สายน้ำแห่งชีวิต โตนเลสาบ

: เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : ชากร โสภาพร และเพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องบอกว่า นครวัด นครธม คือ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อยู่ในใจคนทั้งโลก ฉันยังจำได้ว่า ครั้งแรกที่ได้เห็นนครวัด รู้สึกตะลึงกับการสร้างปราสาทและภาพแกะสลักลวดลายบนหิน เรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของขอมโบราณ ดูแล้วน่าทึ่งมาก

น่าเสียดายว่า การท่องเที่ยวครั้งแรก ไม่มีเวลาละเลียดค่อยๆ เพ่งพินิจภาพแกะสลักบนหินก้อนโตที่ตั้งเรียงรายเป็นปราสาท

โอกาสเหมาะอีกครั้งได้เปลี่ยนบรรยากาศมาท่องเที่ยวทางรถยนต์กับฟอร์จูนเนอร์คาราวาน เปิดประตูสู่อินโดจีน ครั้งที่ 10 โดยบริษัทโตโยต้า มอตอร์ ประเทศไทย จำกัด และรายการ Auto Jam เพื่อท่องเที่ยวเส้นทางประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา และเวียดนาม

ที่บอกว่าเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะไม่เคยท่องเที่ยวกับคาราวานใหญ่ขนาดนี้ ได้เห็นการท่องเที่ยวที่มากันทั้งครอบครัว ดูอบอุ่นน่ารักดี นี่คือกลุ่มคนที่รักการขับรถยนต์ท่องเที่ยว และไม่ชอบการนั่งเครื่องบิน ซึ่งมีคนเที่ยวในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางกว่า 80 คน

1.

คราวนี้คนที่หลงใหลเรื่องราวประวัติศาสตร์อย่างฉัน ได้ร่วมลุ้นกับการขับรถในเขมรและเวียดนาม ก็มีเสน่ห์อีกแบบ ได้เห็นวิถีชีวิตตลอดเส้นทาง และภูมิประเทศที่แตกต่าง ซึ่งคาราวานการเดินทางแบบนี้ต้องมีรถนำทางระดับมืออาชีพ

เส้นทางประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวทางรถยนต์ เริ่มกันตั้งแต่ด่านปอยเปต คราวนี้ได้สังเกตการณ์เห็นนักพนันในบ่อนกาสิโนตามชายแดนกัมพูชา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนไทยจะหลงใหลการพนันมากมายขนาดนี้

พวกเราเดินทางไปเมืองเสียมเรียบบนเส้นทางหมายเลข 5 และหมายเลข 6 ผ่านเมืองศรีโสภณเข้าสู่เมืองเสียมเรียบ บางช่วงจะเป็นทางลูกรังขรุขระและคลุกฝุ่น

ฝุ่นเป็นเหตุให้รถในกองคาราวานคันหนึ่งชนกับรถคนในท้องถิ่น อาศัยว่ารถได้ทำประกันรถยนต์ก่อนเข้าเขมร ปัญหาก็เลยเบาบางลง แต่นี่คือบทเรียนที่บอกโชเฟอร์ทั้งหลายว่า การขับรถในต่างแดนต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

เมื่อรถแล่นมาถึงเสียมเรียบ จุดแรกของการท่องเที่ยวคือ โตนเลสาบ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเขมร ละแวกนั้นมีครอบครัวประมงเล็กๆ อาศัยอยู่ตามเพิงเล็กๆ และแพกลางทะเลสาบมากมาย รวมๆ แล้วกว่า 8,000 ครอบครัว ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และดูเหมือนครอบครัวประมงจะไม่ได้รับการดูแลจากทางรัฐ หลายคนคาดเดาว่าครอบครัวประมงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคุมกำเนิด เพราะมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากในละแวกนั้น

ถ้าจะรู้จักโตนเลสาบ ก็ต้องนั่งเรือออกไปกลางทะเลสาบ เรือหลายสิบลำพานักท่องเที่ยวแล่นโฉบเฉี่ยวไปมา โดยมีจุดหมายปลายทางแวะแพขนาดใหญ่ เพื่อชมทิวทัศน์ทะเลสาบตอนพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเวลานั้นเราแวบไปเห็นสี่ชีวิตแม่ลูกบนเรือลำเล็ก แม่กำลังพายเรือ ขณะที่ลูกยื่นกล้วยตามตื๊อขายให้นักท่องเที่ยว เพราะสภาพชีวิตที่แร้นแค้น จึงต้องแย่งกันทำมาหากิน

ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้มีปลาชุกชุมกว่า 300 ชนิด ทำให้เสียมเรียบเป็นแหล่งผลิตปลาส่งออกต่างประเทศของประเทศเลยทีเดียว และปลาที่นี่ ขึ้นชื่อว่ารสชาติอร่อยมาก

นอกจากปลาตากแห้งที่ขึ้นชื่อในเสียบเรียบแล้ว น้ำตาลโตนดริมทางก็ดูมีเสน่ห์ชวนให้แวะ ที่นี่มีต้นตาลจำนวนมาก เพราะตาลเป็นต้นไม้สูงชลูดประจำชาติกัมพูชา มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นตาลกลางทุ่ง ที่นี่ส่งเสริมให้คนเขมรปลูกต้นตาล แม้กระทั่งในละแวกบ้านก็ยังมีต้นตาล

ดังนั้นการทำน้ำตาลแว่นริมทางหน้าบ้านของคนในชุมชน เป็นธุรกิจพอเพียงที่ดูน่ารัก และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่การโชว์สินค้าชุมชน

ปราสาทอลังการที่คนทั้งโลกต้องมาท่องเที่ยว และได้รับการบอกเล่าว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทำให้ฉันนึกเล่นๆ ว่า ถ้ากัมพูชาไม่มีปราสาทยิ่งใหญ่อย่างนครวัด นครธม บ้านเมืองคงอับเฉาน่าดู

ก่อนจะเข้าชมปราสาทในเสียมเรียบ ก็ต้องปฏิบัติตามกติกาใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องลงไปถ่ายรูปติดบัตรเข้าชม เพราะที่ผ่านมามีคนเกาหลีกลุ่มหนึ่งโกงค่าบัตรเข้าชม นำบัตรมาเวียนให้เพื่อนเข้าชมโดยไม่ต้องเสียค่าบัตร ทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาเห็นว่าทำแบบนี้ไม่น่ารัก ก็เลยใช้มาตรการให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตร ถ่ายรูปติดไว้ในบัตร

ปราสาทยิ่งใหญ่ที่ขอมโบราณสร้างไว้ให้ดินแดนแถบนี้ มีลักษณะแบบศาสนสถาน มีคูน้ำล้อมรอบและมีการแกะสลักหินให้มีลวดลายเล่าวิถีชีวิตดั้งเดิมตามคติความเชื่อฮินดูในการสร้างเทวสถาน ซึ่งกษัตริย์เชื่อว่าหลังจากสวรรคตแล้วจะได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพเจ้า และวิญญาณก็จะประทับอยู่ในเทวสถานหรือปราสาท

ปราสาทของขอมโบราณแม้จะผ่านมาหลายพันปี ก็ยังมีความลี้ลับให้ตั้งคำถามทุกครั้งที่ยืนมองหน้าปราสาท และคำถามแรกๆ ที่หลายคนมักพูดออกมาก็คือ พวกเขาสร้างปราสาทขนาดใหญ่และวางหินก้อนโตๆ สร้างเป็นกำแพง พร้อมแกะสลักเรื่องราวบนเนื้อหินหลายพันก้อนได้อย่างไร

ความเชื่อและศรัทธาทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ แต่จะเสียเลือดเนื้อมากน้อยเพียงใดก็ยากจะคาดเดา แต่ที่แน่ๆ คือคนในยุคนี้แทบจะไม่มีศรัทธาเพื่อสร้างสิ่งใดไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลัง

สำหรับคนที่ยังไม่เคยเดินทางมาที่นี่ ขอบอกว่า ถ้าได้มาเที่ยวนครวัดนครธมสักครั้งในชีวิต ก็จะรู้สึกดีๆ ที่ได้ชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทหิน ถ้าจะชมปราสาทให้ครบทุกแห่ง คงต้องใช้เวลาสักสามวัน ส่วนฉบับย่นย่อของการท่องเที่ยวแบบคาราวาน ขอเน้นปราสาทสำคัญๆ แค่หนึ่งวัน

ปราสาทบันทายศรี แม้จะเป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่เรื่องลวดลายความงามบนหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียดดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา จึงเป็นจุดหนึ่งที่คาวาวานไม่พลาด ที่นี่เป็นปราสาทอายุเกือบหนึ่งพันปี ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อนเปรี้ยง แต่ก็ยังมีหลายร้อยชีวิตยืนชมความงามของปราสาทด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม

ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มทัวร์จะมีไกด์นำชมและอธิบายลวดลายบนซุ้มประตู อย่างหน้าบันปราสาทบันทายศรี โคปุระเป็นภาพสลักพระศิวนาฏราช ภาพการร่ายรำของพระศิวะสร้างตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู พระศิวะในภาพหนึ่งเศียรสิบกร การร่ายรำของพระศิวะเป็นที่ยกย่องของเหล่าเทพว่างดงามยิ่งนัก และยังมีความเชื่ออีกว่าการร่ายรำของพระศิวะอาจบันดาลให้เกิดผลดีและร้ายแก่โลก

ศิลปะบันทายศรีบนปราสาทแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นลวดลายงดงามที่สุดในบรรดาศิลปะเขมรที่มีอยู่ 14 แบบ และที่นี่ก็ได้รับการซ่อมแซมอยู่เรื่อยๆ เมื่อ 70 ปีที่แล้วนักวิชาการจากฝรั่งเศสก็มาช่วยซ่อมแซม แต่จุดหนึ่งที่นักวิชาการไม่อาจทำได้ก็คือ หินบางก้อนไม่สามารถเรียงเหมือนเดิมได้ เพราะเมื่อหินพังลงมาแล้ว ไม่อาจรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดได้

ถ้าอยากดูรากไม้มหัศจรรย์ขึ้นบนหินว่ามีลักษณะอย่างไร ต้องแวะไปที่ปราสาทตาพรม ต้นสะปง(Spung) อายุกว่าสามร้อยปี ไม้เลื้อยที่มีรากป่องพองขึ้นอยู่ตามหน้าบน ทับหลัง และตัวปราสาท แม้กระทั่งพระพุทธรูปก็ถูกรากไม้ปกคลุมเกือบมิด ศิลปะบายนที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปราสาทตาพรมจึงดูลึกลับ ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนเดินอยู่ในแดนมหัศจรรย์ และเท่าที่ปรากฏ ปราสาทแห่งนี้ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติมานานเกือบ 500 ปี

ไม่ต่างจากความมหัศจรรย์ของนครวัด นครธม มีการเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่อยู่บ่อยครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองของการชมปราสาท ฉันก็ยังรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ปราสาทที่มีฐานะเป็นทั้งเมืองหลวงและศาสนสถานในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างถวายพระวิษณุ ฝาผนังหินทรายมีภาพแกะสลักเรื่องราวมหากาพย์และคัมภีรพระเวทของฮินดู โดยเฉพาะภาพแกะสลักการรบที่ทุ่งกุรุ ภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และภาพกวนเกษียรสมุทร

การชมภาพแกะสลักหินต้องค่อยๆ ดูรายละเอียดประกอบเป็นภาพรวม แล้วลองหลับตานึกถึงเรื่องราวในอดีต

ไม่ต่างจากนครธมที่คนส่วนใหญ่มักจะตะลึงกับภาพแกะสลักรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรกับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข

2.

หลังจากซึมซับความงามของปราสาทขอมโบราณท่ามกลางความร้อนที่เสียบเรียบ ก็ถึงเวลาคาราวานจะขับเคลื่อนต่อไป ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก เพราะฟอร์จูนเนอร์ดูท่าจะเหมาะกับการเดินทางไกล แต่ที่เหนื่อยมากๆ คงเป็นตอนลุ้นบอกทางของกองคาราวาน และเชื่อว่าคนที่ชอบขับรถคงชอบทัวร์คาราวานแบบนี้

พอมาถึงพนมเปญ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เดินทางมาสมทบเพื่อบรรยายเรื่องราวประวัติศาสตร์ตามเส้นทางที่เราเดินทาง

เขมรก็ไม่ต่างจากลาวที่ฝรั่งเศสได้วางผังเมืองไว้ในช่วงเป็นเมืองขึ้น นอกจากขนมฝรั่งเศสไส้หมูแบบเอเชีย การวางผังเมืองก็เป็นร่องรอยอีกอย่างจากนักล่าอาณานิคมเช่นฝรั่งเศส

ขณะที่ประชาชนยากจน แต่โรงแรมที่พนมเปญและเสียมเรียบก็ผุดเป็นดอกเห็ดเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่กลับเป็นการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะนักธุรกิจไทย และเมื่อรถเคลื่อนถึงหน้าสถานทูตไทย อาจารย์ชาญวิทย์เล่าว่า หลังจากสถานทูตถูกเผา เพราะมีการชูกระแสลัทธิชาตินิยม ก็เลยสร้างเป็นประตูเหล็กล้อมรอบ

ประเทศนี้นอกจากขายความงามของปราสาทอลังการจากขอมโบราณแล้ว การท่องเที่ยวยังขายความโหดร้ายของสงครามเขมรแดงด้วย ในช่วงเขมรแดงได้มีการดัดแปลงโรงเรียนเล็กๆ เป็นคุกทรมานคนจำนวนมาก ก็คือ คุกตวลสแลงหรือคุกเขมรแดงในพนมเปญ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจากทั่วโลกต้องแวะไปชมคุกที่ใช้ขังปัญญาชนและคนที่ไม่นิยมแนวคิดเขมรแดงกว่าสองหมื่นคน และมีผู้รอดชีวิตไม่ถึงสิบคน

ได้ยินได้ฟังวิธีการทรมานคน ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างไร

ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า เคยมีปัญญาชนที่ถูกหลอกมาอยู่ที่นี่ ทนการทรมานไม่ไหว จึงกระโดดจากชั้นบนลงมาเพื่อฆ่าตัวตาย จนในที่สุดเขมรแดงต้องทำรั้วลวดหนามไม่ให้ใครโดดลงมา เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย เพราะอยากเก็บไว้ทรมานให้สยบยอมกับเขมรแดง

ในห้องเล็กๆ ที่ใช้ขังนักโทษมีโซ่ตรวนขนาดใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าในสมัยนั้นนักโทษที่เขมรแดงจับมาได้ จะต้องถูกพันธนาการและจำกัดให้อยู่ในพื้นที่เล็กๆ ไม่ให้พูด ถ้าได้ยินเสียงพูดคุยกันก็จะถูกทรมานหนัก และเด็กที่เกิดจากนักโทษก็จะถูกโยนลงบนพื้นให้ตาย

ทั้งหมดคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในยุคเขมรแดง ส่วนอีกสถานหนึ่ง ก็คือ ทุ่งสังหาร ปัจจุบันมีกะโหลกศีรษะตั้งเรียงรายเป็นอนุสรณ์เตือนใจคนทั้งโลกถึงความโหดร้ายของสงคราม จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานในหนังเรื่อง Killing Fields

แม้กระทั่งไกด์ที่พาชมบริเวณทุ่งสังหาร คุณพ่อของเขาที่เป็นทหารก็ถูกฆ่าตายในยุคเขมรแดง แม้เรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะขึ้นศาลโลก และมีการจำคุกผู้นำเขมรแดง แต่บางคนได้แก่ชราตายไปก่อน

ไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแค่ไหน ภาพความโหดร้ายของสงคราม ก็ไม่อาจลบเลือนไปจากใจชาวเขมร เพราะความรันทดยังฉายอยู่ในแววตาของพวกเขา

3.

จากพื้นดินแห้งแล้งสู่พื้นดินเขียวขจี คือรอยต่อชายแดนระหว่างเขมรสู่เวียดนาม คราวนี้คาราวานวิ่งบนเส้นทางประวัติศาสตร์หมายเลขหนึ่งจากพนมเปญสู่เมืองโฮจิมินห์ (ไซ่ง่อน) พวกเราข้ามเฟอร์รี่ที่เมืองเปรยแวง ผ่านเข้าเมืองสุดท้ายของเขมรคือ สวายเรียง ซึ่งเป็นเส้นทางที่เวียดนามเดินทัพมาช่วยสู้รบกับเขมรแดงที่พนมเปญเมื่อปี 1978 สามารถล้มรัฐบาลของพลพตได้และตั้งรัฐบาลใหม่

แต่ในอนาคตเราอาจไม่ได้นำรถข้ามเฟอร์รี่แบบนี้อีก เพราะกำลังจะมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง โดยมีนายทุนใหญ่คือออสเตรเลียและญี่ปุ่น

นั่นเป็นเรื่องอนาคต

ส่วนปัจจุบันที่เห็นก็คือ เวียดนามกำลังฟื้นฟูในเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน

ปัจจุบันเวียดนามเป็นคู่ค้าข้าวที่น่ากลัวที่สุดของไทย ส่งข้าวออกสู่ตลาดโลกเป็นอันดับต้นๆ และอีกไม่กี่ก้าวเวียดนามก็จะแซงหน้าไทยในเรื่องเกษตรกรรม เนื่องจากคนเวียดนามเป็นชนชาติหนึ่งที่ขยันที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่พื้นที่ปลูกข้าวน้อยกว่าไทย แต่ปัจจุบันสามารถส่งข้าวออกสู่ตลาดโลกเป็นอันดับสอง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนใต้ของเวียดนามเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ ผลิตข้าวได้ประมาณ 40% ของประเทศ

จากเรื่องเศร้าๆ ที่ได้เห็นในเขมร พอข้ามมาถึงเมืองโฮจิมินห์ มอเตอร์ไซค์แล่นกันขวักไขว่ จนโชเฟอร์คาราวานหลายคนใจฝ่อ คราวนี้เราจะดูอุโมงค์กูจีที่ทำให้คนเวียดนามชนะอเมริกันในสงคราม อุโมงค์ที่มีความยาว 250 กิโลเมตร เป็นจุดยุทธศาสตร์ของเวียดกงเชื่อมต่อกับเวียดนามเหนือ กลางและใต้ใช้หลบภัยสู้รบกับอเมริกา ในอุโมงค์มีทั้งหลุมครัว หลุมพักผ่อน หลุมเก็บสัมภาระ และสร้างจุดสู้รบกับศัตรูตามหลุมเล็กๆ และไม่น่าเชื่อว่าคนที่สู้รบกับอเมริกันก็เป็นชาวนาธรรมดาๆ ที่รักชาติ

หากย้อนถึงเวียดนามในยุคเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส บาทหลวงได้นำภาษาละตินและโรมันมาปรับใช้เป็นภาษาเวียดนาม จึงไม่แปลกที่ตัวอักษรจะมีลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อสังเกตของเด็กวัย 12 ปี ในทริปคาราวาน ถามอาจารย์ชาญวิทย์ว่า ทำไมอักษรเวียดนามจึงคล้ายภาษาอังกฤษ ซึ่งเราก็ได้รับความรู้ไปด้วย

เมืองไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตีในปัจจุบัน เคยเป็นเมืองที่พวกผู้ดีในเมืองไทยมักส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ เพราะฝรั่งเศสได้วางรากฐานการศึกษาไว้ค่อนข้างดี

ริมทาง

เลือกเกิดไม่ได้

สำหรับคนที่เดินทางไปกัมพูชา ภาพเด็กๆ ขอเงิน เป็นเรื่องที่หลายคนจะต้องเจอ และเราจะรู้สึกว่าไม่สามารถให้ได้อย่างทั่วถึง เพราะมีจำนวนมากเหลือเกิน

ภาพแบบนี้จึงดูคุ้นชินที่พบเห็นขณะกำลังจะข้ามเรือเฟอร์รี่จากเมืองเปรยแวงไปเมืองสวายเรียงในเขมร เพื่อเข้าชายแดนเวียดนามใต้

นี่คงเป็นชีวิตที่เลือกไม่ได้ของพวกเขา แววตาวอนขอทำให้นึกถึงเหตุการณ์สงครามหลายครั้งในกัมพูชาที่ซ้ำเติมพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

การเดินทาง

การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งบนเส้นทางท่องเที่ยวกัมพูชาและเวียดนาม คือ การขับรถยนต์ท่องเที่ยว ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงไปถึงจีนและอีกหลายประเทศ ถ้าจะขับรถท่องเที่ยวด้วยตัวเองในเขมรและเวียดนามอาจยากสักนิดในเรื่องการขอใบอนุญาตนำรถผ่านแดน ซึ่งแต่ละประเทศจะมีกฎระเบียบต่างกัน

ถ้าออกเดินทางจากไทยสามารถผ่านด่านจากอรัญประเทศระยะ 250 กม. จากปอยเปตเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวเมืองเสียมเรียบ ถนนสายหลักคือถนนหมายเลข 5 จากปอยเปตถึงเมืองศรีโสภณ ส่วนเส้นทางสู่เสียมเรียบใช้ถนนหมายเลข 6 สภาพถนนเป็นลูกรังสลับกับหลุมบ่อ บางครั้งมีฝุ่นจำนวนมากจนมองทางไม่เห็น

หากมาถึงเมืองเสียมราบ ต้องแวะเที่ยวทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเขมร คือโตนเลสาบ จากนั้นเที่ยวชมปราสาททั้งนครวัด นครธม ปราสาทตาพรม ปราสาทบันทายศรี ถ้าชมภายในหนึ่งวัน ค่าบัตรเข้าชม 20 ดอลลาร์สหรัฐ จะมีการถ่ายรูปเวลาตอนซื้อบัตรเพื่อป้องกันคนที่นำบัตรมาใช้หมุนเวียนชมปราสาท โดยเปิดบริการตั้งแต่เวลา 05.30-17.30 น.

หลังจากท่องเที่ยวปราสาทต่างๆ แล้ว หากเดินทางต่อไปพนมเปญ จุดท่องเที่ยวคือพระราชวังเขมรินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา คุกตวลสเเลง และทุ่งสังหาร

จากพนมเปญไปเวียดนามใต้ต้องผ่านด่านชายแดนม็อกบายระหว่างเขมรกับเวียดนาม ระยะทางประมาณ 165 กม.ต้องนำรถลงเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำโขงที่เมืองนักเฮืองเพื่อไปโฮจิมินห์หรือไซ่ง่อน ที่พลาดไม่ได้คือ อุโมงค์กูจี อดีตทำเนียบประธานาธิบดี ไปรษณีย์กลางเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส และตลาดเบนถัน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของที่นี่ มีสินค้าพื้นเมืองราคาไม่แพง สามารถต่อรองราคาได้

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .