Posts Tagged ‘การแก้บน’

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในประเทศไทย

วัดวิษณุ ยานนาวา

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ตั้งอยู่เลขที่ 96 ซ.เจริญราษฎร์ 3 (ซอยวัดปรก) แขวงทุ่งวัดดอน กรุงเทพฯ ก่อสร้างโดยสมาคมฮินดูธรรมสภา เป็น สมาคมทางศาสนาในองค์การศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยชาวอุตตรประเทศจากประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า “พวกยูพี” ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวอุตตรประเทศนั้น เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก แต่เดิมที่ชาวอุตตรประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ไปกระทำศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม

ต่อมาเมื่อมีชาวฮินดูจากอุตตรประเทศได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมฮินดูธรรมสภา และแยกตัวออกมาสร้างเทวาลัยแห่งใหม่ขึ้น จากการเรี่ยไรรวบ รวมเงินกันได้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในซอยวัดปรก ด้วยเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาถูก และมีชาวอุตตรประเทศอาศัยอยู่ในเขตนั้นจำนวนมาก

สิ่งที่โดดเด่นของวัดวิษณุ และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุตตรประเทศผู้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ คือ วัดวิษณุ นับว่าเป็นวัดเดียวของศาสนาฮินดูในประเทศ ที่มีเทวรูปประดิษ ฐานอยู่มากที่สุดถึง 24 องค์ ว่ากันว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว โดยบนชั้น 2 ของเทวาลัยหลัก ประกอบไปด้วยเทวรูปพระวิษณุ-พระลักษมี ซึ่งถือเป็นเทวรูปประธานของวัด พระราม-นางสีดา พระลักษมณ์ พระภรต พระศัตรุฆน์ ศรีหนุมานตอนแบกต้นสังกรณีตรีชวา พระกฤษณะ-นางราธา พระพิฆเนศ ขนาบด้วยรูปหินอ่อนขนาดเล็กของพระนางพุทธิและสิทธิ พระชายา เป็นต้น
Read more »

พระพิฆเณศ เทพแห่งศิลปะในคติของไทย

เหตุใดผู้เรียนศิลปะจึงบูชาพระพิฆเนศ

ganapati-QC32_l
พระพิฆเนศ หรือ พระพิฆเนศวร หรือ พระคเณศ หรือ พระวิฆเณศวร หรือ วิฆเนศ เป็นเทพในศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ เป็นเทพเจ้าแห่งความรอบรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง เป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรคความขัดข้อง

ไมเคิล ไรท (Michael Wright) นักเขียนนักวิชาการผู้ล่วงลับ เขียนไว้ในหนังสือจากเครือมติชน ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ “พระพิฆเนศ มหาเทพฮินดู ชมพูทวีป และอุษาคเนย์” ว่า คนไทยถือว่าพระพิฆเนศเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ คาดว่า รับมาจากศาสนาพราหมณ์ที่ถือพระพิฆเนศเป็นเทพองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ

พระพิฆเนศอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เห็นได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเนศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

ตามตำนาน พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง

ตำนานหนึ่งของพระพิฆเนศ คือ ปราชญ์ที่ใช้ งาส่วนที่หัก จาร หรือเขียนเรื่อง “มหาภารตยุทธ” วรรณคดีสำคัญของอินเดียโบราณลงในใบลาน ตามคำบอกเล่าของฤๅษีวยาสะ ทำให้ได้รับความเคารพนับถือในฐานะผู้ประสาทความรู้ทางอักษรศาสตร์

จึงเชื่อกันว่าเด็กหรือ ผู้ที่จะเริ่มเรียนหนังสือหรือจะเข้าสอบ ต้องไหว้พระพิฆเนศเสียก่อน
Read more »

นครวัด ตำนานนครวัด ประวัตินครวัด ปราสาทนครวัด

นครวัดและการค้นพบ

ภาพโดย by Pigalle

ภาพโดย by Pigalle

“นครวัด” หรือฝรั่ง(เศส) เรียก อังกอร์วัด-Angkor Wat เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานที่เรียกรวมกันว่า “เมืองพระนคร” มี “นครธม” โดดเด่นเคียงคู่ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เจ้าของบ้านออกเสียง เสียมเรียบ) กัมพูชา

นครวัดสร้างในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693 ซึ่งขณะนั้นพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นมหาเทพ รุ่งเรือง สุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัดเป็นเทวาลัยบูชา และให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ (ทรงได้พระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ว่า บรมวิษณุ ส่งผลนครวัดมีอีกชื่อว่า บรมวิษณุมหาปราสาท) นครวัดจึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออกตามขนบ

ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเปลี่ยนนครวัดเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายาน จากช่วงเริ่มสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1650-1693) ที่เป็นเทวสถานฮินดู ครั้นถึง พ.ศ.1720 จามบุกขอม ชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปเมืองนครหลวง ให้สร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากนครวัดไปทางเหนือ เป็นเมืองหลวงใหม่
Read more »

ตำนานพระพิฆเนศวร เรื่องราวของพระพิฆเนศวร์

ตำนานพระพิฆเนศ เรื่องราวของพระพิฆเณศวร์

560141_304441089659021_1811796047_n
คอลัมน์พันธุ์แท้พระเครื่อง / ราม วัชรประดิษฐ์ / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

คนไทยเรามีความคุ้นเคยกับบรรดาเทพทั้งหลายในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมาช้านาน ถึงแม้ประเทศเราจะเรียกว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ก็ไม่สามารถ ปฏิเสธได้ว่ายังมีความเชื่อเกี่ยวกับองค์ทวยเทพต่างๆ ด้วยเช่นกัน อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์หรือคติฮินดูนั้น สถาปนาในสยามประเทศหรือดินแดนสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ต่อมาแม้ว่า “สุวรรณภูมิ” จะเป็นศูนย์รวมของอารยธรรมจากนานาประเทศ แต่ศาสนาที่มีความสำคัญและโดดเด่นที่สุดก็คือ ศาสนาพุทธ

ขณะเดียวกันคติความเชื่อในศาสนาฮินดูก็ยังคงเหนียวแน่นอยู่ในสังคม อันอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองศาสนาต่างมีความแตกต่างมีเอกลักษณ์ของตนอย่างชัดเจน บางอย่างไปด้วยกันได้ และบางอย่างดูเหมือนจะขัดแย้งโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีความสัมพันธ์ในจิตใจคนและเป็นไปอย่างกลมกลืน

สมัยกรุงศรีอยุธยาลัทธิพราหมณ์ค่อนข้างมีความชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ราชธานี (อยุธยา) หรือพระนามของกษัตริย์ที่ขึ้นต้นด้วย สมเด็จพระรามาธิบดี อันเป็นปางหนึ่งใน “รามาวตาร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีพระนามแสดงถึงการเป็นองค์อวตารของ พระวิษณุ อย่างชัดเจน มีการจัดพิธีตรียัมปวาย อันเป็นพิธีพราหมณ์ที่อัญเชิญมหาเทพลงมาตรวจสอบความมั่นคงของเมืองที่แสดงออกโดยการ “โล้ชิงช้า” โดยพราหมณ์ที่เรียกว่า “นาลิวัน”
Read more »

พระศิวะ ศิวะนาฏราช พระศิวะปางร่ายรำ

4852034138_22504c822d_z

‘ศิวนาฏราช’ (Shiva’s cosmic Dance) หมายถึง พระราชาแห่งการร่ายรำ มีการกล่าวถึงฤๅษีพวกหนึ่งประพฤติอนาจารฝ่าฝืนเทวบัญชา พระศิวะทรงขัดเคืองจึงทรงชวนพระนารายณ์เสด็จมายังโลกมนุษย์เพื่อทรมานฤๅษีพวกนั้น เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระฤๅษีสิ้นฤทธิ์จึงทรงฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ขึ้น ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตนหนึ่งชื่อ ‘มุยะกะละ’ (บางตำราเรียกว่า มุยะละคะ หรืออสูรมูลาคนี) มาช่วยพวกฤๅษี จึงทรงเอาพระบาทเหยียบยักษ์ค่อมไว้ แล้วทรงฟ้อนรำต่อไปจนหมด เรียกว่า ‘ปางปราบอสูรมูลาคนี’ ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 1 ต่อมาพระยาอนันตนาคราชซึ่งได้ติดตามพระเป็นเจ้าทั้งสองเมื่อครั้งไปปราบพวกฤๅษี ได้เห็นพระศิวะฟ้อนรำเป็นที่งดงามจึงใคร่อยากชมการฟ้อนรำอีก พระนารายณ์จึงแนะนำให้ไปบำเพ็ญตบะบูชาพระศิวะที่เชิงเขาไกรลาศ พระศิวะทรงเมตตาประทานพร โดยจะเสด็จไปฟ้อนรำให้ดูในมนุษยโลก ณ ตำบล จิดรัมบรัม หรือจิทัมพรัม ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย อันเป็นศูนย์กลางของมนุษยโลก ทรงฟ้อนรำให้ชาวโลกชมอย่างงดงามถึง 108 ท่าด้วยกัน

ชาวโลกจึงร่วมกันสร้างเทวาลัยขึ้นที่เมืองนี้ เพื่อเป็นที่เคารพบูชาแทนองค์พระศิวะ ภายในเทวาลัยนี้แบ่งออกเป็น 108 ช่อง เพื่อแกะสลักท่าร่ายรำของพระอิศวรไว้จนครบ การร่ายรำครั้งนี้ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 2
Read more »

พระพิฆเนศในคัมภีร์อินเดียโบราณ

tumblr_mdic4qWGek1qhetxwo1_500
พระพิฆเนศในคัมภีร์โบราณ

คอลัมน์พันธุ์แท้พระเครื่อง / ราม วัชรประดิษฐ์ / นสพ.ข่าวสด

เรื่องราวขององค์พระพิฆเนศ จะปรากฏในวรรณกรรมโบราณของอินเดียที่กล่าวถึงเรื่องราว 5 ประการ อันได้แก่ การสร้างโลก, การทำลายล้างโลกและการสร้างโลกใหม่, กำเนิดของเทพเจ้าและมหาฤๅษีต่างๆ, การเริ่มต้นของพระมนูและยุคแห่งพระมนู และเรื่องราวประวัติของสุริยวงศ์กับจันทรวงศ์ เรารู้จักในชื่อ ‘คัมภีร์ปุราณะ’ แปลว่า เรื่องราวเก่าแก่ จัดเป็นงานวรรณกรรมอินเดียโบราณที่มีอายุตั้งแต่ปลายยุคพระเวท และยุคมหากาพย์เรื่อยมา

คัมภีร์ปุราณะ จะรจนาเรื่องราวของทวยเทพในคติความเชื่อของฮินดู โดยมีศูนย์กลางของเรื่องราวอยู่ที่ “ตรีมูรติ” แบ่งออกเป็น ‘มหาปุราณะ’ 18 เล่ม และแบ่งย่อยออกเป็น ‘อุปปุราณะ’ อีก 18 เล่ม เช่น วิษณุปุราณะ กล่าวถึงเรื่องราวของพระวิษณุ, อัคนิปุราณะ กล่าวถึงเรื่องราวของพระอัคนี, สกันทปุราณะ กล่าวถึงเรื่องราวของพระสกันทะ, ครุฑปุราณะ กล่าวถึงเรื่องราวของพญาครุฑ และคเณศปุราณะ กล่าวถึงเรื่องราวขององค์พระพิฆเนศ เป็นต้น
Read more »

พระคเณศมีงาเดียว

องค์พระพิฆเนศวร์
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

‘พระพิฆเณศวร์’ หรือบางแห่งเขียนว่า พระพิฆเนศ หรือ พระคเณศ เป็นเทพองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี ด้วยเชื่อว่าท่านเป็นเทพแห่งศิลปะความรู้ และความสำเร็จทั้งมวล

คนจึงนิยมกราบไหว้ท่าน เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งอำนวยความสำเร็จให้แก่กิจการทั้งหลายทั้งปวงด้วย

ส่วนสาเหตุที่พระคเณศมีเพียงงาเดียวนั้น เล่ากันว่า ถูกขวานของปรศุรามขว้างใส่

ซึ่งปรศุรามนี้ เป็นพราหมณ์ ซึ่งเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระนารายณ์ และได้รับประทานขวานเพชรจากพระศิวะ ทำให้มีฤทธิ์เดชมาก ได้ใช้เทพศัตราวุธนี้ไปล้างแค้นแทนบิดามารดา รวมถึงไปปราบปรามเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายจนสิ้นโลก
Read more »

พระนามอันหลากหลายของพระศิวะ

มหาเทวะ พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้เกิดก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างพระผู้ไม่มีวันเกิดและวันตาย พระองค์ทรงมีพระนามมากมาย มีความหมายในตัวเอง พระนามของพระมหาเทวะที่กล่าวถึงในโลก คือ…

1.พระสดาศิวะ (พระผู้เป็นใหญ่แห่งพระศิวะเทพ)

2.พระหะระ (พระผู้ทำลายล้าง)

3.พระมหารุทร (เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง)

4.พระศังกร (เทพเจ้าผู้มีน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตาสงสาร)

5.พระปุษกร (พระผู้ทรงทำนุบำรุง)

6.พระปุษกร (พระผู้ทรงทำนุบำรุง)

7.พระอรธิคะมยะ (พระผู้ทรงเห็นใจต่อการอ้อนวอนของผู้กราบไหว้บูชา)

8.พระสดาจาร (เทพเจ้าแห่งการกระทำอันสูงสุด)

9.พระสรวะ (เทพเจ้าผู้อยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง,พระผู้ประทานความผาสุข)

10.พระมเหศวร (เทพเจ้ายิ่งใหญ่) Read more »

ประวัติความเป็นมาองค์พระพิฆเนศ พระพิฆเนศวรบรมครูช้าง

ganesha-9
พระพิฆเนศวรบรมครูช้าง

ประวัติความเป็นมาองค์พระพิฆเนศ

พระพิฆเนศวร์ เทพเจ้าของฮินดู  เป็นโอรสของพระศิวะ มีกายเป็นมนุษย์ เศียรเป็นช้าง  เป็นเทพที่นิยมบูชากันมากที่สุดในบรรดาเทพฮินดูทั้งหลาย  เนื่องจากพระองค์เป็นเทพผู้ขจัดความขัดข้องและเป็นผู้อำนวยความสำเร็จให้แก่กิจการทั้งปวง  ชาวอินเดียเมื่อจะประกอบพิธีทางศาสนา  หรือศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาจะต้องบูชาพระพิฆเนศวรร์ เสียก่อนเพื่อขอความสำเร็จในกิจการนั้น ๆ  การนับถือพระพิฆเนศวร์  ในประเทศอินเดียเริ่มปรากฏอย่างเด่นชัดในสมัยปุราณะ  (ประมาณ พ.ศ. 861-1190)  มีผู้สันนิษฐานว่ามีกำเนิดมาจากการเป็นเทพพื้นเมืองของชาวอินเดีย  ซึ่งมีการบูชาสัตว์เป็นลัทธิพื้นเมืองดั้งเดิม  มีการบูชาเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ต่าง ๆ  เป็นเทพประจำเผ่า  และเนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย  พระพิฒเนศว์ที่มีเศียรเป็นช้างจึงได้รับยกย่องเป็นหัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย
Read more »

พราหมณ์ : ตำนานการโล้ชิงช้าในเอกสารไทย

large_DSC04372
จิตรกรรมฝาผนังการโล้ชิงช้าที่วัด มหาเจดีย์ บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เอกสารไทยนับแต่โบราณหลายฉบับเราพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น เอกสารตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายฉบับ วรรณกรรมชาวบ้าน เช่น นิทานเรื่องมโนราห์ของล้านนาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องมโนราห์ของภาคใต้ นิทานเรื่องศรีธนญชัยของไทยคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงของลาว ฯลฯ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือแม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์ หมายถึงผลผลิตทางภูมิปัญญาของนักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติสอนใจ บทเรียน อาจเริ่มต้นจาก วรรณกรรมมุขปาฐะ ถ่ายทอดผ่านรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งจนแพร่หลายในสังคมจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จนเมื่อมีการบันทึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทั้งสองประเภทถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแล้วมีการนำติดตัวเดินทาง การเกิดทางของนักเล่านิทาน พ่อค้า พระสงฆ์ เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเวลานานขึ้น  ส่งต่อกันมากขึ้น ในที่สุดก็แทบจะหาต้นฉบับไม่ได้ หาผู้แต่งไม่ได้ และแทบจะสืบไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด ทั้งนี้อาจมีหลายที่ที่แต่งเรื่องราวนั้นออกมาเหมือน ๆ กัน สอดคล้องกัน เพราะมีสาเหตุปัจจัย ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเรียกว่า การแพร่กระจายทางวัฒนะธรรม มีทฤษฎีตั้งไว้เพื่ออธิบายสิงประเภทคือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และ ทฤษฎีพหุกำเนิด

Read more »

ตรียัมปวาย-ตรีปวาย ที่มาของตรียัมปวายตรีปวาย จากอินเดียสู่ไทย

พระราชตรียัมปวาย – ตรีปวายเป็นหนึ่งในพิธีที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อศาสนาพราหมณ์  และคติความเชื่อที่มีต่อความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง    แต่ครั้งโบราณ พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีในเดือนอ้ายอันถือเป็นนักขัตฤกษ์ขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์  โดยถือเอาต้นฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นตามการนับเวลาแบบสุริยคติ เป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว เตรียมเข้าฤดูเพาะปลูก อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์  ๓  พระองค์  คือ  พระพรหม  (ผู้สร้าง)  พระนารายณ์  (ผู้ปกปักรักษา)  และพระอิศวร  (ผู้ทำลาย  เพื่อสร้างใหม่) ถือกันว่าเทพเจ้าจะเสด็จลงมาเยี่ยมโลกทุกปีเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีการประกอบพิธีสวดอัญเชิญเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์จากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อที่จะได้กระทำการสักการบูชา พราหมณ์จะจัดงานพิธีต้อนรับอย่างใหญ่โต มีการโล้ชิงช้าถวายให้เทพเจ้าทอดพระเนตรเพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้าเหล่านั้น  นับว่าเป็นการระลึกถึงพระเมตตาและความสำคัญของเทพที่ได้ช่วยอำนวยพรให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารแก่มนุษย์  อาจจะถือได้ว่าเป็นพิธีที่ต่อเนื่องมาจากพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งก่อนที่จะมีการเพาะปลูกได้นั้นต้องมีการขอพรจากเทพเจ้าเสียก่อน ให้เทพเจ้าบรรดาฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูการณ์ ดินดี น้ำชุ่ม อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเป็นไดตามที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นการขอพรให้บ้านเมืองมีความมั่นคง  เหล่าพราหมณ์ได้ทำการถือพรตสวดบูชาตลอดระยะเวลาของพิธีกรรมด้วย

Read more »

พราหมณ์ : การโล้ชิงช้าในคติพราหมณ์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้า ๑,๐๔๓ ได้ให้ความหมายของคำว่าโล้ ดังนี้

“โล้ ก. แล่นไปตามคลื่น (สำหรับเรือสำเภา) (พจน. 2493) ทำให้เรือเคลื่อนโดยอาการโยกแจวให้ปัดน้ำไปมา. น. เรียกเรือต่อชนิดท้ายตัด มีแจวอยู่ท้ายเรือสำหรับยืนโล้ไป ไม่มีหางเสือ ใช้ตามชายฝั่งทะเลเรียกว่าเรือโล้. โล้ชิงช้า ก. ยืนบนชิงช้าแล้วใช้มือโหนเชือกโยกตัวให้ชิงช้าโยนไปมา”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้คำอธิบายความหมายเพิ่มเติมดังนี้

“คำว่า “โล้” น่าจะเป็นภาษาจีน จะเป็นนามศัพท์หรือกริยาศัพท์สังเกตตามที่เอามมาใช้ในภาษาไทยเป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นนามศัพท์ หมายความว่ากระเชียงจีนอย่างใหญ่ที่ใช้ผูกพุ้ยข้างท้ายให้เรือแล่น คำภาษิตว่า “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” ดูหมายเป็นนามศัพท์ เช่นกล่าวว่า “โล้สำเภา” คือเอาเรือเล็ก อาจเป็นเรืออย่างใช้กระเชียงโล้ จูงเรือสำเภาเมื่ออับลม ว่าเช่นพระยาจีนจันตุ “ให้โล้สำเภา”  หนีสมเด็จพระนเรศวร และเทวดามาช่วยโล้สำเภาพระพุทธโฆษาจารย์ คำที่ว่า “โช้ชิงช้า”ก็น่าจะหมายตรงที่เอาเชือกฉุดชิงช้าให้ไกว แม้ภาษิต “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” จะหมายเป็นกิริยาติว่า    “ไม่ทำเองและไม่ให้ผู้อื่นทำ”  ก็อาจเป็นได้…” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา., ๒๕๐๕ : ๑๙๙)

Read more »

พราหมณ์ พระราชพิธี : พิธีพุทธในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย

พระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ถือว่าเป็นพระราชพิธีที่สำคัญของบ้านเมือง ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดขึ้นทุก ๆ ในเดือนยี่ อันเป็นการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก นอกจากจะให้ศักดิ์สิทธิ์ ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่ประชาชนแล้ว  ยังเป็น  กุศโลบายการสร้างขวัญกำลังใจอีกด้วย เพื่อทดสอบความแข็งแรงของบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์ของข้างปลาอาหาร รวมถึงเป็นการแสดงถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ที่จะแสดงให้รัฐต่างๆ รับรู้ว่ามีอำนาจมากน้อยเพียงใด เพราะการจัดงานที่กินระยะเวลารวมครึ่งเดือนต้องใช้กำลังคนกำลังทรัพย์มิใช่น้อย

การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมนอกเหนือจากพิธีหราหมณ์แล้วในรัช สมัยของสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเพิ่มพิธีพุทธเข้าไปด้วย อาจมองในแง่การถ่วงดุลอำนาจของสองศาสนา หรือมองว่าเป็นการสมานฉันท์ เพราะมีทั้งพราหมณ์ พระไทย พระมอญ หรือมองว่าอาจเป็นการให้ความสำคัญของนิกายธรรมยุทธ นิกายใหม่ที่พระองค์ทรงก็ตั้งก็ได้ ถึงอย่างไรในแง่ประชาชนก็มีความสุข อิ่มบุญไปกับพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายอย่างแน่นอน   

  Read more »

พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๒/๒ ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

ขั้นตอนและวันประกอบพิธีช้าหงส์

พิธีช้าหงส์จะจัดขึ้น ๓ คืนด้วยกันคือ วันวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย และต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย พราหมณ์จะประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งเสด็จพระอิศวร พระอุมา และพระพิฆเนศ คืนวันแรม ๓ ค่ำ เดือนยี่ ประกอบพิธีช้าหงส์เพื่อส่งพระพรหม และ วันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่  เป็นการส่งพระนารายณ์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์

วันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่

วันสุดท้ายของพระราชพิธีตรียัมปวาย ต่อด้วยพระราชพิธีตรีปวาย  เป็นการรับพระนารายณ์ที่เสด็จจากเกษียรสมุทรมายังบนโลกมนุษย์  รวมระยะเวลาที่ประทับอยู่บนโลกมนุษย์เป็นเวลา  ๕  วัน และเป็นการส่งเสด็จพระอิศวรกลับสู่สรวงสวรรค์ซึ่งอยู่บนโลกมนุษย์ครบกำหนด กลับ ๑๐ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชบรรยายพิธีกรรมที่ประกอบใน วันนี้ความว่า เป็นพิธีตรียัมปวายและตรีปวายต่อกัน โดยพิธีการเริ่มตั่งแต่เวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ทั้งหลายจะประชุมพร้อมกันที่สถานพระนารายณ์ พระมหาราชครูอ่านเวทเปิดประตูศิวาลัยไกรลาสเหมือนอย่างเช่นเปิดถวายพระอิศวร  ในเวลาเย็นจะประชุมพร้อมกันอีกครั้งที่สถานพระนารายณ์อีกครั้ง   Read more »

พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๑/๒ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

ช้าหงส์

การช้าหงส์ หรือ ช้าเจ้าหงส์ หรือคำสามัญที่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า “กล่อมหงส์” เป็นพิธีสำคัญตอนหนึ่งของพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย เป็นการสรงนำเทพเจ้าแล้วอัฐเชิญเทพเจ้าขึ้นสู่พระบรมหงส์อันเป็นพาหนะของเทพเจ้ากลับคืนสู่สวรรค์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ สองปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รัชการยกย่องว่า หนึ่งคือบิดาแห่งประวิติศาสตร์ไทย และอีกหนึ่งบิดาแห่งศิลปกรรมไทย ทั้งสองพระองค์ทรงพระวินิจฉัยด้วยจดหมายตอบโต้กันหลายฉบับเกี่ยวกับความหมาย ของคำว่า “ช้า – หงส์” ปรากฏในหนังสือสาส์นสมเด็จ  เริ่มจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (๒๕๒๕ : ๑๙๘ – ๑๙๙) ได้ทรงอธิบายคำพูดที่เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันไว้ในจดหมายลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๘๓ ว่า   Read more »

. . . . . . . . . .