‘มหาพลีปุรัม – ปอนดิเชรี’ เมืองนี้พี่ลืมไม่ลง : ท่องเที่ยวประเทศอินเดีย

ภารกิจย่ำเมืองแขกยังไม่จบ อินเดียใต้ยังมีอะไรน่าค้นหาอีกมาก สองเมืองสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้จะส่งผมกลับบ้านด้วยรอยยิ้มหรือน้ำตากันแน่..

เสียงชาวทมิฬนาดู (หน้าดุ) สนทนากันดังระงม บ้างเป็นภาษาทมิฬ บ้างเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับคนอ่อนด้อยภาษาอย่างผมไม่ว่าจะภาษาอะไรก็จับใจความไม่ได้อยู่ดี อาการปวดหัวกำเริบแล้ว รู้สึกตึงบริเวณต้นคอและขมับ ผมกำลังเครียด มีเสียงสวดของพราหมณ์หนุ่มดังขึ้น ขอนไม้มะม่วงที่พระนางปวารตีปลูกถวายพระศิวะหล่นทับตัวผม วัวและแพะที่กำลังเล็มขยะหันมาจ้องผมตาเขม็ง พวกมันวิ่งกรูเข้ามาแทะร่างกายผมแทนขยะ ผมวิ่งหนีเข้าไปยังเทวาลัยที่มีพื้นร้อนระอุ ที่ที่ผมจะพึ่งพิงไม่มีอีกต่อไปแล้ว ผมกรีดร้อง…

ทันใดนั้น ผมสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่ารถจอด ณ ที่ใดสักแห่ง ผมเพิ่งออกจากเมืองกาญจีปุรัมมาได้เพียงชั่วโมงกว่าๆ สิ่งที่ผมพบเจอกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความฝันแล้ว กว่าจะกลับถึงประเทศไทย ผมไม่ต้องแบกความทรงจำไปฝันต่อที่บ้านเป็นกระบุงเชียวหรือ

แม้แดดจะร่มแต่ยังไม่ถึงกับเย็นย่ำนัก เมืองมหาพลีปุรัม หรืออีกชื่อว่า มามัลละปุรัม เป็นเมืองริมฝั่งทะเล บรรยากาศสบายๆ เหมาะกับตากอากาศยิ่งนัก แต่ก็ได้แต่ตากอากาศเท่านั้น เพราะคลื่นลมที่นี่แรงมาก แค่ยกกล้องเล็งไปที่ทะเล ละอองน้ำก็กระเซ็นเต็มหน้าเลนส์จนเช็ดแทบไม่ทันแล้ว เอาเป็นว่าแค่รับลมให้พอเหนียวตัวก็เพียงพอ

ไม่ทันไรฟ้ามืด เป็นสัญญาณว่าควรแก่เวลานอนแล้ว เก็บแรงไว้ลุยมหาพลีปุรัมแบบเมืองๆ ต่อวันพรุ่งนี้ดีกว่า…

-1-

เช้าวันใหม่สดใสเช่นเคย โดยเฉพาะแสงแดดจัดจ้า และฟ้าที่เปิดโล่ง โชว์สีฟ้าเข้มให้ต้องแหงนมองเป็นระยะๆ

ออกจากโรงแรมมุ่งหน้าเข้าเมือง ทว่าระหว่างทางมีสิ่งน่าสนใจมากมาย เริ่มต้นเที่ยวมหาพลีปุรัมแบบเดือดพล่านอีกครั้ง แม้แดดจัดแต่สถานที่แรกที่ต้องมาเยือนคือ แลนด์มาร์คสำคัญ ปัญจรถะ หากแยกคำแปลความแล้วหมายถึงรถห้าคัน แต่มาถึงที่หาได้มีรถสักคันไม่ มีแต่กลุ่มเทวาลัยแห้งๆ ตั้งอยู่ เดินวนไปเวียนมาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นรถห้าคัน ลองนับดู…หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มีเทวาลัยห้าหลังพอดี และที่เรียกว่ารถก็เพราะจำลองจากราชรถแห่เทพเจ้าตามประเพณีฮินดู อืม…มันเป็นเช่นนี้เอง และที่น่าทึ่งคือทั้งเทวาลัยสลักจากหินเพียงก้อนเดียว บ้านเรามีประกวดตั้งชื่อหมีแพนด้าฉันใด ชาวมหาพลีก็อยากตั้งชื่อให้ปัญจรถะฉันนั้น ดั้งเดิมยังไม่มีหลักฐานบอกว่าเทวาลัยกลุ่มนี้มีชื่อเรียกอย่างไร ชาวบ้านไม่รอรี เลือกเอาชื่อพี่น้องปาณฑพในมหาภารตะมาตั้งให้ ได้แก่ ยุธิษเฐียร ภีมะ อรชุน นกุล และสหเทพ แต่ถ้าจะไถ่ถามความเกี่ยวข้อง ก็จะได้คำตอบว่าไม่เกี่ยวอะไร แค่อยากตั้งให้…เท่จริงๆ

ปัญจรถะ ถือเป็นเทวาลัยรุ่นแรกของศิลปะปัลลวะที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แม้แต่สัตว์พาหนะของทวยเทพซึ่งตั้งอยู่รอบๆ เทวาลัยก็ยังสมบูรณ์งดงามมาก ภายในเทวาลัยแต่ละหลังประดิษฐานภาพสลักเทพของฮินดูแตกต่างกันไป ดุจมีเทพประดิษฐานจริง

ลืมบอกไป เมืองมหาพลีปุรัมมีโบราณสถานมากมายที่ UNESCO ประกาศให้เป็นมรดกโลก จะสัมผัสของเก่าระดับโลกทั้งทีแค่ที่เดียวคงไม่พอ ต้องไปต่อให้หนำใจ

ยังไม่ทันขึ้นรถ จู่ๆ ก็มีพี่แขกหน้าเข้มมายืนขวางหน้าผม พร้อมกับล้วงอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกงออกมา ยอมรับเลยว่ากลัวมากครับ แต่สื่อสารก็ไม่ได้ ใจก็หล่นไปที่ตาตุ่มแล้ว งานนี้ต้องใช้วิธีแบบไทยๆ…ยิ้มครับ ยิ้มใส่เลย ยังไม่ทันรู้ว่าเขาล้วงอะไร แต่เจอยิ้มของผมไป พี่แขกถึงกับงง ล้วงผิดล้วงถูก จังหวะนั้นแหละครับ ผมรีบเดินเบี่ยงออกแล้วจ้ำอ้าวขึ้นรถ หันมาอีกที พี่ๆ ชาวไทยที่เดินตามมาก็ถูกพี่แขกคนเดิมดักไว้ และสะกดจิตด้วยวัตถุทรงกลมในมือ ปากขมุบขมิบคล้ายท่องมนต์ พี่ชาวไทยอึ้งครับ แทนที่จะใช้วิธีไทยๆ อย่างยิ้มสยาม ดันไปสนทนาตอบโต้ คราวนี้แหละครับ…ยาว

จะเบี่ยงซ้ายพี่แขกก็ดักซ้าย จะเบี่ยงขวาพี่แขกก็ดักขวา พี่ชาวไทยเลี่ยงไปๆ มาๆ ในที่สุดก็มาถึงรถจนได้ ผมพยายามมองวัตถุทรงกลมนั้นให้ถนัดตา แต่ไม่ทัน เพราะรถแล่นออกไปก่อน…มันคืออะไรนะ พี่ชาวไทยก็ไม่บอก ได้แต่บ่น

ผมวางความสงสัยไว้บนรถ เมื่อมองเห็นหน้าผาใหญ่สลักเสลาลวดลายเต็มพื้นที่ ลงรถปุ๊บก็ไปยืนชื่นชมความงามปั๊บ หน้าผาที่ว่าคือ ผาอรชุน ภาพสลักบนผาเล่าเรื่องการบำเพ็ญเพียรของพระอรชุนจากเรื่องมหาภารตะ แต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มตีความว่าเป็นเรื่อง การอัญเชิญแม่น้ำคงคาผ่านมวยผมของพระอิศวรลงมา น้ำที่ผ่านร่องผานี้จึงถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้จะเชื่อใคร แต่ถ้ามองทั่วๆ แล้ว จะพบภาพสลักเป็ด นาค ช้าง และกินรี อันน่าจะสื่อความถึงน้ำได้อย่างดี

ยิ่งไปกว่านั้น ในมือกินรีมีเครื่องดนตรีบางอย่าง คุ้นตาชาวเชียงใหม่ยิ่งนักมันคือ พิณเปี๊ยะ ที่สูญไปจากอินเดียนานนมแล้ว แต่ไปปรากฏอยู่ที่เชียงใหม่ นี่แหละหนา…ดนตรีไม่มีพรมแดน

เดินดูผาอรชุนไปจนถึงด้านข้าง เห็นแพะเล็มหญ้า นั่งๆ นอนๆ อยู่ทั่วไปจนชินตา แต่ผมก็สะดุดตากับบางสิ่งบางอย่างทรงกลม (อีกแล้ว) แต่เชื่อเถิดว่าไม่ใช่แบบเดียวกับพี่แขกล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพราะมันใหญ่มาก ตั้งเด่นอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีอะไรหนุนมันไว้แต่ก็ไม่กลิ้งหล่นลงมา บรรดาแพะน้อยน่ารักก็ใช้เจ้าก้อนกลมนี้หลบแดดกันสบายใจ

เจ้าก้อนกลมนี้มีชื่อว่า ก้อนเนยของพระกฤษณะ เชื่อกันว่าพระกฤษณะไปขโมยเนยแล้วทำตกไว้ (ก้อนใหญ่ขนาดนี้ ไม่รู้เลยหรือว่าทำตก…?) แต่ถ้ามองอย่างวิทยาศาสตร์ มันคือก้อนหินธรรมชาติมีอายุหลายล้านปี บวกกับพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นทะเล เมื่อน้ำหายไป ย่อมมีหินแบบนี้ให้เห็นได้ แต่ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเมื่อสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองที่นี่ ทางการอังกฤษคิดล้มล้างความเชื่อนี้ โดยพยายามเอาหินก้อนนี้ลงจากผา แต่ไม่ว่าจะวิธีใดก็เอาลงไม่ได้…เท่อีกแล้ว

-2-

ชมสิ่งมหัศจรรย์เสร็จย่อมกระหายน้ำเป็นธรรมดา (เกี่ยวไหมเนี่ย) ผมไม่ต้องเดินหาร้านขายน้ำให้เมื่อยน่อง เพราะที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มตัว มีร้านขายน้ำหลายร้าน แต่ละร้านสีสันโดนใจมาก จี๊ดจ๊าดเลยทีเดียว เครื่องดื่มยี่ห้อคุ้นเคยก็มีให้เห็น ยี่ห้อแปลกๆ ก็มีให้ชม แม้แต่ยี่ห้อที่เคยมีแล้วสูญพันธุ์ไปจากบ้านเราบางยี่ห้อก็ยังแพร่หลายในอินเดีย และที่ขาดไม่ได้คือ ‘คน’ ขายของที่ ‘ระทึก’

ไม่รู้ว่าพ่อค้าแม่ขายแต่ละคนมีเทคนิคการขายอย่างไรบ้าง แต่ที่นี่เขาลอกแบบกันมาหมดครับ คือ ตื๊อ ตื๊อเท่านั้นที่นำไปสู่ยอดขายระดับมงกุฎแพลทินัม ของที่ระลึกยอดนิยมมีอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ ไปรษณียบัตรภาพเกี่ยวกับอินเดีย ส่วนมากเป็นภาพเก่าไม่ค่อยทันสมัยเท่าไร และหินสลักลวดลายต่างๆ เป็นรูปเทพบ้าง สัตว์บ้าง ทำเป็นลูกกลมๆ บ้าง…

เอ๊ะ ! ลูกกลมๆ นี่มันวัตถุปริศนาที่พี่แขกล้วงออกมาจากกระเป๋านี่นา ในที่สุดผมก็ค้นพบ ที่แท้มันคือหินสลัก บางอันเป็นรูปเทพเกี่ยวพันกันภายในหินลูกเดียว บางอันทำเอานักท่องเที่ยวที่ถูกเสนอสินค้าเขินอายกันเลย เพราะเป็นรูปกามสูตร แสดงลีลารักเร่าร้อน…(เล่าเองเขินเอง)

แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใด หากเราเผลอเหลือบมอง ทำท่าสนใจแล้วล่ะก็ พวกเขาจะตามติดเราเหมือนแฟนคลับตามกรี๊ดดาราเลยทีเดียว ไม่ต้องมีเวทมนตร์คาถาก็สะกดให้ลูกค้าชะงักได้ ถ้าไม่มีรีบเรียกสติแล้วหลีกหนีล่ะก็ โดนครับ ไม่มากก็น้อย ต้องได้ของที่ระทึกกลับบ้านแน่นอน

หลังจากดีดดิ้นหนีพี่แขกนักตื๊อได้สำเร็จ ห่างจากผาอรชุนเพียงเล็กน้อย เราก็พบต้นกำเนิดหินสลักเหล่านี้ ที่นี่คือหมู่บ้านแกะสลักหิน ซึ่งยังสืบทอดฝีมือเชิงช่างแบบโบราณนี้ไว้จวบจนปัจจุบัน มองเผินๆ คล้ายอยู่อ่างศิลา ชลบุรี เพราะมีผลิตภัณฑ์หินสลักมากมาย ต่างกันตรงรูปแบบที่ของเขาจะได้กลิ่นอายแขกๆ เทพๆ ลึกลับดี (ของเราเน้นครก) แต่กระนั้นก็ยังแฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขัน อาทิ รูปพระพิฆเนศวรทรงคอมพิวเตอร์ มีให้เลือกทั้งแบบตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ค…

เลือกซื้อหินสลักเป็นที่ระลึกเรียบร้อยก็เดินทางต่อ ที่หมายต่อไปคือ วัดริมน้ำ ตั้งอยู่ริมทะเล บรรยากาศดี ด้วยค่าที่ตั้งอยู่ริมทะเล เทวาลัยและประติมากรรมต่างๆ จึงแตกหักเสียหาย สึกกร่อนเพราะแรงลมแรงทราย และถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของอินเดียด้วย เพราะวัดนี้ปรากฏในแผนที่ของสเปนในยุคชาติตะวันตกล่าอาณานิคม

ทราบกันดีว่าอินเดียใต้เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และได้รับความเสียหายมากมาย ทว่าแผ่นดินไหวกลับกลายเป็นนักสำรวจชั้นเลิศ ที่วัดนี้เคยปรากฏเพียงเทวาลัยต่างๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าใต้ฝ่าเท้าที่เหยียบยืนอยู่นั้นมีอะไรซ่อนอยู่ กระทั่งแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้านหน้าเทวาลัยก็เผยตัวให้เห็น จนกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ในทุกวันนี้

กว่าจะเดินออกจากวัดริมน้ำนี้ได้ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะระยะทางค่อนข้างไกล บวกกับแดดที่สาดลงมาโดยไม่ผ่านเมฆสักก้อน ดูดพลังของผมเสียเกือบหมด อย่างนี้ต้องใช้เวลาระหว่างเดินทางไปเมืองปอนดิเชรี แอบงีบเติมพลังเสียแล้ว…รถแล่นไป ผมไม่รับรู้อะไรนอกจากอยู่ในภวังค์

-3-

ตื่นมาอีกทีพร้อมความเงียบ ทุกคนรอบข้างหลับใหล รถยังคงแล่นไป แสดงว่ายังไม่ถึงที่หมายแน่นอน ผมมองออกไปเพื่อชมทัศนียภาพข้างทาง บ้านเรือนที่นี่ไม่แตกต่างจากบ้านเรามากนัก ที่ต่างกันเด่นชัดคือมักจะตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด แต่อย่างอื่นก็คล้ายๆ กัน จนกระทั่ง! ผมเห็นบางสิ่งลักษณะคล้ายคน ยืนอยู่บนระเบียงบ้านหลังหนึ่ง แต่ดูจากสัดส่วนแล้วไม่น่าใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ จนถึงบ้านหลังที่มีสิ่งนี้อยู่บนหลังคาบ้านเหมือนกัน ผมถึงเห็นว่ามันคือ “ตุ๊กตารูปคน” จะเรียกตุ๊กตาก็ไม่เต็มปาก เพราะมันคือวัสดุอะไรก็ได้ยัดๆ ลงเสื้อผ้าให้เหมือนคน คล้ายๆ หุ่นไล่กา แต่ใช้ต่างจุดประสงค์กัน

ตุ๊กตารูปคนนี้มักจะถูกนำไปไว้บนบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จแต่ยังไม่มีคนอยู่ ด้วยความเชื่อง่ายๆ…กลัวผีมาอยู่ก่อนคน (ผมว่าตุ๊กตาน่ากลัวกว่าผีอีก ยิ่งมาเห็นตอนกลางคืนล่ะก็…บรื๋อ…”

หลังจากนั้นไม่นาน ผมเริ่มเห็นสิ่งคุ้นตาจากเมืองกาญจีปุรัม นั่นคือ ป้าย ป้าย และป้าย แสดงว่าเรากำลังเข้าสู่ย่านชุมชนกันแล้ว เรามาถึง เมืองปอนดิเชรี แล้ว

แม้เมืองมหาพลีปุรัมที่เพิ่งจากมาจะเป็นเมืองริมทะเล แต่ที่ปอนดิเชรีให้ความรู้สึกริมทะเลมากกว่า เปรียบเทียบปากน้ำ สมุทรปราการเป็นมหาพลีปุรัม แล้วบางแสน ชลบุรีเป็นปอนดิเชรี เราจะสัมผัสทะเลได้จากที่ไหนมากกว่ากัน ?

มาถึงที่นี่ก็บ่ายแก่ โปรแกรมโหดๆ หินๆ แบบชมโบราณสถานแห้งๆ คงไม่มีแล้ว ถึงเวลาเตร็ดเตร่ตามซอกซอยกันแล้ว ดูสิว่าเมืองแบบเขาจะเป็นอย่างไร…

เอาสัมภาระเก็บในห้องพัก เหลือเพียงกล้องตัวเก่ง และหัวใจอันคึกคัก (เพราะนอนอิ่ม) ออกเดินเลียบริมทะเล ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรนอกจากคนและขยะ จนกระทั่งไปเจอคนที่คุ้นตา ผมลืมไปแล้วว่าถ้ามาอินเดียยังไงก็ต้องเจอคนนี้ เขาคือ มหาตมะ คานธี วีรบุรุษแห่งอินเดีย นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมด้วยสันติวิธีขนานแท้ แต่น่าเสียดายที่ ท่านคานธี ถูกลอบสังหารตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 จึงมีโอกาสเพียงชื่นชมท่านที่เป็นรูปปั้น โดยไม่รู้ว่าจะแสดงความเคารพอย่างไร ไม่แน่ใจวัฒนธรรมที่นี่เสียด้วย จึงเดินจากมาเฉยๆ นิ่งๆ เนียนๆ แล้วก็ได้เข้าสู่ชุมชนจริงๆ สักที

ในอดีตปอนดิเชรีเคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสนานกว่า 300 ปี สถาปัตยกรรม บ้านเรือน จึงเป็นแบบฝรั่งเศสจ๋า แถมผู้คนที่นี่ก็ยังได้รับวัฒนธรรม ภาษาของฝรั่งเศสมาเต็มๆ หากได้ยินแขกพูดฝรั่งเศสก็ไม่ใช่เรื่องแปลก…แค่อังกฤษก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้วนี่เล่น “บองชู..” กันเลยเหรอ

เมื่อสื่อสารกับใครไม่ได้ ก็ต้องใช้ภาษาใบ้ คือไม่สนทนากับใครทั้งสิ้น เดินๆ ดูๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จาก ‘ฝั่งขาว’ คือพื้นที่ที่สมัยก่อนเป็นที่อยู่ของพวกฝรั่ง ผมเดินสู่ ‘ฝั่งดำ’ คือพื้นที่ที่คนพื้นเมืองเคยถูกจำกัดให้อยู่บริเวณนี้ ตั้งแต่เดินมาตลอดทาง หูแทบดับ คนที่นี่ (รวมทั้งเมืองอื่นๆ ในอินเดีย) นิยมบีบแตรรถมาก บีบกันอย่างมันอารมณ์ เสียงแตรดุจเสียงดนตรี แม้ว่าผมจะเงยหน้าไปเห็นป้ายห้ามใช้แตร แต่เสียงแตรก็ยังดังระงมอยู่ดี นี่แหละสัจธรรม ป้ายห้ามมักมีพลังให้ฝ่าฝืน

นอกจากป้ายห้ามใช้แตรแล้ว ที่นี่ยังมีป้ายเท่ๆ อีกหลายอย่าง อาทิ ป้ายระวังคนวิ่งราวทรัพย์สิน ป้ายที่จอดรถสองล้อ (คงหมายถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์) แต่จะเท่สู้ป้ายบอกทางไปสุวรรณภูมิที่เชียงใหม่ของบ้านเราได้หรือเปล่า…ภูมิใจ

มัวเดินอมยิ้มอย่างภูมิใจไม่นาน เกือบดับเครื่องชนหญิงสาวชาวอินเดียคนหนึ่งแล้ว ก็เล่นโก้งโค้งทำอะไรอยู่นี่นา ใครจะไปเห็น แต่สิ่งที่หล่อนทำน่าสนใจจนผมต้องหยุดดู หล่อนกำลังใช้ชอล์กวาดภาพอะไรบางอย่าง (ค่อนข้าง Abstract) ลงบนพื้นหน้าบ้าน เพราะเชื่อว่าจะนำความสิริมงคลมาสู่ครอบครัว เมื่อสังเกตดีๆ มีอย่างนี้เกือบทุกบ้าน แต่ละบ้านจะวาดไม่เหมือนกัน แต่ดูไม่ออกเหมือนกัน (Abstact ทั้งเมือง)

ดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงไปพร้อมๆ กับผม ฟ้ามืดแล้ว ผมรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อน แต่เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้ต้องกลับแล้ว ผมแทบจะข่มตาไม่ยอมหลับ หวังซึมซับกลิ่นเครื่องเทศแขกให้มากที่สุด…

รู้ตัวอีกทีก็อรุณรุ่งแล้ว ผมต้องจากปอนดิเชรีเหมือนที่จากเมืองอื่นๆ อีกแล้วหรือ รถแล่นผ่านทะเลที่ไม่ได้มีไว้เล่นน้ำ แล่นผ่านป้ายน้อยใหญ่ที่ติดเต็มเมือง แล่นผ่านบ้านเรือนทรงฝรั่งเศส มาหยุดอยู่ที่ หาดมารีน่า หาดทรายขาวยาวเหยียดที่ผืนทรายยังมีขยะแทรกตัวอยู่เกือบทุกตารางเมตร ผมแทบไม่ได้ใช้เวลากับหาดมารีน่า แม้จะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเชนไนก็ตามที

รถแล่นต่อไปผ่านตึกรามบ้านช่องแบบวิกตอเรียสมัยอาณานิคมอังกฤษ แล่นไปจนถึงสนามบินเชนไน ผมลงจากรถแล้ว และขึ้นเครื่องบินแล้ว และกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว แต่ยังมีบางอย่างแล่นอยู่ภายใน… ความทรงจำแปลกๆ แต่ยากจะลืม ยังแล่นอยู่เสมอ

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

. . . . . . . . .