Archive for the ‘พระแม่ลักษมี พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ องค์พระแม่ลักษมี’ Category

พระแม่โพสพ การไหว้พระแม่โพสพ การบูชาพระแม่โพสพ ตำนานพระแม่โพสพ

พระแม่โพสพ เทพธิดาแห่งข้าว
บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

พระแม่โพสพ ในทางเทววิทยาจัดว่าเป็นผีชั้นสูง เป็นสตรีงดงาม แต่งกายด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณสมัยโบราณ ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบชายกรอมลงมาถึงปลายหน้าแข้ง ทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ตระการตา ไว้ผมยาวสลวยประบ่า มีกระจังกรอบหน้า และกรรเจียกจอนชดช้อย

ประติมานวิทยาของพระแม่โพสพ คือประทับนั่งพับเพียบเรียบร้อยอย่างกุลสตรีไทยโบราณ มือข้างหนึ่งถือรวงข้าว ส่วนอีกข้างถือถุงโภคทรัพย์เต็มถุง โดยปกติประทับนั่งบนแท่น หากเสด็จไปที่ใด ก็ทรงมีพาหนะเป็นปลากรายทองและปลาสำเภา

บางตำนานเล่าว่า แต่เดิมท่านเป็นเทพธิดาครับ เมื่อหมดบุญในสวรรค์แล้วจึงลงมาเกิดเป็นข้าวด้วยสงสารที่มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างอดอยาก โดยได้รับความช่วยเหลือจากพระฤาษีในป่าหิมพานต์ให้ได้เป็นข้าวกระจายไปในที่ต่างๆ

แต่จากบทความเรื่อง ” พระแม่โพสพ เทวีแห่งข้าว” โดย สุกัญญา ภัทราชัย ในหนังสือ ข้าวกับวิถีชีวิตไทย กล่าวว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระแม่โพสพมีเล่ากันทุกภาค มีความแตกต่างกันเป็น ๒ แนวครับ Read more »

พิธีบูชาพระแม่ลักษมีในฤดูเก็บเกี่ยว

devi-lakshmi-goddess-of-wealth-CI69_l

เกษตรกรในอินเดียเหนือแถบแคว้นโอริสสา นิยมบูชาพระแม่ลักษมีในฐานะมหาเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทุกปีที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปริมาณมาก พวกเขาจะประกอบพิธีบูชาพระลักษมี ในวันเพ็ญของฤดูเก็บเกี่ยวในวันนั้น ทุกๆ บ้านจะตกแต่งบ้านเรือนอย่างสวยงาม มีงานเลี้ยงรื่นเริงอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งหมู่บ้านที่เป็นการเฉลิมฉลองหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปี และยังเป็นการบูชาพระแม่ลักษมีพระเทวีที่ตนรักและศรัทธาอีกด้วย

พระแม่ลักษมีในฐานะต้นกำเนิดพระแม่โพสพ

นอกจากจะเชื่อกันว่า พระแม่ลักษมีสามารถดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทางพืชพันธุ์ธัญญาหารแก่ผู้ที่บูชาได้แล้ว ชาวอินเดียโบราณยังเชื่อกันว่ ามีพระแม่ลักษมีปางหนึ่งที่อวตารลงมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ปางนั้นก็คือปางธัญญลักษมี พระลักษมีมหาเทวีจะทรงอาภรณ์สีเขียวมี 4-6 พระกร พระหัตถ์อย่างน้อย 2 ข้างจะทรงรวงข้าวและธัญพืช ส่วนที่เหลืออาจแสดงปางประทานพรหรือปางประทานอภัยทาน

นิทานปรัมปราของอินเดีย กล่าวถึงที่มาของพระแม่ลักษมีปางนี้ว่า ครั้งหนึ่งโลกประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง แผ่นดินขาดช่วง พื้นดินแห้งแล้งแตกระแหง แสงอาทิตย์ก็ร้อนแรงจนผู้คนอยู่ไม่ได้ แหล่งน้ำแห้งขอดลงเรื่อยๆ พืชพันธุ์ธัญญาหารทยอยยืนต้นตายทีละต้นในที่สุดชาวบ้านทนความเดือดร้อนไม่ไหว จึงร่วมกันสวดบูชาวิงวอนพระวิษณุขอให้ช่วยเหลือ ทว่าในเวลานั้นพระวิษณุบรรทมหลับอยู่ จึงไม่ได้ยินเสียงวิงวอนของผู้คนในโลก มีแต่พระแม่ลักษมีเท่านั้นที่ได้ยินเสียงบทสวดวิงวอน พระแม่ลักษมีเทวีจึงแบ่งภาคลงมาช่วยเหลือมนุษย์โลก ด้วยการนำพระมหาสังข์ใส่น้ำ โปรยปรายเป็นฝน และเนรมิตข้าวในนา และพืชพันธุ์ธัญญาหารให้กลับมาเจริญงอกงามอีกครั้ง เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีแก่ชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยาก Read more »

คติความเชื่อเกี่ยวกับพระแม่ลักษมี

พระแม่ลักษมี ได้รับการยกย่องตั้งแต่สมัยพระเวทเป็นต้นมา ในฐานะมหาเทวีแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ พร้อมกับความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระแม่ที่มีมาก่อนในหมู่ชนพื้นเมือง ด้วยเหตุนี้ประชาชน เกษตรกร พ่อค้าทั้งในอินเดียและดินแดนใกล้ไกล จึงนิยมบูชาพระแม่ลักษมีเพื่อมุ่งหวังโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ของผลิตผลทางการเกษตร และการค้าขายที่ประสบความสำเร็จมีกำไร สอดคล้องกับการพบรูปคชลักษมีและพระแม่ลักษมีจำนวนมากมายตามย่านการค้า เมืองท่าสำคัญ เมืองเกษตรกรรม และชุมชนน้อยใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นจี้ขนาดเล็กสำหรับพกพาติดตัวหรือรูปเคารพขนาดย่อมสำหรับตั้งบูชา หนังสือพระลักษมีเทวีผู้เปี่ยมด้วยพระสิริโฉมและความกรุณาปราณี : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / สำนักพิมพ์อมรินทร์

 

พระแม่ลักษมีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พระแม่ลักษมีในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ นักวิชาการสันนิษฐานว่า ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นชนชั้นสูง และชนชั้นปกครอง ดูจะให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมและความมั่นคงทางการเมือง เพราะคนไทยในสมัยนั้นมีศรัทธาต่อพุทธศาสนาเหนือสิ่งอื่นใด อย่างไรก็ดีความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็ไม่ได้เลือนหายไป ที่ราชธานีแห่งใหม่ยังคงมีการสร้างเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ประกอบด้วยโบสถ์ 3 หลัง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ในราชสำนักมีการสร้างเสาชิงช้าขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้บ้านเมืองมีความแข็งแรง เมื่อพ.ศ. 2327

ประติมากรรมพระแม่ลักษมีที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ได้แก่ พระแม่ลักษมีซึ่งประดิษฐานภายในสถานพระนารายณ์ในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า รูปพระแม่ลักษมีหล่อด้วยปูนลงรักสีดำสนิท พระอิริยาบถทรงยืน ในส่วนของอริยาบทนั้น รูปพระแม่ลักษมีทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ แล้วทรงถือดอกบัว 1 ดอก ลกษณะนี้จะพบเห็นได้เสมอในรูปเทวสตรีของศิลปะอินเดียภาคใต้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ลวะเป็นต้นมา หนังสือพระลักษมีเทวีผู้เปี่ยมด้วยพระสิริโฉมและความกรุณาปราณี : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / สำนักพิมพ์อมรินทร์

พระแม่ลักษมี ที่ปรากฏในศาสนาพุทธนิกายมหายาน

ในประเทศอินเดีย เนปาล และ ทิเบต มีคัมภีร์หลายเล่มที่กล่าวถึงพระแม่ลักษมีว่า เป็นหนึ่งในเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู 12 พระองค์ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากพระวรกายส่วนต่างๆ ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี เปล่งรัศมี จากพระอังสะสายปรากฏเป็นพระพรหม จากพระเนตรทั้งสองข้างเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ จากพระโอษฐ์เป็นพระวายุ จากพระทนต์เป็นพระสรัสวดี จากพระอุทรเป็นพระวรุณ จากพระเพลาเป็นพระแม่ลักษมี จากพระนาภีเป็นพระแม่คงคา จากพระเกศาเป็นพระอินทร์และเทวดา

ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นการเน้นบทบาทความสำคัญของศาสนาพุทธอย่างแท้จริงโดยยกให้พระโพธิสัตว์เป็นผู้ให้กำเนิดเทพเจ้าและมหาเทวีในศาสนาพราหมณ์ฮินดูแทน มิใช่การถือกำเนิดด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่าสวยัมภู หรือกำเนิดจากมหาเทพผู้เป็นใหญ่อย่างที่ปรากฏบ่อยๆ ในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ฮินดู

ไม่เพียงการกล่าวถึงกำเนิดของพระแม่ลักษมีเท่านั้น คัมภีร์บางเล่มยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า พระแม่ลักษมีเป็นที่รู้จักกันใน 2 บทบาทด้วยกัน บทบาทที่ 1 พระแม่ลักษมีเป็นเทพธิดาแห่งความเป็นสิริมงคล โชคลาภ และความงาม ผู้ซึ่งมักแผ่กุศลผลบุญต่างๆแก่สรรพสัตว์ บทบาทที่ 2 พระแม่ลักษมีเป็นหนึ่งใน ธรรมธาดา หรือผู้พิทักษ์รักษาพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าศาสนาพุทธนิกายมหายานในอินเดีย เนปาล และ ทิเบต ยังคงยกย่องพระแม่ลักษมีให้เป็นมหาเทวีแห่งความเป็นสิริมงคล โชคลาภ และ ความงาม เช่นที่มีมาก่อนในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ขณะเดียวกันก็เพิ่มบทบาทใหม่ด้วยการยกย่องพระแม่ลักษมีให้เป็นผู้พิทักษ์รักษาพุทธศาสนา

หนังสือพระลักษมีเทวีผู้เปี่ยมด้วยพระสิริโฉมและความกรุณาปราณี : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / สำนักพิมพ์อมรินทร์

พระแม่ลักษมีเมื่อปรากฏร่วมกับพระวิษณุ

10471100_477070982448015_40716819154789615_n

เมื่อพระแม่ลักษมีได้รับยกย่องให้เป็น “ศักติ” และชายาของพระวิษณุ ก็เริ่มมีการทำประติมากรรมพระแม่ลักษมีคู่กับพระวิษณุมากขึ้น มีทั้งอยู่ในอิริยาบถทรงยืนเคียงข้างกัน ทรงยืนโอบกอดประทับเคียงข้างกัน ประทับโอบกอด และ พระอิริยาบถบรรทม

ลักษณะทั่วไป : เป็นหญิงสาวรูปงาม ดวงตาเหมือนกลีบดอกบัว สะโพกผาย มีสิริโฉมงดงาม พระวรกายอยู่ในวรรณะขาวหรือทอง มี 2 กรเสมอ แต่งองค์อย่างนางกษัตริย์ สวมสร้อยสังวาลย์ กุณฑลและธำมรงค์

ปางที่รู้จักและน่าสนใจ : “นารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ พระวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” เป็นตอนที่พระวิษณุทรงบรรทมในท่ามกลางเกษียรสมุทร โดยมีพญาอนันตนาคราชทำหน้าที่รองรับพระวรกาย ครั้งนั้นเป็นการบรรทมหลับระหว่างภายหลังจากการทำลายโลกด้วยอำนาจแห่งพระศิวะมหาเทพ ทุกสรรพสิ่งถูกทำลายล้าง พื้นดินจมอยู่ใต้มหาสมุทร Read more »

พระแม่ลักษมีและเทวีอโฟไดติ ความเหมือนและความต่าง

lakshmi-deviScreenShot489

ไม่เพียงความคล้ายคลึงกันในสถานที่กำเนิด พระแม่ลักษมีและเทวีอโฟไดตินั้น ยังได้ชื่อว่าเป็นเทวีแห่งความรักความงามและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกันอีกด้วย

ความรักของพระแม่ลักษมีนั้นมีอยู่ 2 ประการ
ประการแรก คือ ความรักความภักดีต่อพระวิษณุหรือพระนารายณ์ อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และประการที่สอง ความรักความเมตตาและกรุณาต่อทวยเทพ มนุษย์ และ สัตว์ สรรพชีวิตอย่างไม่มีประมาณ Read more »

พระแม่ลักษมี เทวีแห่งความงามและความรัก

lakshmi-goddess-of-wealth-QM19_l

ความงามตามอุดมคติ เป็นคุณลักษณะที่มนุษย์ทุกคนถวิลหา กระนั้นมนุษย์เราก็เข้าใจตรงกันว่า แม้จะหาความงามเช่นนั้นจนสิ้นแผ่นดินโลก ก็ไม่มีทางพบได้ นี่เป็นที่มาที่ทำให้มนุษย์ทั่วทุกมุมโลกนับถือความงาม ดังจะเห็นว่าในทุกวัฒนธรรมและความเชื่อ ล้วนมีเทวีแห่งความงามที่งามเลิศและแสนดี ไว้บูชากราบไหว้ เพราะเชื่อว่าพระนางจะอวยชัยให้พร ดลบันดาลให้ตนสมปรารถนาได้

ฝั่งตะวันตกก็มีเทพีอโฟรไดท์ตี ส่วนฝั่งตะวันออก พระแม่ลักษมีก็คือที่สุดของพระเทวีแห่งความงาม พระลักษมีได้รับการยกย่องว่าเป็นเทวีที่มีสิริโฉมงดงามเป็นเลิศที่สุดในสามโลก ทั้งยังเป็นเทวีที่ทรงคุณด้านความกรุณาปราณีประดุจมารดามีต่อบุตร เป็นเทวีที่ประทานความมั่งคั่งร่ำรวยและจงรักภักดีในความรักที่มีต่อองค์พระวิษณุมหาเทพ Read more »

องค์พระศิวะ ความเกี่ยวข้องกับไทยและพุทธศาสนา

image

พระศิวะหรือพระอิศวรในประเทศไทย

ศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั้นได้เข้ามาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานกว่า 5 พันปี แต่มารวมกันในศาสนาพุทธนิกายมหายานและมนตรยานนานราว 2500 ปี
จะเห็นโบราณวัตถุในดินแดนนี้ไม่ว่าจะเป็นประสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมายหรืออาณาจักรนครวัดในประเทศกัมพูชาซึ่งเดิมทีเป็นของประเทศไทย มีรูปจำหลักหรือเทวรูปพระอิศวรพระนารายณ์มากมาย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของคำว่า อวโลกิเตศวรนั้นมาจากรากฐานคำว่าอิศวรหรือพระศิวะ Read more »

ตำนานพระแม่ลักษมี เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์

พระแม่รัศมี พระแม่ลักษมีเทวี
คัมภีร์ภควัทปุราณะกล่าวว่า เมื่อ พระแม่ลักษมี ปรากฏพระวรกายขึ้นหลังจากการเปลี่ยนเกษียรสมุทรแล้วเทวดาอสูรและมนุษย์ต่างร่วมลงนามความงามและปรารถนาจะได้พัฒนามาเป็นชายาทั้งสิ้นครั้งนั้นพระอินทร์ได้ทูลอัญเชิญให้พระนางประทับบนอาสนะเทพแห่งน้ำดื่มน้ำมาให้คะแนนชำระพระวรกายด้วยมีเหล่าเทพอัปสรและคนธรรพ์บรรเลงเพลงขับกล่อมเกลาช้างประจำทิศช่วยกันลดน้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหม้อน้ำทองให้พระนางลักษมีซึ่งทรงถือดอกบัวอยู่จากนั้นพระมหาสมุทรทรงถวายผ้าไหมสีเหลือง 2 ผืน พระวรุณทรงถวายมาลัยไวชยันตีพระวิศวกรรมถวายเครื่องประดับต่างๆ พระแม่สรัสวดีทรงถวายสร้อยมุก พระพรหมทรงถวายดอกบัวและกุณฑล ครั้นเมื่อเสร็จพิธี พระแม่ลักษมีก็เรียกพระวิษณุเป็นพระสวามี

คัดมาจาก หนังสือ พระลักษมี โดย วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ สนพ.อัมรินทร์

พิทักษ์ โค้ววันชัย นักเขียนหนังสือบูชาองค์เทพ ที่มีผลงานมากที่สุดของไทย

image

พิธีบูชาพระแม่ลักษมี ในวันดีปาวลี หรือ ทีปาวลี

lakshmi-devi

การจัดพิธีบูชาพระแม่ลักษมี ในวันทีปาวลี (ดีปาวลี วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2556)
ด้วยพิธี : โษทโศปจาร ลักษมีปูชาวิธิ
โดย – อ.พิทักษ์ โค้ววันชัย (สยามคเณศ) และ ทีมงานสยามคเณศ
มอบแด่ กลุ่มผู้ศรัทธาทุกท่าน

เทศกาลดีปาวลี ที่ประเทศอินเดีย ถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญ ดังนี้
1. เป็นเทศกาลปีใหม่ของอินเดีย
2. เป็นเทศกาลบูชาองค์พระแม่ลักษมี เทวีผู้ทรงประทานความสุข ความสมบูรณ์ ความรัก และความร่ำรวย
ในช่วงเทศกาลนี้ ศาสนิกชนจะประกอบพิธีบูชาองค์พระแม่ลักษมี เพื่อขอพรให้เกิดความสุขสมหวังแก่ชีวิต

ในแต่ละปี เทศกาลดีปาวลี จะไม่ตรงกัน ในปี พ.ศ.2556 นี้ ตรงกับวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2556
ผู้ศรัทธาสามารถจัดการบูชาถวายพระแม่ลักษมี วันที่ 2 หรือ 3 หรือจะบูชาทั้ง 2 วันก็ได้
เวลาที่ควรจัดบูชา : หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

1. จัดเตรียมเทวรูป

ทำความสะอาดเทวรูป ที่มีประดิษฐานอยู่ในบ้านทั้งหมด หากเทวรูปองค์ไหนใช้น้ำล้างได้ก็ล้างให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง หากองค์ไหนอาจเสียหายจากการถูกน้ำ ให้ใช้ผ้าหรือแปรงปัดฝุ่นให้เรียบร้อย

ให้เลือกเทวรูปพระแม่ลักษมี 1 องค์ มาจากที่ผู้บูชามีประดิษฐานอยู่ในบ้าน โดยเลือกองค์ที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ทำจากวัสดุที่โดนน้ำได้ เช่น หินแกะสลัก ทองเหลือง สำริด เรซิ่น ฯลฯ ไม่ควรเป็นเทวรูปไม้แกะสลัก เทวรูปปูนปั้น ดินปั้น หรือเทวรูปที่มีการตกแต่งประดับด้วยคริสตัลเพชรพลอย เพราะอาจทำให้เสียหาย

(ใครไม่มีเทวรูปที่ให้สรงน้ำได้ เอาถ้วยหรือชามมาวางไว้ แล้วทุกขั้นตอนที่เทลงไปที่องค์ท่าน ก็ให้เทใส่ชามไปแทนครับ ก็คือเราเปลี่ยนจากสรงไปที่ตัวเป็นการเทถวายให้ท่านแทน)

องค์ที่เราเลือกมานี้ จะเรียกว่า “องค์บูชา”

Read more »

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในประเทศไทย

วัดวิษณุ ยานนาวา

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ตั้งอยู่เลขที่ 96 ซ.เจริญราษฎร์ 3 (ซอยวัดปรก) แขวงทุ่งวัดดอน กรุงเทพฯ ก่อสร้างโดยสมาคมฮินดูธรรมสภา เป็น สมาคมทางศาสนาในองค์การศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยชาวอุตตรประเทศจากประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า “พวกยูพี” ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวอุตตรประเทศนั้น เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก แต่เดิมที่ชาวอุตตรประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ไปกระทำศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม

ต่อมาเมื่อมีชาวฮินดูจากอุตตรประเทศได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมฮินดูธรรมสภา และแยกตัวออกมาสร้างเทวาลัยแห่งใหม่ขึ้น จากการเรี่ยไรรวบ รวมเงินกันได้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในซอยวัดปรก ด้วยเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาถูก และมีชาวอุตตรประเทศอาศัยอยู่ในเขตนั้นจำนวนมาก

สิ่งที่โดดเด่นของวัดวิษณุ และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุตตรประเทศผู้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ คือ วัดวิษณุ นับว่าเป็นวัดเดียวของศาสนาฮินดูในประเทศ ที่มีเทวรูปประดิษ ฐานอยู่มากที่สุดถึง 24 องค์ ว่ากันว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว โดยบนชั้น 2 ของเทวาลัยหลัก ประกอบไปด้วยเทวรูปพระวิษณุ-พระลักษมี ซึ่งถือเป็นเทวรูปประธานของวัด พระราม-นางสีดา พระลักษมณ์ พระภรต พระศัตรุฆน์ ศรีหนุมานตอนแบกต้นสังกรณีตรีชวา พระกฤษณะ-นางราธา พระพิฆเนศ ขนาบด้วยรูปหินอ่อนขนาดเล็กของพระนางพุทธิและสิทธิ พระชายา เป็นต้น
Read more »

พราหมณ์ : ตำนานการโล้ชิงช้าในเอกสารไทย

large_DSC04372
จิตรกรรมฝาผนังการโล้ชิงช้าที่วัด มหาเจดีย์ บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เอกสารไทยนับแต่โบราณหลายฉบับเราพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น เอกสารตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายฉบับ วรรณกรรมชาวบ้าน เช่น นิทานเรื่องมโนราห์ของล้านนาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องมโนราห์ของภาคใต้ นิทานเรื่องศรีธนญชัยของไทยคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงของลาว ฯลฯ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือแม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์ หมายถึงผลผลิตทางภูมิปัญญาของนักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติสอนใจ บทเรียน อาจเริ่มต้นจาก วรรณกรรมมุขปาฐะ ถ่ายทอดผ่านรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งจนแพร่หลายในสังคมจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จนเมื่อมีการบันทึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทั้งสองประเภทถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแล้วมีการนำติดตัวเดินทาง การเกิดทางของนักเล่านิทาน พ่อค้า พระสงฆ์ เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเวลานานขึ้น  ส่งต่อกันมากขึ้น ในที่สุดก็แทบจะหาต้นฉบับไม่ได้ หาผู้แต่งไม่ได้ และแทบจะสืบไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด ทั้งนี้อาจมีหลายที่ที่แต่งเรื่องราวนั้นออกมาเหมือน ๆ กัน สอดคล้องกัน เพราะมีสาเหตุปัจจัย ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเรียกว่า การแพร่กระจายทางวัฒนะธรรม มีทฤษฎีตั้งไว้เพื่ออธิบายสิงประเภทคือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และ ทฤษฎีพหุกำเนิด

Read more »

. . . . . . . . .