเรียน”

เพราะหมู่บ้านของเขาประกอบอาชีพอะไรไม่ค่อยได้ ละแวกนั้นเพิ่งมีคนเหยียบกับระเบิดตายไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้ชาวบ้านเข็ดขยาดที่จะบุกร้างถางพง การเดินทางขึ้นมาทำอาชีพบนเขาพระวิหารจึงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

“ถ่ายรูปตรงเป้ยตาดีมั้ยพี่ เมื่อก่อนธงพี่ก็อยู่ตรงนี้” เด็กน้อยบอก พร้อมกับชี้ไปที่เนินธงที่ว่างเปล่า

ตั้งแต่ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ธงชาติไทยที่ประดับไว้เหนือเป้ยตาดี หน้าผาที่สูงที่สุดบริเวณนี้ ก็เป็นอันต้องยักย้ายไปปักใหม่ ณ บริเวณผามออีแดง

“เดินดีๆ นะ ระวังตก ตกลงไปไม่เจ็บหรอกพี่ เพราะจะตายซะก่อน” เด็กน้อยหัวเราะชอบใจ มิพักจะคะยั้นคะยอให้ซื้อของ

พลัดกับเจ้าหน้าที่นำชมไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เห็นอีกทีก็ตอนที่เขายืนยิ้มรออยู่ที่บันไดชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินลงจากบันได ฉันหันกลับมองที่หน้ามหาปราสาทนั้นอีกครั้ง แสงสว่างส่องกระทบด้านหลังทำให้เห็นเป็นเงาทะมึน แลดูศักดิ์สิทธิ์มากกว่าน่าสะพรึงกลัว

เด็กชายชาวเขมรหายไปในเงามืดหลังปราสาท ฉันหันหลังกลับและยิ้มให้กับตัวเอง ในใจนึกขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ฉันได้กลับมายืนอยู่ ณ ปราสาทพระวิหารแห่งนี้ อีกครั้ง

………………….

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 แถวสระบุรี เข้าเส้นทางโชคชัย-เดชอุดม ผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 220 ผ่านเมืองศรีสะเกษ เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 221 ตรงไปเขาพระวิหาร รวมระยะทางประมาณ 651 กิโลเมตร

รถประจำทางมีทั้งแบบธรรมดาและปรับอากาศ ออกจากหมอชิตทุกวัน สอบถามที่ 0-2936-2852-66 หรือจะไปรถไฟก็สะดวก โทร. 0-2223-7010 หรือ 1690 ส่วนทางเครื่องบินมีไปลงที่อุบลราชธานี จากนั้นต่อรถมาที่ศรีสะเกษ ถึงเขาพระวิหาร ประมาณ 100 กิโลเมตร

ปราสาทพระวิหารเปิดให้เข้าชมเวลา 8.00-15.00 น. นักท่องเที่ยวต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม 2 ครั้ง ที่ด่าน อช.เขาพระวิหาร (ฝั่งไทย) คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท และที่ปราสาทเขาพระวิหาร (ฝั่งเขมร) คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท

ที่พัก

บนอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารมีบ้านพัก 2 จุด คือ บริเวณที่ทำการอุทยาน และบ้านพักบริเวณศูนย์บริการท่องเที่ยวมออีแดง นอกจากนี้ยังมีลานกางเต็นท์ที่สามารถนอนชมดาวได้อีกด้วย สอบถามโทร. 0-4581-6071, 0-4581-6000 หากจะพักที่อำเภอกันทรลักษ์แนะที่ กันทรลักษ์พาเลซ โทร. 0-4563-5157 ในตัวเมืองศรีสะเกษ มีโรงแรมพรหมพิมาน โทร. 0-4561-2677, เกษสิริ โทร. 0-4561-4006-8 หรือสอบถามข้อมูลที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 โทร. 0-4524-3770, 0-4525-0714

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .