Posts Tagged ‘มหาเทพ’

นครวัด ตำนานนครวัด ประวัตินครวัด ปราสาทนครวัด

นครวัดและการค้นพบ

ภาพโดย by Pigalle

ภาพโดย by Pigalle

“นครวัด” หรือฝรั่ง(เศส) เรียก อังกอร์วัด-Angkor Wat เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานที่เรียกรวมกันว่า “เมืองพระนคร” มี “นครธม” โดดเด่นเคียงคู่ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เจ้าของบ้านออกเสียง เสียมเรียบ) กัมพูชา

นครวัดสร้างในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693 ซึ่งขณะนั้นพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นมหาเทพ รุ่งเรือง สุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัดเป็นเทวาลัยบูชา และให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ (ทรงได้พระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ว่า บรมวิษณุ ส่งผลนครวัดมีอีกชื่อว่า บรมวิษณุมหาปราสาท) นครวัดจึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออกตามขนบ

ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเปลี่ยนนครวัดเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายาน จากช่วงเริ่มสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1650-1693) ที่เป็นเทวสถานฮินดู ครั้นถึง พ.ศ.1720 จามบุกขอม ชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปเมืองนครหลวง ให้สร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากนครวัดไปทางเหนือ เป็นเมืองหลวงใหม่
Read more »

พระศิวะ ศิวะนาฏราช พระศิวะปางร่ายรำ

4852034138_22504c822d_z

‘ศิวนาฏราช’ (Shiva’s cosmic Dance) หมายถึง พระราชาแห่งการร่ายรำ มีการกล่าวถึงฤๅษีพวกหนึ่งประพฤติอนาจารฝ่าฝืนเทวบัญชา พระศิวะทรงขัดเคืองจึงทรงชวนพระนารายณ์เสด็จมายังโลกมนุษย์เพื่อทรมานฤๅษีพวกนั้น เมื่อพระองค์ทรงเห็นพระฤๅษีสิ้นฤทธิ์จึงทรงฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ขึ้น ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตนหนึ่งชื่อ ‘มุยะกะละ’ (บางตำราเรียกว่า มุยะละคะ หรืออสูรมูลาคนี) มาช่วยพวกฤๅษี จึงทรงเอาพระบาทเหยียบยักษ์ค่อมไว้ แล้วทรงฟ้อนรำต่อไปจนหมด เรียกว่า ‘ปางปราบอสูรมูลาคนี’ ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 1 ต่อมาพระยาอนันตนาคราชซึ่งได้ติดตามพระเป็นเจ้าทั้งสองเมื่อครั้งไปปราบพวกฤๅษี ได้เห็นพระศิวะฟ้อนรำเป็นที่งดงามจึงใคร่อยากชมการฟ้อนรำอีก พระนารายณ์จึงแนะนำให้ไปบำเพ็ญตบะบูชาพระศิวะที่เชิงเขาไกรลาศ พระศิวะทรงเมตตาประทานพร โดยจะเสด็จไปฟ้อนรำให้ดูในมนุษยโลก ณ ตำบล จิดรัมบรัม หรือจิทัมพรัม ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย อันเป็นศูนย์กลางของมนุษยโลก ทรงฟ้อนรำให้ชาวโลกชมอย่างงดงามถึง 108 ท่าด้วยกัน

ชาวโลกจึงร่วมกันสร้างเทวาลัยขึ้นที่เมืองนี้ เพื่อเป็นที่เคารพบูชาแทนองค์พระศิวะ ภายในเทวาลัยนี้แบ่งออกเป็น 108 ช่อง เพื่อแกะสลักท่าร่ายรำของพระอิศวรไว้จนครบ การร่ายรำครั้งนี้ถือเป็นการร่ายรำครั้งที่ 2
Read more »

พระนามอันหลากหลายของพระศิวะ

มหาเทวะ พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้เกิดก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างพระผู้ไม่มีวันเกิดและวันตาย พระองค์ทรงมีพระนามมากมาย มีความหมายในตัวเอง พระนามของพระมหาเทวะที่กล่าวถึงในโลก คือ…

1.พระสดาศิวะ (พระผู้เป็นใหญ่แห่งพระศิวะเทพ)

2.พระหะระ (พระผู้ทำลายล้าง)

3.พระมหารุทร (เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง)

4.พระศังกร (เทพเจ้าผู้มีน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตาสงสาร)

5.พระปุษกร (พระผู้ทรงทำนุบำรุง)

6.พระปุษกร (พระผู้ทรงทำนุบำรุง)

7.พระอรธิคะมยะ (พระผู้ทรงเห็นใจต่อการอ้อนวอนของผู้กราบไหว้บูชา)

8.พระสดาจาร (เทพเจ้าแห่งการกระทำอันสูงสุด)

9.พระสรวะ (เทพเจ้าผู้อยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง,พระผู้ประทานความผาสุข)

10.พระมเหศวร (เทพเจ้ายิ่งใหญ่) Read more »

พราหมณ์ : ตำนานการโล้ชิงช้าในเอกสารไทย

large_DSC04372
จิตรกรรมฝาผนังการโล้ชิงช้าที่วัด มหาเจดีย์ บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

เอกสารไทยนับแต่โบราณหลายฉบับเราพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น เอกสารตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายฉบับ วรรณกรรมชาวบ้าน เช่น นิทานเรื่องมโนราห์ของล้านนาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องมโนราห์ของภาคใต้ นิทานเรื่องศรีธนญชัยของไทยคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงของลาว ฯลฯ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทาน ตำนาน หรือแม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์ หมายถึงผลผลิตทางภูมิปัญญาของนักปราชญ์ ผู้รู้พื้นบ้าน สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม บันเทิง สาระความรู้ คติสอนใจ บทเรียน อาจเริ่มต้นจาก วรรณกรรมมุขปาฐะ ถ่ายทอดผ่านรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งจนแพร่หลายในสังคมจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม จนเมื่อมีการบันทึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมทั้งสองประเภทถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแล้วมีการนำติดตัวเดินทาง การเกิดทางของนักเล่านิทาน พ่อค้า พระสงฆ์ เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการเวลานานขึ้น  ส่งต่อกันมากขึ้น ในที่สุดก็แทบจะหาต้นฉบับไม่ได้ หาผู้แต่งไม่ได้ และแทบจะสืบไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด ทั้งนี้อาจมีหลายที่ที่แต่งเรื่องราวนั้นออกมาเหมือน ๆ กัน สอดคล้องกัน เพราะมีสาเหตุปัจจัย ประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเรียกว่า การแพร่กระจายทางวัฒนะธรรม มีทฤษฎีตั้งไว้เพื่ออธิบายสิงประเภทคือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และ ทฤษฎีพหุกำเนิด

Read more »

ตรียัมปวาย-ตรีปวาย ที่มาของตรียัมปวายตรีปวาย จากอินเดียสู่ไทย

พระราชตรียัมปวาย – ตรีปวายเป็นหนึ่งในพิธีที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อศาสนาพราหมณ์  และคติความเชื่อที่มีต่อความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง    แต่ครั้งโบราณ พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีในเดือนอ้ายอันถือเป็นนักขัตฤกษ์ขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์  โดยถือเอาต้นฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นตามการนับเวลาแบบสุริยคติ เป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว เตรียมเข้าฤดูเพาะปลูก อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์  ๓  พระองค์  คือ  พระพรหม  (ผู้สร้าง)  พระนารายณ์  (ผู้ปกปักรักษา)  และพระอิศวร  (ผู้ทำลาย  เพื่อสร้างใหม่) ถือกันว่าเทพเจ้าจะเสด็จลงมาเยี่ยมโลกทุกปีเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีการประกอบพิธีสวดอัญเชิญเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์จากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อที่จะได้กระทำการสักการบูชา พราหมณ์จะจัดงานพิธีต้อนรับอย่างใหญ่โต มีการโล้ชิงช้าถวายให้เทพเจ้าทอดพระเนตรเพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้าเหล่านั้น  นับว่าเป็นการระลึกถึงพระเมตตาและความสำคัญของเทพที่ได้ช่วยอำนวยพรให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารแก่มนุษย์  อาจจะถือได้ว่าเป็นพิธีที่ต่อเนื่องมาจากพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งก่อนที่จะมีการเพาะปลูกได้นั้นต้องมีการขอพรจากเทพเจ้าเสียก่อน ให้เทพเจ้าบรรดาฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูการณ์ ดินดี น้ำชุ่ม อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเป็นไดตามที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นการขอพรให้บ้านเมืองมีความมั่นคง  เหล่าพราหมณ์ได้ทำการถือพรตสวดบูชาตลอดระยะเวลาของพิธีกรรมด้วย

Read more »

พราหมณ์ : การโล้ชิงช้าในคติพราหมณ์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้า ๑,๐๔๓ ได้ให้ความหมายของคำว่าโล้ ดังนี้

“โล้ ก. แล่นไปตามคลื่น (สำหรับเรือสำเภา) (พจน. 2493) ทำให้เรือเคลื่อนโดยอาการโยกแจวให้ปัดน้ำไปมา. น. เรียกเรือต่อชนิดท้ายตัด มีแจวอยู่ท้ายเรือสำหรับยืนโล้ไป ไม่มีหางเสือ ใช้ตามชายฝั่งทะเลเรียกว่าเรือโล้. โล้ชิงช้า ก. ยืนบนชิงช้าแล้วใช้มือโหนเชือกโยกตัวให้ชิงช้าโยนไปมา”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้คำอธิบายความหมายเพิ่มเติมดังนี้

“คำว่า “โล้” น่าจะเป็นภาษาจีน จะเป็นนามศัพท์หรือกริยาศัพท์สังเกตตามที่เอามมาใช้ในภาษาไทยเป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นนามศัพท์ หมายความว่ากระเชียงจีนอย่างใหญ่ที่ใช้ผูกพุ้ยข้างท้ายให้เรือแล่น คำภาษิตว่า “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” ดูหมายเป็นนามศัพท์ เช่นกล่าวว่า “โล้สำเภา” คือเอาเรือเล็ก อาจเป็นเรืออย่างใช้กระเชียงโล้ จูงเรือสำเภาเมื่ออับลม ว่าเช่นพระยาจีนจันตุ “ให้โล้สำเภา”  หนีสมเด็จพระนเรศวร และเทวดามาช่วยโล้สำเภาพระพุทธโฆษาจารย์ คำที่ว่า “โช้ชิงช้า”ก็น่าจะหมายตรงที่เอาเชือกฉุดชิงช้าให้ไกว แม้ภาษิต “ไม่เป็นโล้เป็นพาย” จะหมายเป็นกิริยาติว่า    “ไม่ทำเองและไม่ให้ผู้อื่นทำ”  ก็อาจเป็นได้…” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา., ๒๕๐๕ : ๑๙๙)

Read more »

พราหมณ์ พระราชพิธี : พิธีพุทธในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย

พระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ถือว่าเป็นพระราชพิธีที่สำคัญของบ้านเมือง ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดขึ้นทุก ๆ ในเดือนยี่ อันเป็นการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก นอกจากจะให้ศักดิ์สิทธิ์ ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่ประชาชนแล้ว  ยังเป็น  กุศโลบายการสร้างขวัญกำลังใจอีกด้วย เพื่อทดสอบความแข็งแรงของบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์ของข้างปลาอาหาร รวมถึงเป็นการแสดงถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ที่จะแสดงให้รัฐต่างๆ รับรู้ว่ามีอำนาจมากน้อยเพียงใด เพราะการจัดงานที่กินระยะเวลารวมครึ่งเดือนต้องใช้กำลังคนกำลังทรัพย์มิใช่น้อย

การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมนอกเหนือจากพิธีหราหมณ์แล้วในรัช สมัยของสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเพิ่มพิธีพุทธเข้าไปด้วย อาจมองในแง่การถ่วงดุลอำนาจของสองศาสนา หรือมองว่าเป็นการสมานฉันท์ เพราะมีทั้งพราหมณ์ พระไทย พระมอญ หรือมองว่าอาจเป็นการให้ความสำคัญของนิกายธรรมยุทธ นิกายใหม่ที่พระองค์ทรงก็ตั้งก็ได้ ถึงอย่างไรในแง่ประชาชนก็มีความสุข อิ่มบุญไปกับพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายอย่างแน่นอน   

  Read more »

พราหมณ์ : พิธีช้าหงส์ ๑/๒ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

ช้าหงส์

การช้าหงส์ หรือ ช้าเจ้าหงส์ หรือคำสามัญที่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า “กล่อมหงส์” เป็นพิธีสำคัญตอนหนึ่งของพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย เป็นการสรงนำเทพเจ้าแล้วอัฐเชิญเทพเจ้าขึ้นสู่พระบรมหงส์อันเป็นพาหนะของเทพเจ้ากลับคืนสู่สวรรค์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ สองปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รัชการยกย่องว่า หนึ่งคือบิดาแห่งประวิติศาสตร์ไทย และอีกหนึ่งบิดาแห่งศิลปกรรมไทย ทั้งสองพระองค์ทรงพระวินิจฉัยด้วยจดหมายตอบโต้กันหลายฉบับเกี่ยวกับความหมาย ของคำว่า “ช้า – หงส์” ปรากฏในหนังสือสาส์นสมเด็จ  เริ่มจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (๒๕๒๕ : ๑๙๘ – ๑๙๙) ได้ทรงอธิบายคำพูดที่เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันไว้ในจดหมายลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๘๓ ว่า   Read more »

มหาศิวะราตรี พิธีบูชาพระศิวะในวันมหาศิวาราตรี

มหาศิวะราตรี ความยิ่งใหญ่แห่งพิธีกรรมการบูชาพระศิวะมหาเทพ

พระเทวาธิเทวะ มหาเทวะ (พระศิวะ) พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้เกิดก่อนทุกสิ่ง พระผู้ไม่มีวันเกิดและตาย พระองค์มีพระนามมากมาย แต่ละพระนามนั้นมีความหมายดีในตัวเอง พระนามของพระมหาเทพที่กล่าวถึงในโศลกมี 240 พระนาม

พระนามทั้งหลายนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยที่เคยได้พบเห็น ได้ยินกันมา และในบางครั้งก็นำเอาพระนามของพระมหาเทพเหล่านี้ มากล่าวสวดเพื่อขอพรในสิ่งที่ปรารถนา หรือในการทำพิธีกรรมบวงสรวงต่างๆ ซึ่งเรียกการสวดมนตร์นี้ว่า มนต์ นามวลี บูชา
Read more »

พราหมณ์ : พระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายในสมัยอยุธยา

บทความโดย : วาทิน ศานต์ สันติ
ในสมัยอยุธยา  หลักฐานการประกอบพิธิตรียัมปวาย – ตรีปวายที่เก่าแก่และน่าเชื่อถือได้ที่สุดปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง เชื่อว่าตราขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นไม่ช้าไปว่ารัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ศิริพจน์, ๒๕๕๐ : ๕๙) กล่าวถึง “…เดือน๑…เถลิงพิทธีตรียำพวาย” (กฎหมายตรา ๓ ดวงเล่ม ๑, ๒๕๔๘ : ๙๖) กฎมณเฑียรบาลกล่าวถึงพระราชพิธีเพียงสั้น ๆ คือ

“สนานตรียำพวาย พระศรีอรรถราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิตพระครูอภิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชดถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสสก พระอิศวรรักษาถวายพร ขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น” (กฎหมายตราสามดวง, ๒๕๔๘ : ๑๐๖)

อีกทั้งยังกำหนดพราหมณ์สำหรับพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ไว้ตายตัวคือ “ขุนพรมไสมย ครูโล้ชิงช้า นา ๔๐๐” (กฎหมายตรา ๓ ดวงเล่ม ๑, ๒๕๔๘ : ๑๕๘)

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานทางวรรณคดี โคลงทวาทศมาส ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าถูกแต่งขึ้นมาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถหรือ สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกันแน่    โคลงทวาทศมาสก็ให้ภาพพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายในสมัยอยุธยาได้ดังนี้
Read more »

. . . . . . . . .