วิรูปักษา และ อเนกอนดิ ของดีที่ซ่อนอยู่ : ท่องเที่ยวอินเดีย

ฉันเริ่มต้นค้นหา อเนกอนดิ ด้วยการไปดูเขาอาบน้ำกันค่ะ ที่ริมแม่น้ำตังกาบัด แต่เช้าตรู่ชาวบ้านออกมาอาบน้ำ ซักผ้ากันแน่นตลิ่ง

แม่น้ำกับชาวอินเดียเป็นวิถีที่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไรเฉกเช่นชาวเอเชียในหลายพื้นที่ ขยะริมแม่น้ำเป็นสิ่งนอกเหนือสายตาไปเลยค่ะ หลังจากเมียงมองอยู่ครู่ใหญ่ ฉันไปรอคิวเรือข้ามฟากไปอเนกอนดิ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมืองฮัมปิ จ่ายคนละ 15 บาทเป็นเรือยนต์ นั่งไป 5 นาทีก็ถึง  ฝั่งอเนกอนดิมีที่พักนักท่องเที่ยวเยอะ และเป็นแหล่งชุมนุมของนักเดินทางจากอิสราเอล ภูมิประเทศที่สวยแปลกตาด้วยเทือกเขาหินแกรนิต ตั้งหมิ่นเหม่ เหมือนให้ลุ้นว่าจะกลิ้งหล่นมิหล่นแหล่เมื่อไร

หากใครต้องการความสวยสงบลองข้ามฟากมาพักฝั่งอเนกอนดิก็แนะนำนะคะ หากมาหน้านา จะเห็นนาข้าวเขียว หรือเหลืองทองเต็มไปหมด

ฉันเดินเลาะไปเรื่อยประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อไปดักขึ้นรถประจำทางไป วัดหนุมาน วัดบนยอดเขาสูงสุด แต่ฉันไม่ได้ขึ้นหรอกนะคะ ได้แต่ส่งตัวแทนขึ้นไปชมวิว ส่วนฉันขอนั่งกินชาร้อนใส่นม และสนทนากับหนุ่มน้อยเจ้าของร้านอยู่ตีนเขาแทน ร้านเป็นเพิงเล็กๆ แต่เจ้าหนุ่มนาคราชวัยเพียง 14 ขวบ จัดการบริหารด้วยตัวเอง เขาชอบให้คนแปลกหน้าเรียกตัวเขาว่า ‘คอบร้า’ และเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิว่า เป็นนักธุรกิจ และอนาคตก็อยากจะทำร้านต่อโดยอาจเพิ่มขายอาหาร นอกเหนือจากของขบเคี้ยว และเครื่องดื่มที่มีเพียงชาใส่นม และผู้เป็นพ่อเป็นผู้ชงให้ได้ทีละแก้วจากเตาที่ใช้ฟืน

คุยกับน้องเขาแล้ว เย็นดี เย็นใจน่ะค่ะ อืมม และเหตุที่ชื่อนาคราช น้องไม่ได้เกิดปีงูใหญ่หรอกนะคะ แต่เพราะตอนเป็นทารก งูจงอางขนาดใหญ่เลี้อยมาอยู่บนหน้าอกของพ่อหนูน่ะค่ะ โอวว..

ฉันโบกมือทักทายเพื่อนร่วมทางหลายคน ที่แต่ละคนฮึดมาก ทั้งขี่จักรยาน ทั้งเดิน โดยเฉพาะคุณตาชาวอเมริกัน (จากรูปพรรณแล้ว ขออนุญาตเรียกคุณตาละกันค่ะ) เดินเท้าค่ะ เป็นสิบๆ กิโล รู้กันว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในเส้นทางเดียวกัน หมู่บ้านอเนกอนดิค่ะ

วันนั้นมีเทศกาลประจำปี ฉันออกมาลองเสี่ยงโบกรถดู ระหว่างรอเจอกับคุณปู่นักแสวงบุญ จากปากคำของน้องนาคราชเล่าให้ฟังค่ะว่า คุณปู่แกมีชีวิตด้วยการเดินทางร่อนเร่ ไม่มีครอบครัว มีกระเป๋าหนึ่งใบ และศรัทธาในพระศิวะ ขอข้าว น้ำ ไปตามทาง ระหว่างแกรอโบกรถด้วยกันกับฉัน แกเอากางเกงชั้นในสีแดงตัวใหญ่ ซึ่งคงเพิ่งไปซักมา เอามาตากผึ่งแดดผึ่งลมไปด้วย ดูแกสบายใจดี รอไปโบกไปประมาณครึ่งชั่วโมง ฉันโบกรถให้แกไปก่อนเพราะคนละทาง ส่วนฉันได้เบียดไปในรถประจำทางขนาดเล็กมาก และแน่นจนจมูกฉันแทบจะสีไปกับรักแร้ของคุณพี่อินเดียตัวล่ำ ยังจำกลิ่นพี่เค้าได้ติดจมูกเลยค่ะ

ถึงหมู่บ้านอเนกอนดิ งานเริ่มพอดีค่ะ เป็นขบวนแห่จำลองเหตุการณ์บางตอนจากท้องเรื่องรามายณะ บรรยากาศคึกคักด้วยเสียงกลอง และลีลากายกรรมของนักแสดง สีสันของงานเชือดเฉือนกับสีสันจากส่าหรีของผู้ชมสาวๆ สองข้างทาง ขบวนแห่เดินรอบหมู่บ้านก็ร่วม 4 กิโลได้ค่ะ

ฉันเดินตามถ่ายรูปเหมือนได้ร่วมแห่ไปกับเขาด้วย ครบรอบหมู่บ้าน นักแสดงทั้งหลายเหนื่อยลิ้นห้อยไปตามกัน แต่สนุกกันมาก เหมือนบ้านเราล่ะค่ะ ที่เทศกาลงานบุญเหล่านี้สืบทอดและหล่อเลี้ยงศรัทธาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้รากเหง้าของชุมชนแข็งแรงทางวัฒนธรรม ฉันชอบจัง

งานบุญของอเนกอนดิ มีตลอดวันตลอดคืนค่ะ เป็นการแสดงออกถึงการเคารพบูชาเทวาของชาวฮินดู ให้นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งแรงอธิษฐาน และศรัทธาอย่างต่อเนื่องอาจส่งให้ในอเนกอนดิ มีน้ำท่าอุดมจริงๆ สืบเนื่องจากสมัยโบราณที่มีระบบชลประทานดีเยื่ยม แม้ภูมิประเทศเป็นหินเกือบ 80% ของพื้นที่ แต่พื้นที่ตามเนินเขาหิน และที่ราบเป็นที่ลุ่ม ดินดี น้ำถึง ข้าวปลาอาหารจึงไม่เคยขาด

อเนกอนดิ เป็นศูนย์กลางของเขตชานเมืองในอาณาจักรวิชัยนครา ที่เรียกว่า ได้รับการทำนุบำรุงไว้อย่างดีที่สุด หากย้อนประวัติศาสตร์กันจริงๆ อเนกอนดิเก่าแก่ยิ่งกว่าฮัมปิเมืองหลวงของวิชัยนคราเสียอีก เป็นเมืองที่ตั้งของป้อมปราการที่สำคัญตั้งแต่ก่อนยุควิชัยนครา และมีข้อสันนิษฐานว่า มีการตั้งถิ่นฐานที่เมืองนี้ก่อนจะสร้างเมืองใหญ่ในอีกฝั่งแม่น้ำ และเมื่อสิ้นรัชสมัยของวิชัยนครา อเนกอนดิก็ยังเป็นเมืองที่ตั้งพระตำหนักของราชาองค์อื่นๆ ในสมัยต่อมา

หากจะไปโดยไม่ข้ามเรือ จากฮัมปิมีสะพานคอนกรีตข้ามไปค่ะ ระหว่างทางตรงกลางแม่น้ำจะได้เห็นรูปสลักโคนนทิ ศิวลึงค์ และพระพิฆเนศ อยู่กลางแม่น้ำ ได้อีกบรรยากาศหนึ่ง

ฉันกลับมายังอีกฝั่งหนึ่ง แวะเตร็ดเตร่ตามร้านขายของข้างทาง พ่อค้าส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจรค่ะ ถ้าเห็นหน้าหล่อๆ ผิวขาว ตาใส หรือบางคนตาสีฟ้า ใช่เลยมาจากแคชเมียร์กันทั้งนั้น ขนของมาขายช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี จากหลังคริสต์มาสไปจนถึงกุมภาพันธ์ มีนาคม เสร็จแล้วจะกลับบ้านกัน หรือไม่ก็ไปขายที่อื่น หากเข้าไปชมของในร้าน แล้วบอกว่าจะกลับมาซื้อวันหลัง พ่อค้าหน้าหล่อๆ พวกนี้จะเข้ามาจับไม้จับมือเป็นมั่นเหมาะเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาจริงๆ นะ อย่าหลอกนะ

แม้ฉันจะเป็นโรคแพ้หน้าหล่อๆ ขาวๆ แต่ของพื้นเมืองทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องประดับของเขา ราคาสมเหตุสมผลนะคะ เสื้อผ้าฝ้ายสีสันสดใสตัวละไม่กี่สิบบาท เป็นของฝากก็เหมาะ เบาดีด้วยค่ะ หรือจะลองเยี่ยมๆ มองๆ ตามรถเข็นของพวกยิปซี ก็จะได้เข็มขัด หรือกระโปรงหลากสี และเครื่องประดับกระตุ้งกระติ้ง ระโยงระยางแบบเก๋ๆ ราคาไม่กี่ร้อยบาท เป็นแฮนด์เมดที่นั่งเย็บกันข้างทางนั่นล่ะค่ะ

ชาวฮัมปิในปัจจุบันมีประมาณ 1,500 คน (จากอดีตเมื่อ 500 ปีก่อน 500,000 คนนะคะ) น้อยจนไม่น่าเชื่อ เรียกว่า หากไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวแล้ว เมืองเงียบแทบร้างเลยล่ะนั่น ชาวบ้านที่มีนิวาศสถานอยู่ใกล้กับโบราณสถานก็ถือโอกาสจับจองแนวเสาระเบียง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บูชาหลายแห่ง ทำเป็นร้านขายของ เป็นร้านอาหาร หรือทำที่พักนักท่องเที่ยวไปโดยอัตโนมัติ ตลาดฮัมปิไม่ถึงกับพลุกพล่านจอแจแต่ก็สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองเล็กๆ อย่างฮัมปิได้ดี

ตลาดฮัมปิ ที่ฉันเถลไถลอยู่นี้ อยู่หน้า วัดวิรูปักษา ฉันเลี้ยวเข้าไปเยี่ยมวัดวิรูปักษาจนได้

วัดวิรูปักษาเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ หรือทุกคนก็ว่าได้ค่ะ โดยเฉพาะนักแสวงบุญจากทั่วฟ้าเมืองอินเดีย ยิ่งในช่วงเฉลิมฉลองตามเทศกาลต่างๆ ด้วยแล้ว นอกจากจะมาสักการะรูปเคารพวิรูปักษาและมเหสีทั้ง 2 แล้ว เหล่านักแสวงบุญจะเดินตามรอยสถานที่สำคัญตามท้องเรื่องรามายณะ จะเห็นได้เดินกันเกลื่อนเมืองเลยล่ะค่ะ วัดนี้สร้างในศตวรรษที่ 14 และค่อยๆ สร้างเพิ่มเติมในแต่ละยุค จนเสร็จสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 15 ร้อยกว่าปีค่ะ

มุ่งหมายเพื่อบูชาพระศิวะ

หมายเหตุการเดินทาง:   หมู่บ้านอเนกอนดิ อยู่อีกฟากของเมืองฮัมปิ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีรายได้หลักจากอาชีพเกษตรกรรม การเดินทางมาอเนกอนดิ เหมือนเป็นบริการเสริมจากการท่องเที่ยวเมืองฮัมปิ และนครโบราณวิชัยนครา แต่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง มีรถโดยสารจากกัว และบังกาลอร์ ระยะทาง 325 กิโลเมตร หรือนั่งรถประจำทางจากมาดูไร 1 คืน มาลงที่ฮอสเปก และนั่งประจำทาง หรือ จ้างสามล้อ ต่อไปยังฮัมปิอีก 1 ชั่วโมง ประมาณ 100 บาท

ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

. . . . . . . . .