Archive for the ‘พระราม พระหนุมาน รามเกียรติ์’ Category

ตำนานพระพิฆเนศเสียงา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ พระพิฆเนศ มีชื่อว่า เอกทันตะ แปลว่าผู้มีงาเดียว นั้น ปรากฏในคัมภีร์ปุราณะซึ่งกล่าวว่า

เดิมพระพิฆเนศมี 2 งา แต่ครั้งหนึ่ง ปรศุราม ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระวิษณุ (พระนารายณ์) ขึ้นไปเฝ้า พระศิวะ ที่เขาไกรลาส เวลานั้นพระศิวะบรรทมอยู่ พระพิฆเนศจึงห้ามมิให้ปรศุรามเข้าไป

ปรศุราม ซึ่งถือว่าตนเป็นคนโปรดของพระศิวะ จะเข้าไปให้ได้ จึงเกิดการวิวาทกันขึ้นกับพระพิฆเนศ ถึงขั้นรบกัน

พระพิฆเนศใช้งวงจับปรศุรามหมุนขว้างไป จนปรศุรามสลบ เมื่อปรศุรามปืนขึ้นมาจึงจับขวานซึ่งพระศิวะประทานให้ขว้างไปที่พระพิฆเณศวร พระพิฆเนศเห็นขวานก็จำได้ว่าเป็นขวานของพระศิวะประทานให้ จึงไม่ยอมต่อสู้เนื่องจากเป็นศาสตราวุธของพระบิดา แต่ก็ได้ก้มลงรับขวานด้วยงาข้างหนึ่ง งานั้นจึงหักไป Read more »

วิรูปักษา และ อเนกอนดิ ของดีที่ซ่อนอยู่ : ท่องเที่ยวอินเดีย

ฉันเริ่มต้นค้นหา อเนกอนดิ ด้วยการไปดูเขาอาบน้ำกันค่ะ ที่ริมแม่น้ำตังกาบัด แต่เช้าตรู่ชาวบ้านออกมาอาบน้ำ ซักผ้ากันแน่นตลิ่ง

แม่น้ำกับชาวอินเดียเป็นวิถีที่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไรเฉกเช่นชาวเอเชียในหลายพื้นที่ ขยะริมแม่น้ำเป็นสิ่งนอกเหนือสายตาไปเลยค่ะ หลังจากเมียงมองอยู่ครู่ใหญ่ ฉันไปรอคิวเรือข้ามฟากไปอเนกอนดิ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมืองฮัมปิ จ่ายคนละ 15 บาทเป็นเรือยนต์ นั่งไป 5 นาทีก็ถึง  ฝั่งอเนกอนดิมีที่พักนักท่องเที่ยวเยอะ และเป็นแหล่งชุมนุมของนักเดินทางจากอิสราเอล ภูมิประเทศที่สวยแปลกตาด้วยเทือกเขาหินแกรนิต ตั้งหมิ่นเหม่ เหมือนให้ลุ้นว่าจะกลิ้งหล่นมิหล่นแหล่เมื่อไร

หากใครต้องการความสวยสงบลองข้ามฟากมาพักฝั่งอเนกอนดิก็แนะนำนะคะ หากมาหน้านา จะเห็นนาข้าวเขียว หรือเหลืองทองเต็มไปหมด

ฉันเดินเลาะไปเรื่อยประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อไปดักขึ้นรถประจำทางไป วัดหนุมาน วัดบนยอดเขาสูงสุด แต่ฉันไม่ได้ขึ้นหรอกนะคะ ได้แต่ส่งตัวแทนขึ้นไปชมวิว ส่วนฉันขอนั่งกินชาร้อนใส่นม และสนทนากับหนุ่มน้อยเจ้าของร้านอยู่ตีนเขาแทน ร้านเป็นเพิงเล็กๆ แต่เจ้าหนุ่มนาคราชวัยเพียง 14 ขวบ จัดการบริหารด้วยตัวเอง เขาชอบให้คนแปลกหน้าเรียกตัวเขาว่า ‘คอบร้า’ และเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิว่า เป็นนักธุรกิจ และอนาคตก็อยากจะทำร้านต่อโดยอาจเพิ่มขายอาหาร นอกเหนือจากของขบเคี้ยว และเครื่องดื่มที่มีเพียงชาใส่นม และผู้เป็นพ่อเป็นผู้ชงให้ได้ทีละแก้วจากเตาที่ใช้ฟืน Read more »

บทเรียนล้ำค่าจากนรสิงห์อวตาร

นรสิงหาวตาร พระนรสิงห์ ท้าวนรสิงห์ นารายณ์สิบปาง

บทเรียนล้ำค่าจากนรสิงห์อวตาร
บัญชา ธนบุญสมบัติ

ตามคติในศาสนาฮินดู พระนารายณ์เป็นมหาเทพที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโลก คือเมื่อใดก็ตามที่โลกเกิดความวุ่นวาย พระองค์ก็จะอวตารมาในรูปแบบ (ปาง) ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ในบรรดาอวตารทั้งหลายนี้ มีอยู่ปางหนึ่งซึ่งมีสีสันและแง่มุมชวนคิดอยู่ไม่น้อย นั่นคือ นรสิงห์อวตาร

นรสิงห์เป็นครึ่งคนครึ่งสิงโต คือ มีร่างกายส่วนใหญ่คล้ายคน แต่มีหน้าตาและกรงเล็บเป็นสิงโต คำว่า นรสิงห์ มาจาก นร (คน) + สิงห์ (สิงโต) ภาษาอังกฤษสะกดว่า Narasimha, Narasingh หรือ Narasinga ก็ได้

จุดที่น่าสนใจก็คือ ทำไมพระนารายณ์จึงต้องอวตารมาในรูปแบบพิลึกกึกกืออย่างนี้ด้วยหนอ

ตำนานนรสิงห์อวตารมีหลายเวอร์ชั่น แต่ละเวอร์ชั่นมีรายละเอียดแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่หลักๆ ก็คือ ครั้งหนึ่งพระนารายณ์ได้อวตารเป็นวราหาวตาร (หมูป่า) เพื่อไปสังหารหิรัณยกษะ (Hiranyasha) เพราะอสูรตนนี้จะม้วนแผ่นดินทั้งสี่ทวีปไปทิ้งยังแดนบาดาล เหตุนี้ทำให้น้องชายของหิรัณยกษะ คือ หิรัณยกศิปุ (Hiranyakashipu) รู้สึกเจ็บแค้นยิ่ง และถือว่าพระนารายณ์เป็นศัตรูของตน
Read more »

รามเกียรติ์ และ รามายณะ มหากาพย์รามายณะ เรื่องรามเกียรติ์

รามายณะ และ รามเกียรติ์

รามเกียรติ์ มีที่มาจากเรื่อง รามยณะ เชื่อว่าเป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป กระทั่ง ฤๅษีวาลมิกิ ชาวอินเดีย รวบรวมแต่งขึ้นเป็นภาษาสันกฤต เมื่อราว 2,400 ปีมาแล้ว และแพร่หลายจากอินเดียไปยังประเทศใกล้เคียง รวมถึงอาเซียน เช่น ไทย ลาว พม่า เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละพื้นที่เพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปจนแตกต่างออกไปจากต้นฉบับเดิม

รามยณะเป็นปางหนึ่งในสิบปางของการอวตารมาปราบยุคเข็ญของพระนารายณ์ ที่มีชื่อว่า รามาวตาร โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ เรียกว่า โศลก จำนวน 24,000 โศลก แบ่งเป็น 7 ภาค หรือกัณฑ์ ได้แก่ พาลกัณฑ์ อโยธยากัณฑ์ อรัณยกัณฑ์ กีษกินธกัณฑ์ สุนทรกัณฑ์ ยุทธกัณฑ์ อุตตรกัณฑ์

รามายณะเมื่อแพร่หลายมาไทย คนไทยแต่งใหม่เรียกว่า รามเกียรติ์ ซึ่งมีหลายฉบับด้วยกัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระราม กับฝ่ายทศกัณฐ์ เพื่อชิงตัวนางสีดา ทางฝ่ายพระรามมีน้องชาย ชื่อ พระลักษมณ์ และหนุมาน (ลิงเผือก) เป็นทหารเอกช่วยในการทำศึก รบกันอยู่นานท้ายที่สุดฝ่ายยักษ์ก็ปราชัย
Read more »

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในประเทศไทย

วัดวิษณุ ยานนาวา

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ตั้งอยู่เลขที่ 96 ซ.เจริญราษฎร์ 3 (ซอยวัดปรก) แขวงทุ่งวัดดอน กรุงเทพฯ ก่อสร้างโดยสมาคมฮินดูธรรมสภา เป็น สมาคมทางศาสนาในองค์การศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยชาวอุตตรประเทศจากประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า “พวกยูพี” ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวอุตตรประเทศนั้น เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก แต่เดิมที่ชาวอุตตรประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ไปกระทำศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม

ต่อมาเมื่อมีชาวฮินดูจากอุตตรประเทศได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมฮินดูธรรมสภา และแยกตัวออกมาสร้างเทวาลัยแห่งใหม่ขึ้น จากการเรี่ยไรรวบ รวมเงินกันได้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในซอยวัดปรก ด้วยเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาถูก และมีชาวอุตตรประเทศอาศัยอยู่ในเขตนั้นจำนวนมาก

สิ่งที่โดดเด่นของวัดวิษณุ และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุตตรประเทศผู้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ คือ วัดวิษณุ นับว่าเป็นวัดเดียวของศาสนาฮินดูในประเทศ ที่มีเทวรูปประดิษ ฐานอยู่มากที่สุดถึง 24 องค์ ว่ากันว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว โดยบนชั้น 2 ของเทวาลัยหลัก ประกอบไปด้วยเทวรูปพระวิษณุ-พระลักษมี ซึ่งถือเป็นเทวรูปประธานของวัด พระราม-นางสีดา พระลักษมณ์ พระภรต พระศัตรุฆน์ ศรีหนุมานตอนแบกต้นสังกรณีตรีชวา พระกฤษณะ-นางราธา พระพิฆเนศ ขนาบด้วยรูปหินอ่อนขนาดเล็กของพระนางพุทธิและสิทธิ พระชายา เป็นต้น
Read more »

พราหมณ์ : ตำนานการโล้ชิงช้าในเอกสารไทย

large_DSC04372
จิตรกรรมฝาผนังการโล้ชิงช้าที่วัด มหาเจดีย์ บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เอกสารไทยนับแต่โบราณหลายฉบับเราพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น เอกสารตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายฉบับ วรรณกรรมชาวบ้าน เช่น นิทานเรื่องมโนราห์ของล้านนาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องมโนราห์ของภาคใต้ นิทานเรื่องศรีธนญชัยของไทยคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงของลาว ฯลฯ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือแม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์ หมายถึงผลผลิตทางภูมิปัญญาของนักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติสอนใจ บทเรียน อาจเริ่มต้นจาก วรรณกรรมมุขปาฐะ ถ่ายทอดผ่านรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งจนแพร่หลายในสังคมจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จนเมื่อมีการบันทึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทั้งสองประเภทถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแล้วมีการนำติดตัวเดินทาง การเกิดทางของนักเล่านิทาน พ่อค้า พระสงฆ์ เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเวลานานขึ้น  ส่งต่อกันมากขึ้น ในที่สุดก็แทบจะหาต้นฉบับไม่ได้ หาผู้แต่งไม่ได้ และแทบจะสืบไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด ทั้งนี้อาจมีหลายที่ที่แต่งเรื่องราวนั้นออกมาเหมือน ๆ กัน สอดคล้องกัน เพราะมีสาเหตุปัจจัย ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเรียกว่า การแพร่กระจายทางวัฒนะธรรม มีทฤษฎีตั้งไว้เพื่ออธิบายสิงประเภทคือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และ ทฤษฎีพหุกำเนิด

Read more »

ตรียัมปวาย-ตรีปวาย ที่มาของตรียัมปวายตรีปวาย จากอินเดียสู่ไทย

พระราชตรียัมปวาย – ตรีปวายเป็นหนึ่งในพิธีที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อศาสนาพราหมณ์  และคติความเชื่อที่มีต่อความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง    แต่ครั้งโบราณ พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีในเดือนอ้ายอันถือเป็นนักขัตฤกษ์ขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์  โดยถือเอาต้นฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นตามการนับเวลาแบบสุริยคติ เป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว เตรียมเข้าฤดูเพาะปลูก อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์  ๓  พระองค์  คือ  พระพรหม  (ผู้สร้าง)  พระนารายณ์  (ผู้ปกปักรักษา)  และพระอิศวร  (ผู้ทำลาย  เพื่อสร้างใหม่) ถือกันว่าเทพเจ้าจะเสด็จลงมาเยี่ยมโลกทุกปีเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีการประกอบพิธีสวดอัญเชิญเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์จากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อที่จะได้กระทำการสักการบูชา พราหมณ์จะจัดงานพิธีต้อนรับอย่างใหญ่โต มีการโล้ชิงช้าถวายให้เทพเจ้าทอดพระเนตรเพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้าเหล่านั้น  นับว่าเป็นการระลึกถึงพระเมตตาและความสำคัญของเทพที่ได้ช่วยอำนวยพรให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารแก่มนุษย์  อาจจะถือได้ว่าเป็นพิธีที่ต่อเนื่องมาจากพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งก่อนที่จะมีการเพาะปลูกได้นั้นต้องมีการขอพรจากเทพเจ้าเสียก่อน ให้เทพเจ้าบรรดาฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูการณ์ ดินดี น้ำชุ่ม อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเป็นไดตามที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นการขอพรให้บ้านเมืองมีความมั่นคง  เหล่าพราหมณ์ได้ทำการถือพรตสวดบูชาตลอดระยะเวลาของพิธีกรรมด้วย

Read more »

พราหมณ์ : การโล้ชิงช้าในคติพราหมณ์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้า ๑,๐๔๓ ได้ให้ความหมายของคำว่าโล้ ดังนี้

“โล้ ก. แล่นไปตามคลื่น (สำหรับเรือสำเภา) (พจน. 2493) ทำให้เรือเคลื่อนโดยอาการโยกแจวให้ปัดน้ำไปมา. น. เรียกเรือต่อชนิดท้ายตัด มีแจวอยู่ท้ายเรือสำหรับยืนโล้ไป ไม่มีหางเสือ ใช้ตามชายฝั่งทะเลเรียกว่าเรือโล้. โล้ชิงช้า ก. ยืนบนชิงช้าแล้วใช้มือโหนเชือกโยกตัวให้ชิงช้าโยนไปมา”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้คำอธิบายความหมายเพิ่มเติมดังนี้

“คำว่า “โล้” น่าจะเป็นภาษาจีน จะเป็นนามศัพท์หรือกริยาศัพท์สังเกตตามที่เอามมาใช้ในภาษาไทยเป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นนามศัพท์ หมายความว่ากระเชียงจีนอย่างใหญ่ที่ใช้ผูกพุ้ยข้างท้ายให้เรือแล่น คำภาษิตว่า “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” ดูหมายเป็นนามศัพท์ เช่นกล่าวว่า “โล้สำเภา” คือเอาเรือเล็ก อาจเป็นเรืออย่างใช้กระเชียงโล้ จูงเรือสำเภาเมื่ออับลม ว่าเช่นพระยาจีนจันตุ “ให้โล้สำเภา”  หนีสมเด็จพระนเรศวร และเทวดามาช่วยโล้สำเภาพระพุทธโฆษาจารย์ คำที่ว่า “โช้ชิงช้า”ก็น่าจะหมายตรงที่เอาเชือกฉุดชิงช้าให้ไกว แม้ภาษิต “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” จะหมายเป็นกิริยาติว่า    “ไม่ทำเองและไม่ให้ผู้อื่นทำ”  ก็อาจเป็นได้…” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา., ๒๕๐๕ : ๑๙๙)

Read more »

พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๒/๒ ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

พิธีช้าหงส์จะจัดขึ้น ๓ คืนด้วยกันคือ วันวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย และต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย พราหมณ์จะประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งเสด็จพระอิศวร พระอุมา และพระพิฆเนศ คืนวันแรม ๓ ค่ำ เดือนยี่ ประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งพระพรหม และ วันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่  เป็นการส่งพระนารายณ์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์

วันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่

วันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย ต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย  เป็นการรับพระนารายณ์ที่เสด็จจากเกษียรสมุทรมายังบนโลกมนุษย์  รวมระยะเวลาที่ประทับอยู่บนโลกมนุษย์เป็นเวลา  ๕  วัน และเป็นการส่งเสด็จพระอิศวรกลับสู่สรวงสวรรค์ซึ่งอยู่บนโลกมนุษย์ครบกำหนด กลับ ๑๐ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชบรรยายพิธีกรรมที่ประกอบใน วันนี้ความว่า เป็นพิธีตรียัมปวายและตรีปวายต่อกัน โดยพิธีการเริ่มตั่งแต่เวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ทั้งหลายจะประชุมพร้อมกันที่สถานพระนารายณ์ พระมหาราชครูอ่านเวทเปิดประตูศิวาลัยไกรลาสเหมือนอย่างเช่นเปิดถวายพระอิศวร  ในเวลาเย็นจะประชุมพร้อมกันอีกครั้งที่สถานพระนารายณ์อีกครั้ง   Read more »

พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๑/๒ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

ช้าหงส์

การช้าหงส์ หรือ ช้าเจ้าหงส์ หรือคำสามัญที่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า “กล่อมหงส์” เป็นพิธีสำคัญตอนหนึ่งของพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย เป็นการสรงนำเทพเจ้าแล้วอัฐเชิญเทพเจ้าขึ้นสู่พระบรมหงส์อันเป็นพาหนะของเทพเจ้ากลับคืนสู่สวรรค์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ สองปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รัชการยกย่องว่า หนึ่งคือบิดาแห่งประวิติศาสตร์ไทย และอีกหนึ่งบิดาแห่งศิลปกรรมไทย ทั้งสองพระองค์ทรงพระวินิจฉัยด้วยจดหมายตอบโต้กันหลายฉบับเกี่ยวกับความหมาย ของคำว่า “ช้า – หงส์” ปรากฏในหนังสือสาส์นสมเด็จ  เริ่มจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (๒๕๒๕ : ๑๙๘ – ๑๙๙) ได้ทรงอธิบายคำพูดที่เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันไว้ในจดหมายลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๘๓ ว่า   Read more »

หัวโขน งานช่างยุค ร.2 สวมหัวแทนใส่หน้ากาก

raknoi-yai-450x675
หัวหุ่นหลวงพระรามและ พระลักษมณ์ ร.2 ทรงแกะจากไม้รัก เรียกว่า “พระยารักใหญ่” และ “พระยารักน้อย” ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ภาพโดย นายยุทธวรากร แสงอร่าม)

หัวโขน งานช่างยุค ร.2 สวมหัวแทนใส่หน้ากาก
มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

หัวโขน ใส่แทนหน้ากาก (ที่มีมาแต่ดั้งเดิม) น่าจะมีขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราวแผ่นดิน ร.1-3 โดยเฉพาะช่วง ร.2 มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการช่างและการละเล่นหลายอย่าง
Read more »

หนุมาน เทพเจ้าผู้ประทานความสำเร็จในการงาน องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ของพระราม

ถ้าเราจะกล่าวถึง มหากาพย์รามายณะ (Ramayana) อันเป็นมหากาพย์อันเลื่องชื่อของศาสนาฮินดูแล้ว นอกจากพระรามที่เป็นตัวเอกในเนื้อเรื่อง ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงตัวละครอีกตัวหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่อง รามายณะ อย่างมาก นั่นก็คือ หนุมาน (Hanuman)
Read more »

ความเป็นมาของ พราหมณ์ ในประเทศไทย

บทความโดย มูลนิธิพระพิฆเนศ เผยแพร่ในเว็บไซต์สยามคเณศ ห้ามคัดลอกเพื่อการค้า

พราหมณ์เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยมีมานานหนักหนา ดินแดนสุวรรณภูมิเคยมีพราหมณ์เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่ง เช่น พราหมณ์โกณฑัญญะ ผู้เข้ามาได้นางพญาลิ่วของฟูนันเป็นเมีย ได้ก่อตั้งวงศ์วานเป็นปึกแผ่นในประเทศนั้น ก่อนที่ไทยเราจะอพยพมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิมีพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลก่อนอยู่แล้ว กล่าวเฉพาะเมื่อตั้งประเทศไทยเป็นเอกราชจากขอม เราเคยเป็นพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และปัจจุบันนี้ก็ยังมีพราหมณ์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ยังมีหอโหรพราหมณ์อยู่หลังพระที่นั่งบรมพิมาน ประมุขของพราหมณ์ปัจจุบัน คือ พระราชครูวามเทพมุนีฯ (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) ซึ่งตั้งนิวาสนสถานอยู่ใกล้เทวสถานเสาชิงช้า ใกล้วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ทรงเรียกบริเวณนี้ว่า “เสาชิงช้า อาวาส วัดพราหมณ์”
Read more »

การเจิมบินดิ ติลักษณ์ การเจิมหน้าผากของชาวอินเดีย ผู้บูชาองค์เทพ

บินดิ มีชื่อเรียกเยอะแยะ  เช่น ติกะ, พอททู (อันนี้เป็นภาษาเรียกของทมิฬ), ซินดูร์, ติลักษณ์, ติลักกัม, บินดิยา, กุมกุม ชื่อพวกนี้เรียกแตกต่างกันเพราะความแตกต่างกันของท้องถิ่น หรือ วัสดุที่นำมาใช้ บินดิ มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต บางครั้งก็เรียกว่า บินดี ซึ่งแปลว่า จุด  ชาวอินเดียส่วนมากที่นับถือศาสนาฮินดู เชื่อว่า บินดิเป็นสัญลักณ์อันเป็นมงคล มากกว่าคิดถึงเรื่องความสวยความงาม โดยหญิงชาวฮินดูไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เค้าจะทำสัญลักษณ์นี้ไว้บริเวณระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง  โดยส่วนมากจะใช้ผงซินดูร์ หรือ กุมกุม
Read more »

. . . . . . . . .