สายน้ำแห่งชีวิต โตนเลสาบ

: เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : ชากร โสภาพร และเพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องบอกว่า นครวัด นครธม คือ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อยู่ในใจคนทั้งโลก ฉันยังจำได้ว่า ครั้งแรกที่ได้เห็นนครวัด รู้สึกตะลึงกับการสร้างปราสาทและภาพแกะสลักลวดลายบนหิน เรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของขอมโบราณ ดูแล้วน่าทึ่งมาก

น่าเสียดายว่า การท่องเที่ยวครั้งแรก ไม่มีเวลาละเลียดค่อยๆ เพ่งพินิจภาพแกะสลักบนหินก้อนโตที่ตั้งเรียงรายเป็นปราสาท

โอกาสเหมาะอีกครั้งได้เปลี่ยนบรรยากาศมาท่องเที่ยวทางรถยนต์กับฟอร์จูนเนอร์คาราวาน เปิดประตูสู่อินโดจีน ครั้งที่ 10 โดยบริษัทโตโยต้า มอตอร์ ประเทศไทย จำกัด และรายการ Auto Jam เพื่อท่องเที่ยวเส้นทางประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา และเวียดนาม

ที่บอกว่าเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะไม่เคยท่องเที่ยวกับคาราวานใหญ่ขนาดนี้ ได้เห็นการท่องเที่ยวที่มากันทั้งครอบครัว ดูอบอุ่นน่ารักดี นี่คือกลุ่มคนที่รักการขับรถยนต์ท่องเที่ยว และไม่ชอบการนั่งเครื่องบิน ซึ่งมีคนเที่ยวในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางกว่า 80 คน Read more »

เปรี๊ยะวิเฮียร์ มหามงกุฎแห่งพนมดงรัก

เปรี๊ยะวิเฮียร์ มหามงกุฎแห่งพนมดงรัก

เรื่อง : นิภาพร ทับหุ่น
ภาพ : ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น

ปราสาทพระวิหาร ตำนานไม่รู้จบ

หากเป็นไปได้ เราอยากจะเดินทางไปตามเส้นทางสายใหม่ ไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ไปแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งฝังตัวอยู่ตามซอกมุมโลก

แต่ถ้าหากเป็นไปได้อีกครั้ง ทางสายเก่าที่ยังมีเรื่องราวน่าพิสมัย ก็ชวนให้หวนกลับไปเยี่ยมเยือนได้แบบไม่น่าเบื่อ หลายคนจึงเลือกเดินทางกลับไปตามเส้นทางสายเก่า เพื่อย้อนหาเรื่องราวและแผ่นดินที่เคยฝากรอยเท้าไว้ อีกครั้ง

ฉันแหงนหน้าขึ้นมองนาคราช 7 เศียร ตรงบันไดศิลาหน้ามหาปราสาทขนาดใหญ่ ในใจนึกขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้ฉันได้กลับมายืนพินิจดูนาคที่แปลกประหลาดเหล่านี้อีกเป็นคำรบที่สอง

แสงสว่างจากพระอาทิตย์ยามเช้า ส่องให้เห็นรูปหน้าของนาคทั้ง 7 ชัดเจน ปากสั้นๆ หัวเกลี้ยงเกลา ไร้เคราและหงอน เป็นรูปนาคที่ผิดแผกจากที่ฉันเคยเห็นตามปราสาทขอมอื่นๆ นี้เองกระมังที่ทำให้คนทั่วไปเรียกนาคที่สถิตอยู่ตรงบันไดแห่งนี้ว่า นาคหัวลิง

ทอดยาวไปตามลานนาคราช สุดสายตาคือโคปุระชั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งสุดท้ายที่อาจจะมองไม่เห็น หรือเลือนรางอยู่ไกลลิบ นั่นคือ มหาปราสาทแห่งเขาพระวิหาร เทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชของศาสนาฮินดู Read more »

ความงามของสังคม Manual : กรุงเดลี ประเทศอินเดีย

ทุกครั้งที่กำลังโลดแล่นอยู่บนท้องถนนในกรุงเดลี พลันให้นึกไปถึงภาพยนตร์เรื่อง “Delhi 6” ซึ่งออกฉายเมื่อสาม-สี่ปีก่อนในอินเดีย

สะท้อนภาพอินเดียยุคเก่ากับอินเดียยุคใหม่ผ่านมุมมองของหนุ่มอินเดียรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในอเมริกาเมื่อต้องกลับมาเยี่ยมย่าที่กำลังป่วยอยู่ในเมืองเดลี กลายเป็นภาพสะท้อนระหว่าง “ความฝันของอินเดียยุคใหม่” กับ “คุณค่าของอินเดียยุคเก่า”

ฉากหนึ่ง…บนถนนที่มียวดยานวิ่งกันขวักไขว่ในกรุงเดลี อยู่ๆ รถทุกคันก็หยุดนิ่งราวกับนัดหมาย เมื่อเห็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะคือ “พระโค” เดินนวยนาดอยู่บนท้องถนน ในเวลาที่รีบเร่งรีบร้อนเพื่อพาคุณย่าซึ่งกำลังหมดสติไปพบแพทย์ หลานชายจึงอยู่ในอาการหงุดหงิด โมโห ขณะที่คุณย่าเหลือบไปเห็นพระโคซึ่งกำลังถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชนเพื่อทำความเคารพ กลับพกพากำลังใจและศรัทธา รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ลงไปทำความเคารพพระโคศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่หลานชายเองเมื่อเห็นก็ต้องประหลาดใจ

ปัจจุบันถ้าคุณมาเยือนเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย ภาพวัวบนถนนอาจเห็นน้อยลงกว่าเมื่อก่อน เพราะวัวถูกห้ามไม่ให้เดินบนถนนเพื่อเปิดทางให้รถยนต์ เช่นเดียวกับ ริกชอร์ หรือ รถลาก ที่ใช้แรงคน รัฐบาลของเมืองใหญ่ๆ อย่าง เดลีและโกลกัตตา พยายามจัดระเบียบให้รถลากวิ่งได้เฉพาะในซอยเล็กๆ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ศิวิไลซ์ Read more »

อินเดีย ที่สุดของที่สุด ตอน : กำความลับไปลอยคงคา

อินเดีย ที่สุดของที่สุด ตอน : กำความลับไปลอยคงคา
: จิราภรณ์ เจริญเดช

ถ้าถามคนจากทั่วโลกว่าที่อยากเห็นพาราณสีเพราะอะไร

คำตอบแรกๆ ที่มักจะได้ยินคือ “ไปดูแม่น้ำคงคา”

เอาแค่ แม่น้ำคงคา ที่เดียว ที่เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับนักเดินทางที่เมื่อไปเยือนพาราณสี ต้องหาโอกาสไปสัมผัสแม่น้ำคงคาให้จงได้ เพราะเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำสินธุ เป็นเขตที่ถัดลงมาจากเขตภูเขา มีขนาดพื้นที่กว้างประมาณ 300 กิโลเมตร และยาวประมาณ 1,000 กิโลเมตร เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากระบบแม่น้ำที่สำคัญ สามสายคือ แม่น้ำสินธุ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำพรหมบุตร บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยของประชากร ที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นบริเวณที่พื้นที่ส่วนใหญ่ ราบลุ่มเสมอกันมาก จนเกือบจะไม่มีความสูงต่ำแตกต่างกันเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากบริเวณลุ่มแม่น้ำยมนา ที่กรุงเดลี ไปจนถึงปากอ่าวเบงกอล ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1,600 กิโลเมตร แต่มีระดับความสูงต่างกันเพียง 200 เมตร เท่านั้น

คนอินเดียเชื่อมานานนับพันปีว่า แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากสวรรค์ โดยพระศิวะโน้มเศียรรองรับให้น้ำผ่านพระเมาฬีของพระองค์ลงมายังมนุษย์โลก ผู้ใดได้สัมผัสหรือลงอาบในแม่น้ำคงคา บาปทั้งหลายของผู้นั้นย่อมถูกชำละล้างไปหมดสิ้น Read more »

‘กาญจีปุรัม’ เมืองทองของทมิฬ

นี่คือ การเดินทางที่จะลบภาพจำเกี่ยวกับอินเดียซึ่งเคยรับรู้มา ในขณะเดียวกัน ก็ย้ำบางภาพให้ชัดเจน

จนปฏิเสธไม่ได้ว่า อินเดียใต้ ช่างทรงเสน่ห์ชวนหลงใหล และมีหลากหลายมุมชวนสะพรึง !

เพราะคำร่ำลืออันโด่งดังว่าอินเดียคือประเทศที่ควรไปสักครั้งหนึ่งของชีวิต และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คิดเยือน ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาสหรือต้องใช้ทุนหนา ทว่าบางคนถึงกับหงายหลังกับสภาพบ้านเมืองอันอุดมสมบูรณ์ด้วยวัฒนธรรมแปลกตา อาหารการกินแสนพิสดาร ไปจนถึงห้องน้ำที่ทำเอาหลายคนเข็ดขยาดรีบเช็คไฟลต์กลับประเทศกันจ้าละหวั่น

แม้ดินแดนภารตะจะชวนสยอง แต่สำหรับผม “กลัวที่ไหนล่ะ” ไปทดสอบจิตใจกับอินเดียกันสักตั้ง จะได้รู้ว่าชีวิตนี้อาจมีค่ามากกว่าเดินเล่นในห้างหรู หรือเพียงจับจ่ายใช้สอยเยี่ยงคนรวยเงินแต่จนสมอง…

แต่เชื่อเถิดว่าต่อให้กล้าบ้าบิ่นแค่ไหน มนุษย์ย่อมต้องการเตรียมตัวก่อน น้อยคนนักจะยอมเสี่ยงแบบพลิกชีวิต อินเดียกว้างใหญ่ไพศาลย่อมมีพื้นที่ที่ “แรง!” น้อยที่สุด เพราะผมก็ยังไม่อยากเจออินเดียขนานแท้จนรับไม่ได้ ประเดี๋ยวจะพาลไม่กล้ามาเยือนอีก (หากมีโอกาส) รัฐทมิฬนาดู แถบอินเดียใต้คงเป็นจุดหมายของเส้นทางพิสูจน์ใจของผมอย่างแน่นอน Read more »

สูงเสียดฟ้า ‘หิมาลัย’

โดย : จินตนา ปัญญาอาวุธ / กรุงเทพธุรกิจ

เทือกเขาหิมาลัย(Himalaya Range)ถือเป็นอีกหนึ่งความงดงามอันน่ามหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สอนให้มนุษย์ตระหนักถึงการเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆบนโลก

คำว่า หิมาลัย มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “ที่อยู่ของหิมะ” (หิม + อาลย) เทือกเขาในทวีปเอเชียแห่งนี้ทอดยาวผ่าน 5 ประเทศ คือ ปากีสถาน อินเดีย จีน ภูฏาน และเนปาล ก่อนจะมาสิ้นสุดที่ดอยอินทนนท์ ประเทศไทย  แบ่งแยกอนุทวีปอินเดียทางเหนือ ออกจากที่ราบสูงทิเบตทางใต้ และเป็นจุดกำเนิดของระบบแม่น้ำที่สำคัญของโลกหลายสาย เช่น แอ่งแม่น้ำสินธุ และแอ่งแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง

เทือกเขาหิมาลัยในเนปาล ประกอบไปด้วยยอดเขา 250 ยอดที่สวยงาม ซึ่งทุกยอดเขามีความสูงมากกว่า 6,000 เมตร แต่ถ้าเอ่ยถึงยอดเขาที่สูงที่สุด ต้องยกให้ เอเวอร์เรสต์ ด้วยความสูง 29,029 ฟุต

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ตั้งตามชื่อของ Sir George Everest ในปี 1865 ซึ่งขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่ง British surveyor-general of India โดยก่อนนั้นยอดเขาแห่งนี้รู้จักกันในชื่อ Peak XV (ยอดเขาที่ 15) เทือกเขาเอเวอร์เรสต์ทอดตัวจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก จากแม่น้ำในหุบเขาอินดัส ไปจนถึงหุบเขาบรามาบุตตรา หลอมรวมกลายเป็นแนวโค้งยาว 2,400 กิโลเมตร ซึ่งมีความกว้างจาก 400 กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ในบริเวณแคชเมีย-ซินเจียง ไปจนถึง 150 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกในบริเวณ ทิเบต-อรุนาจันประเทศ Read more »

พระอรรถนารีศวร เรื่องราวของพระอรรธนารีศวร ครึ่งพระศิวะ ครึ่งพระแม่อุมาเทวี บูชาเพื่อผลทางความสุข ความรัก และความสำเร็จสมหวัง

พระอรรถนารีศวร พระอรรธนารีศวร ครึ่งพระศิวะครึ่งพระแม่อุมา

พระอรรธนารีศวร

บัญชา ธนบุญสมบัติ E-mail : buncht@mtec.or.th

ในศิลปะของศาสนาฮินดู มีพระศิวะอยู่ปางหนึ่งซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นชวนฉงนอย่างยิ่ง เพราะพระกายด้านขวาเป็นชาย ส่วนด้านซ้ายเป็นหญิง พระศิวะปางนี้มีความเป็นมาอย่างไร? และน่าจะสื่อถึงอะไรกันแน่?

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อแรกสร้างจักรวาลนั้น พระพรหมได้สร้างมนุษย์เพศชายเพียงเพศเดียว แต่เพศชายเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ในโลกได้ พระพรหมจึงได้ทำการบวงสรวง ทำให้ศิวะมหาเทพเสด็จลงมาแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมาในปางอรรธนารีศวร (Ardhanarishvara) ซึ่งมีทั้งเพศชายและเพศหญิงรวมอยู่ในร่างเดียวกัน

เมื่อพระพรหมได้ยลโฉมของอรรธนารีศวรแล้วก็ถึงบางอ้อ เข้าใจในกำลังเสริมของเพศคู่ อันจะนำมาซึ่งความสมบูรณ์และการถือกำเนิดของชีวิตใหม่

คำว่า อรรธนารีศวร มาจากคำ 3 คำ ได้แก่ อรรธ (ครึ่ง) + นารี (ผู้หญิง) + อิศวร (พระผู้เป็นเจ้า) หมายถึง เทพเจ้าผู้เป็นสตรีครึ่งหนึ่งนั่นเอง บางครั้งก็เรียกสั้นๆ ว่า อรรธนารี (Ardhanari) เฉยๆ Read more »

การบูชาพระแม่กาลี (ตามวิธีของ อ.พิทักษ์ โค้ววันชัย สำนักพิมพ์สยามคเณศ)

วิธีบูชาพระแม่กาลี

เน้นถวายของสีแดง ทั้งดอกไม้สีแดง ผลไม้ที่มีสีแดง หรือ ขนมหวานสีแดง ได้ทั้งสิ้น

แท่น หิ้ง หรือ โต๊ะบูชา ขององค์พระแม่กาลี ควรปูด้วย ผ้าสีแดงก่อน แล้วค่อยประดิษฐานรูปภาพหรือเทวรูปลงไป หากประดิษฐานในศาลหรือเทวาลัย ควรทาสีเทวาลัยด้านในให้เป็นสีแดงหรือสีดำ กระถางธูป ถ้าทาสีแดงหรือดำได้ก็ยิ่งดี

ตามตำราโบราณกล่าวไว้ว่า การบูชาพระแม่กาลี น้ำสีแดง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ (ใช้น้ำสมุนไพรสีแดงหรือน้ำหวานสีแดง) เนื่องจากสีแดงคือสีแห่งพลังที่มีการเคลื่อนไหว เป็นสีแห่งการกำเนิด มีความเร่าร้อน เป็นสีแห่งชีวิตที่สดใส ตลอดจนเปรียบได้ดั่งโลหิตของอสูรร้าย

*****การบูชาพระแม่กาลี สามารถถวายเนื้อสัตว์ได้****

– ถ้าเลือกที่จะถวายอาหารคาวและเนื้อสัตว์ด้วย ก็ควรจะแยกหิ้งออกมาต่างหาก เนื่องจากเทพองค์อื่นๆไม่โปรดเนื้อสัตว์
– ถ้าเลือกที่จะถวายน้ำ นม ผลไม้ ดอกไม้ ขนมหวาน (ไม่ถวายเนื้อสัตว์) ก็ประดิษฐานพระแม่กาลีร่วมโต๊ะหรือหิ้งเดียวกันกับเทพองค์อื่นๆ ของฮินดูได้

(เนื้อสัตว์ที่ถวายแล้ว สามารถนำไปปรุงรับประทานต่อได้)

การเตรียมของบูชา

– ชุด สิริมังคลาบูชา : น้ำเปล่า พวงมาลัยชนิดใดก็ได้ ผลไม้ชนิดใดก็ได้อย่างน้อยหนึ่งลูก
– ชุด ปัญจอัมฤต : นมจืดหรือนมหวาน เนยแบบใช้ทาขนมปัง โยเกิร์ตรสใดก็ได้ น้ำมะพร้าว น้ำผึ้ง
– ชุดเนื้อสัตว์ : เนื้อสัตว์ดิบ เนื้อสัตว์สุก ใส่จานแยก

สามชุดนี้ จัดชุดใดชุดหนึ่ง หรือผสมผสานทั้ง 2-3 ชุดมาถวายได้ตามกำลังทรัพย์และความสะดวกในการจัดหา
Read more »

พิธีบูชาพระแม่ลักษมี ในวันดีปาวลี หรือ ทีปาวลี

lakshmi-devi

การจัดพิธีบูชาพระแม่ลักษมี ในวันทีปาวลี (ดีปาวลี วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2556)
ด้วยพิธี : โษทโศปจาร ลักษมีปูชาวิธิ
โดย – อ.พิทักษ์ โค้ววันชัย (สยามคเณศ) และ ทีมงานสยามคเณศ
มอบแด่ กลุ่มผู้ศรัทธาทุกท่าน

เทศกาลดีปาวลี ที่ประเทศอินเดีย ถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญ ดังนี้
1. เป็นเทศกาลปีใหม่ของอินเดีย
2. เป็นเทศกาลบูชาองค์พระแม่ลักษมี เทวีผู้ทรงประทานความสุข ความสมบูรณ์ ความรัก และความร่ำรวย
ในช่วงเทศกาลนี้ ศาสนิกชนจะประกอบพิธีบูชาองค์พระแม่ลักษมี เพื่อขอพรให้เกิดความสุขสมหวังแก่ชีวิต

ในแต่ละปี เทศกาลดีปาวลี จะไม่ตรงกัน ในปี พ.ศ.2556 นี้ ตรงกับวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2556
ผู้ศรัทธาสามารถจัดการบูชาถวายพระแม่ลักษมี วันที่ 2 หรือ 3 หรือจะบูชาทั้ง 2 วันก็ได้
เวลาที่ควรจัดบูชา : หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

1. จัดเตรียมเทวรูป

ทำความสะอาดเทวรูป ที่มีประดิษฐานอยู่ในบ้านทั้งหมด หากเทวรูปองค์ไหนใช้น้ำล้างได้ก็ล้างให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง หากองค์ไหนอาจเสียหายจากการถูกน้ำ ให้ใช้ผ้าหรือแปรงปัดฝุ่นให้เรียบร้อย

ให้เลือกเทวรูปพระแม่ลักษมี 1 องค์ มาจากที่ผู้บูชามีประดิษฐานอยู่ในบ้าน โดยเลือกองค์ที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ทำจากวัสดุที่โดนน้ำได้ เช่น หินแกะสลัก ทองเหลือง สำริด เรซิ่น ฯลฯ ไม่ควรเป็นเทวรูปไม้แกะสลัก เทวรูปปูนปั้น ดินปั้น หรือเทวรูปที่มีการตกแต่งประดับด้วยคริสตัลเพชรพลอย เพราะอาจทำให้เสียหาย

(ใครไม่มีเทวรูปที่ให้สรงน้ำได้ เอาถ้วยหรือชามมาวางไว้ แล้วทุกขั้นตอนที่เทลงไปที่องค์ท่าน ก็ให้เทใส่ชามไปแทนครับ ก็คือเราเปลี่ยนจากสรงไปที่ตัวเป็นการเทถวายให้ท่านแทน)

องค์ที่เราเลือกมานี้ จะเรียกว่า “องค์บูชา”

Read more »

คเณศจตุรถี วันบูชาพระพิฆเนศ วัดแขก เทศกาลคเนศจตุรถี วันเคณศจตุรถี ปี 2556

การปฏิบัติในวันคเณศจตุรถี

การจัดพิธีเพื่อบูชาในวันคเณศจตุรถี
จาก – อ.พิทักษ์ โค้ววันชัย (สำนักพิมพ์สยามคเณศ)
มอบแด่ กลุ่มผู้ศรัทธาทุกท่าน
เนื่องในวันคเณศจตุรถี ปี พ.ศ.2556(จัดพิธีได้ตั้งแต่วันที่ 1-9 กันยายน พ.ศ.2556 วันใดก็ได้)
มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

1. จัดเตรียมเทวรูป
ทำ ความสะอาดเทวรูป ที่มีประดิษฐานอยู่ในบ้านทั้งหมด หากเทวรูปองค์ไหนใช้น้ำล้างได้ก็ล้างให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง หากองค์ไหนอาจเสียหายจากการถูกน้ำ ให้ใช้ผ้าหรือแปรงปัดฝุ่นให้เรียบร้อย

ให้ เลือกเทวรูปพระพิฆเนศ 1 องค์ มาจากที่ผู้บูชามีประดิษฐานอยู่ในบ้าน โดยเลือกองค์ที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ทำจากวัสดุที่โดนน้ำได้ เช่น หินแกะสลัก ทองเหลือง สำริด เรซิ่น ฯลฯ ไม่ควรเป็นเทวรูปไม้แกะสลัก เทวรูปปูนปั้น ดินปั้น หรือเทวรูปที่มีการตกแต่งประดับด้วยคริสตัลเพชรพลอย เพราะอาจทำให้เสียหาย องค์ที่เราเลือกมานี้ จะเรียกว่า “องค์บูชา”
Read more »

คิชฌกูฏ ยอดเขาแห่งศรัทธา เขาคิชกูต เขาคิชกูฏ

คิชฌกูฏ ยอดเขาแห่งศรัทธา

เมื่อกล่าวถึงยอดเขาคิชฌกูฏ เราทุกคนต่างรู้กันดีว่าเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า ๑,๐๔๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งทุกๆปีในช่วงที่เปิดให้มีการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น จะมีพุทธศาสนิกชนจารึกแสวงบุญมายังยอดเขาแห่งนี้เป็นจำนวนมากเพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์
ด้วยความศรัทธาและความเชื่อในอานิสงส์ที่แรงกล้าว่าการได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ถือเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและชีวิต ทำให้ในแต่ละปีมีผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที แต่ผู้คนที่มีความศรัทธาต่างก็รอคอยเวลาที่จะขึ้นไปสักการบูชาบนยอดเขาแห่งนี้ Read more »

พญานาคในพุทธประวัติ ตำนานองค์พญานาค

พญานาคในพุทธประวัติ

เมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเลิกกระทำทุกรกิริยา และนางสุชาดานำข้าวปายาสไปถวาย หลังจากเสวยหมดแล้วได้ทรงนำถาดทองไปลอยในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดทองได้ลอยทวนกระแสน้ำไปประมาณ ๘๐ ศอก พอถึงวนแห่งหนึ่งก็จมลงไปยังที่อยู่แห่งพญากาฬนาคราช

พญากาฬนาคราช หรือ พญากาฬภุชคินทร์ มีอายุมากจะหลับอยู่เป็นนิตย์ จะตื่นต่อเมื่อได้ยินเสียงถาดทองที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงลอยลงไปกระทบกับถาดที่มีอยู่เดิม ตามประวัติว่ามีอยู่แล้ว ๓ ถาด เป็นของพระพุทธกุกกุสันธ ๑ พระพุทธโกนาคมน์ ๑ และพระพุทธกัสสป ๑ แสดงว่าพญากาฬนาคราชได้พบพระพุทธเจ้ามาแล้ว ๓ พระองค์ มาตื่นอีกครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ และจะมีอายุยืนต่อไปจนถึงพระศรีอารยเมตไตรยมาตรัส ขณะนี้กำลังนอนหลับอยู่ เรียกว่านอนคอยพระพุทธเจ้าโดยแท้ Read more »

พญานาค การบูชาพญานาค ลัทธิบูชางู บูชานาค

ลัทธิบูชางู บูชานาค

ในตำราเกี่ยวกับศาสนาต่างมีความเห็นตรงกันว่าศาสนาที่นับถืองูเป็นศาสนาเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ มีมาก่อนสมัยพุทธกาลนับเป็นพันๆปีทีเดียว เช่นที่เรียกกันว่าศาสนา ปฤศ หรือ ปฤศวิ พวกนับถือบูชาดินและงู พวกที่นับถืองูนี้คือพวกกราวิเกียร์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพวกทมิฬ พวกนับถือแผ่นดิน ภูเขาว่าเป็นสิ่งประเสริฐเลิศกว่าสิ่งทั้งปวงเพราะเป็นบิดามารดาของสรรพสิ่งทั้งหลายนอกจากนี้ยังนับถือสัตว์มีพิษที่อยู่ในดินคืองู ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

การบูชางูบูชานาคนี้ ในอินเดียปัจจุบันก็ยังมีนับถือกันอยู่ ในหนังสือประเพณีฮินดู ดังกล่าวข้างต้นได้ยกตัวอย่างพิธีนครปัญจมี (Nagara Panchami) ว่ามีการเลี้ยงงูในเดือนกุมภาพันธ์ พิธีนี้เป็นการเลี้ยงงูเห่าโดยทั่วๆ ไป คือประชาชนนำอาหารได้แก่นม กล้วยไปเลี้ยงงูที่อยู่ตามรูตามโพรงเท่าที่จะหาได้ พิธีบูชางูของอินเดียทำกันอยู่เสมอในระหว่างเดือนกรกฏาคม เช่นพิธีนาควิธานำ ในหนังสือ คำให้การพราหมณ์อัจจุตะนัน ได้กล่าวถึงพิธีนี้ไว้ว่า

“เดือน ๙ ชื่อนาควิธินำ วันขึ้น ๕ ค่ำ แต่งเครื่องบูชาขนมของกินดอกไม้ธูปเทียนบูชาพญาเศษนาค พราหมณ์ราชครูเขียนรูปพญาเศษนาคแปดหาง เมื่อบูชานั้นปิดประตูวัง ประตูบ้านกระทำบูชาทุกวังทุกบ้าน” Read more »

ตำนานองค์ครุฑ องค์พญาครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ครุฑช่วยนางวินตาให้พ้นจากการเป็นทาส

ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าพระอรุณสาปนางวินตาให้เป็นทาสนางกัทรุ ๕๐๐ ปี ดังนี้แสดงว่านางกัทรุอยู่ดีๆ ก็ได้นางวินตามาเป็นทาส แต่ตามตำนานหลายฉบับกล่าวถึงเหตุเดิมว่า นางวินตากับนางกัทรุเกิดท้าพนันกันขึ้นว่า ถ้าแม้นผู้ใดทายสีม้าของพระสุริยาทิตย์ไม่ถูก ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสให้อีกฝ่ายชนะใช้(ม้าที่กล่าวถึงนี้ในมหาภารตะว่าคืออุจไฉสรพะ เกิดขึ้นเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทร เลี้ยงด้วยของทิพย์ แต่ในคัมภีร์อื่นๆ ว่าเป็นม้าสีขาวที่พระอินทร์รับเอาไปเป็นพาหนะ) ตามเรื่องในมหาภารตะเล่าต่อไปว่สนางกัทรุและนางวินตาพากันไปดูม้า นางกัทรุถามนางวินตา “ม้าอุจไฉสรพะสีอะไร” นางวินตาก็ตอบว่า”ก็สีขาวน่ะซิ เธอสงสัยอะไรหรือ งั้นเธอว่าสีอะไร แล้วเรามาพนันกัน”

นางกัทรุจึงตอบว่า “ฉันว่าขนหางสีดำ”

เมื่อเห็นไม่ตรงกันเช่นนั้นก็ตงกันว่าจะไปพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิดในวันรุ่งขึ้น

นางกัทรุนั้นกลัวว่าจะต้องตกเป็นทาสจึ่งสั่งให้บุตรของนางซึ่งเป็นนาคทั้งพันตัว แปลงเป็นขนสีดำเข้าไปแทรกตามตัวม้า (แต่ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่า นางวินตาทายว่าม้าของพระสุริยาทิตย์เป็นสีแดง ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ นางกัทรุเกรงว่าตนจะแพ้ จึงใช้ให้ลูกคือนาคไปพ่นให้กายของม้าเป็นสีดำ) ด้วยเหตุนี้นางกัทรุจึงเป็นฝ่ายชนะด้วยอุบาย นางวินตาจึงต้องตกเป็นทาสให้นางกัทรุใช้ Read more »

องค์พญาครุฑ ครุฑในตำนานฮินดู

ครุฑในตำนานฮินดู

ในตำนานเกี่ยวกับครุฑมีเรื่องกล่าวกันต่างๆ ขุนวิจิตรมาตราเคยตรวจสอบพบว่า “คัมภีร์ปุราณะบางคัมภีร์ก็กล่าวว่า พระนารายณ์ได้อวตารมาเป็นครุฑหรือว่าครุฑนั้นก็คืออวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์” และบางตำราก็ว่าพระนารายณ์เป็นผู้สร้างครุฑ

ตามตำนานฮินดูพระทักษะเป็นมุนีที่มีบุตรมากที่สุด บางแห่งว่ามีโอรสถึงพัน ธิดาไม่ต่ำกว่า ๖๐ นาง ได้แจกจ่ายธิดาเหล่านี้ให้แก่เทพต่างๆ โดยเฉพาะได้ยกธิดา ๑๓ นางให้แก่พระกัศยป บางตำราว่าพระกัศยปแต่งงานกับนางอทิติและธิดาอีก ๑๒ นางของพระทักษะ แต่โดยมากทราบกันว่าพระกัศยปยกย่องชายาที่เป็นธิดาของพระทักษะอยู่ ๒ นางคือ นางวินตา (Vinta) กับนางกัทรุ (Kadru) ทั้งคู่จึงมีสิทธิ์ที่จะขอพรจากพระกัปยศได้ นางวินตาขอให้มีโอรสที่เก่งกล้าสององค์ และมีอำนาจมากกว่านาคทั้งหลายซึ่งเป็นโอรสของนางกัทรุที่ขอให้มีลูกเป็นนาคถึงพันตัว พระกัศยปก็ประทานพรให้ แต่กว่าพรจะสัมฤทธิผลก็ต่อเมื่อกาลเวลาได้ล่วงไปถึงห้าร้อยปี โอรสของนางกัทรุก็เป็นตัวออกมา ส่วนไข่สองฟองของนางวินตายังไม่แตกออกมาเป็นตัว นางวินตาออกจะใจร้อนอยากเห็นหน้าลูกว่าเป็นอย่างไร รอให้แตกเองตามธรรมชาติไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองหนึ่งออกดู และด้วยเหตุออกก่อนกำหนดนี่เองจึงทำให้ร่างกายไม่สมประกอบคือ มีเพียงครึ่งองค์เท่านั้น จึงได้นามว่า “อนอุรุ” คือไม่มีต้นขา แต่นามที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคืออรุณ Read more »

. . . . . . . . .