Posts Tagged ‘ครุฑ’

ประวัติพญาครุฑ อานุภาพขององค์พญาครุฑ

พญาครุฑ ใหญ่ดั้งภูผา เป็นหนึ่งในท้องนภา

จากเรื่องราวตามตำราและคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู เปรีนบเทียบกันแล้ว สามารถแบ่งพญาครุฑออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก คือ

1. มีร่างกายเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่มีปีกอยู่ด้านหลัง
2. มีร่างกายเป็นคนธรรมดา แต่มีศีรษะเป็นนก
3. มีร่างกายเป็นคนธรรมดา แต่มีศรีษะและขาเป็นนก
4. มีร่างกายเป็นนก แต่มีหัวเป็นมนุษย์
5. มีร่างกายเหมือนกับนกทุกประการ

ในมหากาพย์มหาภารตะ และ มหากายพ์รามายณะ ได้กล่าวถึงรูปร่างของพญาครุฑไว้อย่างชัดเจนว่า พญาครุฑมีขน ปีก และจะงอยปากเหมือนนกทั่วไป อวัยวะทุกส่วนมีพลานุภาพมากกว่านกธรรมดาหลายเท่านัก Read more »

ตำนานพญาครุฑ องค์พญาครุฑ

ความเชื่อที่ว่า สิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้ามาจากสวรรค์สิ่งที่วิเศษและมีอำนาจอิทธิฤทธิ์เหนือคนเดินดิน สอดแทรกอยู่ในทุกสังคมมนุษย์ มาตั้งแต่โบราณกาล มนุษย์ต้องการมีปีกบินได้ดั่งนก ใครก็ตามที่สามารถบินได้ผู้นั้นคือผู้วิเศษ สมควรแก่การเคารพบูชา เปรียบเสมือนสิ่งที่มาจากสรวงสวรรค์

ในความเป็นจริง ไม่มีทางเลยที่มนุษย์จะบินไปในอากาศได้ดังใจด้วยตัวของตัวเอง จึงไม่แปลกที่มนุษย์จะยกย่องสิ่งที่ตนทำไม่ได้อย่างเช่นการบินของนก มาเปรียบเทียบความสูงส่งและมีอิทธิพลเหนือทุกชีวิตบนพื้นดิน ทั้งช่วยปกป้องคุ้มครองสิ่งไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ ผู้คนสมัยโบราณในแถบชมพูทวีป นิยมบูชากราบไหว้พญาครุฑพญาแห่งนกที่เชื่อกันว่าสามารถป้องกันงูอสรพิษร้ายที่มีชุกชุมให้ห่างไกล เพราะธรรมชาติของงูย่อมกลัวนกเป็นธรรมดา และหากค้นคว้าตำนานของชนชาติต่างๆ แล้ว ก็จะพบความเชื่อเกี่ยวกับพญานกที่คล้ายคลึงกับความเชื่อของพญาครุฑของไทย ต่างกันตรงที่รูปลักษณ์ของพญาครุฑที่แตกต่างกันไป

พญาครุฑ ตำนานพญาครุฑ มหาอำนาจ มหาบารมี

พญาครุฑ สัตว์ป่าหิมพานต์เป็นใหญ่เหนือนกทุกเผ่าพันธุ์ในโลก และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์พระมหากษัตริย์ตามความเชื่อในระบอบการปกครองที่ไทยเต็มใจรับมาจากอินเดีย

คุณสมบัติโดดเด่นที่พญาครุฑได้รับการยกย่องให้เป็นพญาแห่งวิหคทั้งหลาย 1. พละกำลังอันมหาศาล มีกำลังวังชาได้ไม่มีวันหมด แม้แต่องค์พระนารายณ์ยังต้องขอผูกมิตร 2.มีเชาว์ปัญญาอันล้ำเลิศ 3. มีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีอย่างสูงส่ง

ภาพอันทรงฤทธิ์และมีคุณธรรมเป็นเลิศของพญาครุฑ ส่วนใหญ่มาจากความเชื่อของชาวฮินดู ซึ่งเชื่อว่าพญาครุฑเป็นสัตว์ที่เก่งฉกาจ ฉลาดแก้ปัญหา และมีกำลังมหาศาล ยากที่จะหาใครมาต่อกรได้ Read more »

พญานาคในพุทธประวัติ ตำนานองค์พญานาค

พญานาคในพุทธประวัติ

เมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเลิกกระทำทุกรกิริยา และนางสุชาดานำข้าวปายาสไปถวาย หลังจากเสวยหมดแล้วได้ทรงนำถาดทองไปลอยในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดทองได้ลอยทวนกระแสน้ำไปประมาณ ๘๐ ศอก พอถึงวนแห่งหนึ่งก็จมลงไปยังที่อยู่แห่งพญากาฬนาคราช

พญากาฬนาคราช หรือ พญากาฬภุชคินทร์ มีอายุมากจะหลับอยู่เป็นนิตย์ จะตื่นต่อเมื่อได้ยินเสียงถาดทองที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงลอยลงไปกระทบกับถาดที่มีอยู่เดิม ตามประวัติว่ามีอยู่แล้ว ๓ ถาด เป็นของพระพุทธกุกกุสันธ ๑ พระพุทธโกนาคมน์ ๑ และพระพุทธกัสสป ๑ แสดงว่าพญากาฬนาคราชได้พบพระพุทธเจ้ามาแล้ว ๓ พระองค์ มาตื่นอีกครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ และจะมีอายุยืนต่อไปจนถึงพระศรีอารยเมตไตรยมาตรัส ขณะนี้กำลังนอนหลับอยู่ เรียกว่านอนคอยพระพุทธเจ้าโดยแท้ Read more »

ตำนานองค์ครุฑ องค์พญาครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าพระอรุณสาปนางวินตาให้เป็นทาสนางกัทรุ ๕๐๐ ปี ดังนี้แสดงว่านางกัทรุอยู่ดีๆ ก็ได้นางวินตามาเป็นทาส แต่ตามตำนานหลายฉบับกล่าวถึงเหตุเดิมว่า นางวินตากับนางกัทรุเกิดท้าพนันกันขึ้นว่า ถ้าแม้นผู้ใดทายสีม้าของพระสุริยาทิตย์ไม่ถูก ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสให้อีกฝ่ายชนะใช้(ม้าที่กล่าวถึงนี้ในมหาภารตะว่าคืออุจไฉสรพะ เกิดขึ้นเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทร เลี้ยงด้วยของทิพย์ แต่ในคัมภีร์อื่นๆ ว่าเป็นม้าสีขาวที่พระอินทร์รับเอาไปเป็นพาหนะ) ตามเรื่องในมหาภารตะเล่าต่อไปว่สนางกัทรุและนางวินตาพากันไปดูม้า นางกัทรุถามนางวินตา “ม้าอุจไฉสรพะสีอะไร” นางวินตาก็ตอบว่า”ก็สีขาวน่ะซิ เธอสงสัยอะไรหรือ งั้นเธอว่าสีอะไร แล้วเรามาพนันกัน”

นางกัทรุจึงตอบว่า “ฉันว่าขนหางสีดำ”

เมื่อเห็นไม่ตรงกันเช่นนั้นก็ตงกันว่าจะไปพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิดในวันรุ่งขึ้น

นางกัทรุนั้นกลัวว่าจะต้องตกเป็นทาสจึ่งสั่งให้บุตรของนางซึ่งเป็นนาคทั้งพันตัว แปลงเป็นขนสีดำเข้าไปแทรกตามตัวม้า (แต่ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่า นางวินตาทายว่าม้าของพระสุริยาทิตย์เป็นสีแดง ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ นางกัทรุเกรงว่าตนจะแพ้ จึงใช้ให้ลูกคือนาคไปพ่นให้กายของม้าเป็นสีดำ) ด้วยเหตุนี้นางกัทรุจึงเป็นฝ่ายชนะด้วยอุบาย นางวินตาจึงต้องตกเป็นทาสให้นางกัทรุใช้ Read more »

องค์พญาครุฑ ครุฑในตำนานฮินดู

ครุฑในตำนานฮินดู

ในตำนานเกี่ยวกับครุฑมีเรื่องกล่าวกันต่างๆ ขุนวิจิตรมาตราเคยตรวจสอบพบว่า “คัมภีร์ปุราณะบางคัมภีร์ก็กล่าวว่า พระนารายณ์ได้อวตารมาเป็นครุฑหรือว่าครุฑนั้นก็คืออวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์” และบางตำราก็ว่าพระนารายณ์เป็นผู้สร้างครุฑ

ตามตำนานฮินดูพระทักษะเป็นมุนีที่มีบุตรมากที่สุด บางแห่งว่ามีโอรสถึงพัน ธิดาไม่ต่ำกว่า ๖๐ นาง ได้แจกจ่ายธิดาเหล่านี้ให้แก่เทพต่างๆ โดยเฉพาะได้ยกธิดา ๑๓ นางให้แก่พระกัศยป บางตำราว่าพระกัศยปแต่งงานกับนางอทิติและธิดาอีก ๑๒ นางของพระทักษะ แต่โดยมากทราบกันว่าพระกัศยปยกย่องชายาที่เป็นธิดาของพระทักษะอยู่ ๒ นางคือ นางวินตา (Vinta) กับนางกัทรุ (Kadru) ทั้งคู่จึงมีสิทธิ์ที่จะขอพรจากพระกัปยศได้ นางวินตาขอให้มีโอรสที่เก่งกล้าสององค์ และมีอำนาจมากกว่านาคทั้งหลายซึ่งเป็นโอรสของนางกัทรุที่ขอให้มีลูกเป็นนาคถึงพันตัว พระกัศยปก็ประทานพรให้ แต่กว่าพรจะสัมฤทธิผลก็ต่อเมื่อกาลเวลาได้ล่วงไปถึงห้าร้อยปี โอรสของนางกัทรุก็เป็นตัวออกมา ส่วนไข่สองฟองของนางวินตายังไม่แตกออกมาเป็นตัว นางวินตาออกจะใจร้อนอยากเห็นหน้าลูกว่าเป็นอย่างไร รอให้แตกเองตามธรรมชาติไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองหนึ่งออกดู และด้วยเหตุออกก่อนกำหนดนี่เองจึงทำให้ร่างกายไม่สมประกอบคือ มีเพียงครึ่งองค์เท่านั้น จึงได้นามว่า “อนอุรุ” คือไม่มีต้นขา แต่นามที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคืออรุณ Read more »

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในประเทศไทย

วัดวิษณุ ยานนาวา

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ตั้งอยู่เลขที่ 96 ซ.เจริญราษฎร์ 3 (ซอยวัดปรก) แขวงทุ่งวัดดอน กรุงเทพฯ ก่อสร้างโดยสมาคมฮินดูธรรมสภา เป็น สมาคมทางศาสนาในองค์การศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยชาวอุตตรประเทศจากประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า “พวกยูพี” ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวอุตตรประเทศนั้น เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก แต่เดิมที่ชาวอุตตรประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ไปกระทำศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม

ต่อมาเมื่อมีชาวฮินดูจากอุตตรประเทศได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมฮินดูธรรมสภา และแยกตัวออกมาสร้างเทวาลัยแห่งใหม่ขึ้น จากการเรี่ยไรรวบ รวมเงินกันได้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในซอยวัดปรก ด้วยเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาถูก และมีชาวอุตตรประเทศอาศัยอยู่ในเขตนั้นจำนวนมาก

สิ่งที่โดดเด่นของวัดวิษณุ และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุตตรประเทศผู้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ คือ วัดวิษณุ นับว่าเป็นวัดเดียวของศาสนาฮินดูในประเทศ ที่มีเทวรูปประดิษ ฐานอยู่มากที่สุดถึง 24 องค์ ว่ากันว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว โดยบนชั้น 2 ของเทวาลัยหลัก ประกอบไปด้วยเทวรูปพระวิษณุ-พระลักษมี ซึ่งถือเป็นเทวรูปประธานของวัด พระราม-นางสีดา พระลักษมณ์ พระภรต พระศัตรุฆน์ ศรีหนุมานตอนแบกต้นสังกรณีตรีชวา พระกฤษณะ-นางราธา พระพิฆเนศ ขนาบด้วยรูปหินอ่อนขนาดเล็กของพระนางพุทธิและสิทธิ พระชายา เป็นต้น
Read more »

ความเป็นมาของ พราหมณ์ ในประเทศไทย

บทความโดย มูลนิธิพระพิฆเนศ เผยแพร่ในเว็บไซต์สยามคเณศ ห้ามคัดลอกเพื่อการค้า

พราหมณ์เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยมีมานานหนักหนา ดินแดนสุวรรณภูมิเคยมีพราหมณ์เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่ง เช่น พราหมณ์โกณฑัญญะ ผู้เข้ามาได้นางพญาลิ่วของฟูนันเป็นเมีย ได้ก่อตั้งวงศ์วานเป็นปึกแผ่นในประเทศนั้น ก่อนที่ไทยเราจะอพยพมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิมีพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลก่อนอยู่แล้ว กล่าวเฉพาะเมื่อตั้งประเทศไทยเป็นเอกราชจากขอม เราเคยเป็นพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และปัจจุบันนี้ก็ยังมีพราหมณ์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ยังมีหอโหรพราหมณ์อยู่หลังพระที่นั่งบรมพิมาน ประมุขของพราหมณ์ปัจจุบัน คือ พระราชครูวามเทพมุนีฯ (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) ซึ่งตั้งนิวาสนสถานอยู่ใกล้เทวสถานเสาชิงช้า ใกล้วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ทรงเรียกบริเวณนี้ว่า “เสาชิงช้า อาวาส วัดพราหมณ์”
Read more »

รังโกลี หรือ รังโคลี ศิลปะแบบอินเดีย เพื่อการบูชาองค์เทพ

รังโกลี (Rangoli) ศิลปะการวาดภาพตกแต่งที่นิยมในอินเดีย (ยันต์องค์เทพ มณฑลจักรวาล ลวดลายแบบอินเดีย)

ภาพวาดรูปแบบหนึ่งที่มักเห็นประจำในอินเดียก็คือ ภาพวาดที่เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะที่นิยมมากที่สุดในอินเดียก็ว่าได้ เป็นการวาดภาพด้วยทรายหรือผงสี บนพื้นขาวหรือพื้นสี ซึ่งมักใช้ตกแต่งหน้าบ้านของชาวอินเดียในงานเทศกาลต่างๆ หรือในสถานที่จัดงานสำคัญๆ หมายถึงการต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่นของเจ้าบ้านหรือเจ้าภาพต่อแขกที่มาเยือน
Read more »

. . . . . . . . .