Archive for the ‘วัดแขก โบสถ์พราหมณ์ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ เทวสถาน เทวาลัยพระพิฆเนศ ศาลพระพิฆเนศ ศาลพระพรหม’ Category

วิธีปฏิบัติบูชาพระพิฆเนศ ในช่วงเทศกาลคเณศจตุรถี ปี พ.ศ.2559

วันประสูติพระพิฆเนศ Read more »

พระแม่ลักษมีในฐานะต้นกำเนิดพระแม่โพสพ

นอกจากจะเชื่อกันว่า พระแม่ลักษมีสามารถดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทางพืชพันธุ์ธัญญาหารแก่ผู้ที่บูชาได้แล้ว ชาวอินเดียโบราณยังเชื่อกันว่ ามีพระแม่ลักษมีปางหนึ่งที่อวตารลงมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ปางนั้นก็คือปางธัญญลักษมี พระลักษมีมหาเทวีจะทรงอาภรณ์สีเขียวมี 4-6 พระกร พระหัตถ์อย่างน้อย 2 ข้างจะทรงรวงข้าวและธัญพืช ส่วนที่เหลืออาจแสดงปางประทานพรหรือปางประทานอภัยทาน

นิทานปรัมปราของอินเดีย กล่าวถึงที่มาของพระแม่ลักษมีปางนี้ว่า ครั้งหนึ่งโลกประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง แผ่นดินขาดช่วง พื้นดินแห้งแล้งแตกระแหง แสงอาทิตย์ก็ร้อนแรงจนผู้คนอยู่ไม่ได้ แหล่งน้ำแห้งขอดลงเรื่อยๆ พืชพันธุ์ธัญญาหารทยอยยืนต้นตายทีละต้นในที่สุดชาวบ้านทนความเดือดร้อนไม่ไหว จึงร่วมกันสวดบูชาวิงวอนพระวิษณุขอให้ช่วยเหลือ ทว่าในเวลานั้นพระวิษณุบรรทมหลับอยู่ จึงไม่ได้ยินเสียงวิงวอนของผู้คนในโลก มีแต่พระแม่ลักษมีเท่านั้นที่ได้ยินเสียงบทสวดวิงวอน พระแม่ลักษมีเทวีจึงแบ่งภาคลงมาช่วยเหลือมนุษย์โลก ด้วยการนำพระมหาสังข์ใส่น้ำ โปรยปรายเป็นฝน และเนรมิตข้าวในนา และพืชพันธุ์ธัญญาหารให้กลับมาเจริญงอกงามอีกครั้ง เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีแก่ชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยาก Read more »

คติความเชื่อเกี่ยวกับพระแม่ลักษมี

พระแม่ลักษมี ได้รับการยกย่องตั้งแต่สมัยพระเวทเป็นต้นมา ในฐานะมหาเทวีแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ พร้อมกับความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระแม่ที่มีมาก่อนในหมู่ชนพื้นเมือง ด้วยเหตุนี้ประชาชน เกษตรกร พ่อค้าทั้งในอินเดียและดินแดนใกล้ไกล จึงนิยมบูชาพระแม่ลักษมีเพื่อมุ่งหวังโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ของผลิตผลทางการเกษตร และการค้าขายที่ประสบความสำเร็จมีกำไร สอดคล้องกับการพบรูปคชลักษมีและพระแม่ลักษมีจำนวนมากมายตามย่านการค้า เมืองท่าสำคัญ เมืองเกษตรกรรม และชุมชนน้อยใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นจี้ขนาดเล็กสำหรับพกพาติดตัวหรือรูปเคารพขนาดย่อมสำหรับตั้งบูชา หนังสือพระลักษมีเทวีผู้เปี่ยมด้วยพระสิริโฉมและความกรุณาปราณี : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / สำนักพิมพ์อมรินทร์

 

พระแม่ลักษมีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พระแม่ลักษมีในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ นักวิชาการสันนิษฐานว่า ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นชนชั้นสูง และชนชั้นปกครอง ดูจะให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมและความมั่นคงทางการเมือง เพราะคนไทยในสมัยนั้นมีศรัทธาต่อพุทธศาสนาเหนือสิ่งอื่นใด อย่างไรก็ดีความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็ไม่ได้เลือนหายไป ที่ราชธานีแห่งใหม่ยังคงมีการสร้างเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ประกอบด้วยโบสถ์ 3 หลัง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ในราชสำนักมีการสร้างเสาชิงช้าขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้บ้านเมืองมีความแข็งแรง เมื่อพ.ศ. 2327

ประติมากรรมพระแม่ลักษมีที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ได้แก่ พระแม่ลักษมีซึ่งประดิษฐานภายในสถานพระนารายณ์ในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า รูปพระแม่ลักษมีหล่อด้วยปูนลงรักสีดำสนิท พระอิริยาบถทรงยืน ในส่วนของอริยาบทนั้น รูปพระแม่ลักษมีทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ แล้วทรงถือดอกบัว 1 ดอก ลกษณะนี้จะพบเห็นได้เสมอในรูปเทวสตรีของศิลปะอินเดียภาคใต้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ลวะเป็นต้นมา หนังสือพระลักษมีเทวีผู้เปี่ยมด้วยพระสิริโฉมและความกรุณาปราณี : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / สำนักพิมพ์อมรินทร์

พระแม่ลักษมีเมื่อปรากฏร่วมกับพระวิษณุ

10471100_477070982448015_40716819154789615_n

เมื่อพระแม่ลักษมีได้รับยกย่องให้เป็น “ศักติ” และชายาของพระวิษณุ ก็เริ่มมีการทำประติมากรรมพระแม่ลักษมีคู่กับพระวิษณุมากขึ้น มีทั้งอยู่ในอิริยาบถทรงยืนเคียงข้างกัน ทรงยืนโอบกอดประทับเคียงข้างกัน ประทับโอบกอด และ พระอิริยาบถบรรทม

ลักษณะทั่วไป : เป็นหญิงสาวรูปงาม ดวงตาเหมือนกลีบดอกบัว สะโพกผาย มีสิริโฉมงดงาม พระวรกายอยู่ในวรรณะขาวหรือทอง มี 2 กรเสมอ แต่งองค์อย่างนางกษัตริย์ สวมสร้อยสังวาลย์ กุณฑลและธำมรงค์

ปางที่รู้จักและน่าสนใจ : “นารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ พระวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” เป็นตอนที่พระวิษณุทรงบรรทมในท่ามกลางเกษียรสมุทร โดยมีพญาอนันตนาคราชทำหน้าที่รองรับพระวรกาย ครั้งนั้นเป็นการบรรทมหลับระหว่างภายหลังจากการทำลายโลกด้วยอำนาจแห่งพระศิวะมหาเทพ ทุกสรรพสิ่งถูกทำลายล้าง พื้นดินจมอยู่ใต้มหาสมุทร Read more »

เขาไกรลาส ที่ประทับของพระศิวะ

เรื่องราวของเทพเจ้าฮินดู ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่แปลก เพระองค์เทพแต่ละองค์จะมีที่ประทับอยู่ที่ต่างๆ กัน อาทิ ท้าวจตุโลกบาล ประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยมีภูเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาล มีทะเลสีทันดรล้อมรอบอยู่ ในระหว่างเขาคือภูเขาทั้งเจ็ดลูก

ในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์นั้นสวรรค์ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่งได้แก่
1. ยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์ เป็นภูเขาทองคำแท้ทั้งภูเขา
2. ยอดเขาไกรลาส พระศิวะและพระแม่อุมาเทวีประทับอยู่ มีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่าผาเผือก เพราะมีสีขาวดั่งเงินยวง
3. พรหมโลก เป็นที่สถิตของพระพรหม และ พระแม่สุรัสวดี ซึ่งมีถึง 16 ชั้น ในวรรณคดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล่าวถึงลักษณะของพรหมโลกมากนัก
4. ไวกูณฐ์ หรือ ทะเลน้ำนม อยู่กึ่งกลางระหว่างสวรรค์ทั้ง 3 แห่งข้างต้น เป็นที่สถิตของพระวิษณุและพระแม่ลักษมี ซึ่งประทับหลับสนิทบนหลังของพระยาอนันตนาคราช และ บริเวณสะดือทะเล

สำหรับเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะนี้ บางที่ก็กล่าวว่า เป็นที่อยู่ของท้าวกุเวร ตั้งอยู่บนภูเขาหิมาลัยซึ่งเป็นยอดสูงสุดในตอนใต้ของทะเลสาบมานัส ที่ชาวฮินดูนับถือกันมาก เพราะถือกันว่าเป็นที่สถิตแห่งองค์เทพและประชาบดี หรือ พระฤาษีสำคัญๆ Read more »

พระพิฆเนศในคติพระพุทธศาสนา

นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับพระพิฆเนศ จะปรากฏหลักฐานในศาสนาพราหมณ์ฮินดูแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับพระพิฆเนศยังปรากฏในคติพระพุทธศาสนาด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธศาสนามหายาน ได้ยอมรับนับถือพระพิฆเนศว่าเป็นสิทธิธาดา ซึ่งหมายถึงผู้ประทานความสำเร็จอีกด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่า มีบทสวดเรียกว่า คณปติหฤทัย

รวมทั้งยังได้พบรูปเคารพของพระพิฆเนศในประติมากรรมทางพระพุทธศาสนาสมัยราชวงศ์คุปตะตอนปลาย เช่น ในภาพพระพุทธเจ้าปรินิพพานที่สารนาถมีภาพพระพิฆเนศทรงหนูอยู่ร่วมกับเทพองค์อื่นในเวลาต่อมาจึงมีภาพพระพิฆเนศในรูปของเทพเจ้าในพระพุทธศาสนามหายาน มีชื่อว่าวินายกะ และเป็นปีศาจในศาสนาฮินดู ชื่อวินายกะเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังปรากฏภาพพระพิฆเนศในลักษณะของรูปเคารพต่างๆ ได้แก่
1. พระพิฆเนศกับเทพีปรรณศพรี เป็นรูปเทพีเเหยียบพระพิฆเนศ
2. พระพิฆเนศกับเทพีอปราชิตา เป็นรูปเทพีอปราชิตา ยืนอยู่บนพระพิฆเนศ โดยพระพิฆเนศอยู่ในท่านอนพระบาทขวาถูกเหยียบโดยพระบาทซ้ายของเทพี
3. วิฆนานตกะ เป็นรูปวิฆนานตกะเหยียบพระพิฆเนศ
4. คณปติหฤทัย เป็นเทพี มีเศียรเป็นช้าง ในพระพุทธศาสนานิกายตันตระถือเป็นศักติ (พระชายา) ของคณปติ (พระพิฆเนศ)
5. คณปติ เป็นเทพในพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์สาธนมาลา กล่าวว่า คณปติ มีผิวกายสีแดง มี 2 พระกร มีหนูเป็นพาหนะ

นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพพระพิฆเนศ ถูกเทพมหากาลเหยียบ และ ภาพพระโพธิสัตว์มัญชุศรีเหยียบ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีชัยชนะเหนือศาสนาฮินดู Read more »

องค์พระพิฆเณศวรในสังคมไทยปัจจุบัน

หลังจากรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สังคมไทยได้ให้ความสำคัญและมีการนับถือพระพิฆเนศในฐานะของเทพแห่งความสำเร็จ และ เทพแห่งศิลปวิทยาการ ตามคติของอินเดียมากขึ้น จากเดิมที่มีความสำคัญเฉพาะในด้านพิธีกรรมและด้านช้าง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังที่ปรากฏว่าในเวลาต่อมา ได้มีการสร้างประติมากรรมรูปเคารพของพระพิฆเณศวรขึ้นหลายแห่ง โดยสืบทอดคติการบูชาในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการเป็นหลัก โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร เช่น รูปปูนปั้นที่หน้าบันอาคารวิทยาลัยช่างศิลป์ รูปปูนปั้นผนังด้านหน้าของอาคารวิทยาลัยนาฏศิลป์ ร่วมทั้ง รูปปูนปั้นลอยตัวที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ของโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการสร้างประติมากรรมรูปพระพิฆเณศวร ในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ในหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิทยาการและศิลปะด้วย เช่น พระพิฆเนศที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พระพิฆเณศวรที่กองดุริยางค์ทหารบก

การบูชาพระพิฆเณศวรยังปรากฏในฐานะอื่นด้วย เช่น ถือว่าพระพิฆเณศวรเป็นหัวหน้าคณะบริวารของพระศิวะ จึงมีการสร้างประติมากรรมพระพิฆเนศที่ กองพลที่ 1 ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ Read more »

การกำเนิดพระพิฆเนศในตำนานอินเดียใต้

ในตำนานของอินเดียใต้ มีกล่าวถึงกำเนิดของพระพิฆเนศ ซึ่งเรียกกันว่า ปิลไลยาร์ ไว้ว่า ขณะที่พระแม่อุมาเทวีกำลังสรงน้ำ ปรารถนาจะมีโอรส ทำให้พระเสโทผุดขึ้นมาจากพระวรกาย พระแม่อุมาเทวีทรงลูบพระเสโทออกจากพระองค์ บังเกิดเป็นเด็กน้อยอยู่ในพระหัตถ์

พระศิวะประหลาดพระทัยมาก พระแม่อุมาเทวีทรงถือว่ากุมารนั้นเป็นโอรส ด้วยเหตุนี้เหล่าเทพจึงเดินทางมาเฝ้าและบูชาพระโอรสของพระแม่อุมาเทวี

ในบรรดาเทพเหล่านั้น มี พระเสาร์ รวมอยู่ด้วย พระเสาร์เป็นผู้มีอำนาจพิเศษคือ หากมองจ้องไปยังผู้ใด ผู้นั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน ด้วยเหตุนี้พระเสาร์จึงไม่กล้ามองพระโอรสของพระแม่อุมาเทวี

พระแม่อุมาเทวีกลับทรงเห็นว่า การกระทำดังนี้เป็นการดูถูกพระโอรส พระเสาร์จึงจำใจเงยหน้ามองพระโอรสของพระแม่อุมาเทวี เมื่อพระเสาร์มองพระพิฆเนศวรพระโอรสของพระแม่อุมาเทวีแล้ว เศียรของพระพิฆเนศวร์ก็ไหม้เป็นเถ้าถ่าน Read more »

ตำนานกำเนิดพระพิฆเณศวร จาก คัมภีร์สกันทปุราณะ

ในคัมภีร์อินเดียโบราณ กล่าวถึงเรื่องราวการถือกำเนิดของพระพิฆเณศวรว่า พระแม่อุมาเทวีหรือพระนางปารวตี ทรงขัดถูพระวรกาย และทรงปั้นชายหนุ่มรูปงามจากเครื่องประทินผิวที่ออกมาจากพระวรกายนั้น พระนางได้ทรงชุบชีวิตให้แก่รูปปั้นเป็นหนุ่มรูปงาม เด็กหนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า จะให้หม่อมฉันทำสิ่งใด ขอพระองค์ได้โปรดบัญชา

พระแม่อุมาเทวีจึงตรัสว่า ในขณะที่พระนางกำลังสรงน้ำ อย่าให้ใครล่วงล้ำเข้ามาได้เด็ดขาด จากนั้นเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ไปยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู

ขณะนั้น พระศิวะเสด็จมา และต้องการเข้าไปข้างในที่พระนางอุมาเทวีกำลังสรงน้ เด็กหนุ่มจึงเข้าขัดขวาง จนเกิดการต่อสู้กัน เด็กหนุ่มใช้ไม้กระบองตีที่หน้าผากของพระศิวะ พระศิวะโกรธจัด จึงใช้ตรีศูลตัดศีรษะเด็กหนุ่มสิ้นชีวิต Read more »

ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ จากคัมภีร์ลิงคปุราณะ

ในสมัยหนึ่ง เหล่าอสูรพากันบูชาอ้อนวอนขอพรพระศิวะ เมื่อได้รับพรแล้ว อสูรเหล่านั้นก็พากันก่อความเดือดร้อนไปทั่ว เทวดาทั้งหลายจึงพากันไปขอพรจากพระศิวะว่า ขอให้ทรงสร้างอุปสรรคเพื่อไม่ให้อสูรสามารถทำพิธีบูชาอ้อนวอนพระองค์ได้สำเร็จ

พระศิวะรับคำขอของเหล่าเทวดา จึงเสด็จเข้าไปในครรภ์ของพระแม่อุมาเทวี และถือกำเนิดเป็น พระพิฆเณศวร เทวดาทั้งหลายต่างพากันสรรเสริญพระพิฆเนศ ผู้มีพระพักตร์เป็นช้าง จากนั้นพระพิฆเนศก็ทรงเต้นรำ

พระศิวะอุ้มพระพิฆเนศขึ้นแล้วสั่งให้พระพิฆเนศทรงสร้างอุปสรรคขัดขวางผู้ที่ประกอบพิธีกรรมโดยไม่ให้ทักษิณา (ค่าทำบุญ) แก่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีบวงสรวง รวมทั้งยังตรัสว่า ให้คุ้มครองทั้งคนหนุ่มและคนแก่ที่บูชาพระพิฆเณศวร และให้พรว่า ถ้าใครจะทำพิธีไหว้ พระศิวะ พระนารายณ์ และ พระพรหม ต้องบูชาพระพิฆเนศก่อนเสมอ Read more »

ตำนานพระพิฆเนศเสียงา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ พระพิฆเนศ มีชื่อว่า เอกทันตะ แปลว่าผู้มีงาเดียว นั้น ปรากฏในคัมภีร์ปุราณะซึ่งกล่าวว่า

เดิมพระพิฆเนศมี 2 งา แต่ครั้งหนึ่ง ปรศุราม ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระวิษณุ (พระนารายณ์) ขึ้นไปเฝ้า พระศิวะ ที่เขาไกรลาส เวลานั้นพระศิวะบรรทมอยู่ พระพิฆเนศจึงห้ามมิให้ปรศุรามเข้าไป

ปรศุราม ซึ่งถือว่าตนเป็นคนโปรดของพระศิวะ จะเข้าไปให้ได้ จึงเกิดการวิวาทกันขึ้นกับพระพิฆเนศ ถึงขั้นรบกัน

พระพิฆเนศใช้งวงจับปรศุรามหมุนขว้างไป จนปรศุรามสลบ เมื่อปรศุรามปืนขึ้นมาจึงจับขวานซึ่งพระศิวะประทานให้ขว้างไปที่พระพิฆเณศวร พระพิฆเนศเห็นขวานก็จำได้ว่าเป็นขวานของพระศิวะประทานให้ จึงไม่ยอมต่อสู้เนื่องจากเป็นศาสตราวุธของพระบิดา แต่ก็ได้ก้มลงรับขวานด้วยงาข้างหนึ่ง งานั้นจึงหักไป Read more »

ตำนานพระพิฆเณศวร ในปัทมะปุราณะ

ตำนานพระพิฆเนศในคัมภีร์ปัทมะปุราณะ

เป็นการกล่าวถึงถึงที่มาทำให้พระพิฆเณศวรได้รับพรจากพระศิวะและพระนางปารวตี (พระแม่อุมาเทวี) ให้ได้รับการบูชาก่อนเทพองค์อื่นๆ ดังที่ปรากฏในคัมภีร์ดังต่อไปนี้

สัญชัยฤาษีได้ถามฤาษีวยาสว่า เทพองค์ใดควรได้รับการบูชาก่อนเทพองค์อื่น ฤาษีวยาสกล่าวว่า คนที่ควรการบูชาก่อนเทพองค์ คือ พระพิฆเนศวร เนื่องด้วยพระองค์เป็นผู้ทรงขจัดอุปสรรค สมัยหนึ่งเทวดาได้นำขนมโมทกะ มาถวายพระแม่อุมาเทวี ขนมนี้ใครกินแล้วจะเป็นผู้ที่มีปัญญารอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระแม่อุมาเทวีต้องการประทานขนมนี้แก่บุตรของพระองค์ องค์ใดองค์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีความเฉลียวฉลาดรอบรู้อย่างแท้จริง จึงให้มีการพิสูจน์ความสามารถแข่งขันกันระหว่างพระขันทกุมารและพระพิฆเณศวร์

พระขันทกุมารจึงขี่นกยูงเดินทางไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่มีในโลก ส่วนพระพิฆเนศวร์ ได้เดินวนรอบ ประทักษิณาแก่พระศิวะพระแม่อุมาเทวี แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของพระบิดาและพระมารดา Read more »

ประวัติพญาครุฑ อานุภาพขององค์พญาครุฑ

พญาครุฑ ใหญ่ดั้งภูผา เป็นหนึ่งในท้องนภา

จากเรื่องราวตามตำราและคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู เปรีนบเทียบกันแล้ว สามารถแบ่งพญาครุฑออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก คือ

1. มีร่างกายเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่มีปีกอยู่ด้านหลัง
2. มีร่างกายเป็นคนธรรมดา แต่มีศีรษะเป็นนก
3. มีร่างกายเป็นคนธรรมดา แต่มีศรีษะและขาเป็นนก
4. มีร่างกายเป็นนก แต่มีหัวเป็นมนุษย์
5. มีร่างกายเหมือนกับนกทุกประการ

ในมหากาพย์มหาภารตะ และ มหากายพ์รามายณะ ได้กล่าวถึงรูปร่างของพญาครุฑไว้อย่างชัดเจนว่า พญาครุฑมีขน ปีก และจะงอยปากเหมือนนกทั่วไป อวัยวะทุกส่วนมีพลานุภาพมากกว่านกธรรมดาหลายเท่านัก Read more »

องค์พระศิวะมหาเทพ การขอพรพระศิวะ การบูชาพระศิวะ วิธีบูชาพระศิวะมหาเทพ วิธีไหว้พระศิวะ

พระศิวะมหาเทพ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระศิวะ

พระศิวะทรงเป็นเทพที่ประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดีและยึดมั่นในศีลธรรมอย่างสม่ำเสมอ ผู้ใดประพฤติตัวเพื่ออุทิศถวายแก่พระศิวะแล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรที่ต้องการให้ ในทางตรงกันข้าม เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันข้างหน้าบุคคลผู้นั้นกระทำผิดไปจากความดีงามที่เคยทำอยู่ ผู้นั้นก็จะได้รับภัยพิบัติในชีวิต พระศิวะมหาเทพจึงเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย

ความเชื่อด้านอื่นนั้นว่ากันว่าพระศิวะทรงเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกลและทำให้เกิดความดีงามอันเป็นสิริมงคลเกิดขึ้น สามารถปัดเป่ารักษาเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก หากผู้ใดเจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย หากได้กระทำการบวงสรวงบูชาพระศิวะพร้อมด้วยบทสวดมนต์ต่างๆ และขอพรจากพระศิวะด้วยใจยึดมั่น ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นถูกปัดเป่าให้หายไปได้ Read more »

. . . . . . . . .