อุมามเหศวรมูรติ

25560512-122858.jpg

“อุมามเหศวรมูรติ” พระศิวะปรากฏกายพร้อมพระอุมา ศิลปะปาละ ศิลปะอินเดียแบบปาละ (ปาละคือชื่อราชวงศ์หนึ่งของอินเดีย) เจริญอยู่ในภาคเหนือและตะวันออกของอินเดีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-18 จุดเด่นของเทวรูปปางนี้คือจะเห็นโคนนทิซึ่งเป็นพาหนะพระศิวะ (ด้านล่าวเทวรูปชาย) และสิงห์ซึ่งเป็นพาหนะพระอุมา (ด่านล่างเทวรูปหญิง)

ศิลปะปาละ (รวมถึงเสนะ) ของอินเดียได้ส่งอิทธิพลให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะศิลปะที่พบทางภาคใต้หรือที่เรียกว่าศิลปะศรีวิชัย งานศิลปะไทยชิ้นเอกที่ได้รับอิทธิพลที่ใคร ๆ ต่างรู้จักกันดี (เพราะเคยอยู่หลังสมุดวาดเขียนมานาน) คือ เทวรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปัจุบันตั่งโชว์อย่างโดดเด่นในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ห้องศิลปะศรีวิชัย Read more »

พระแม่คงคา ตำนานพระแม่คงคา การบูชาพระแม่คงคา

พระแม่คงคาเทพแห่งสายน้ำ’วัดปราโมทย์’
พระแม่คงคาเทพแห่งสายน้ำของ…”วัดปราโมทย์” : ท่องไปในแดนธรรม โดย เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู / ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร / หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พระแม่คงคา เทพมารดาแห่งสายน้ำ

พระแม่คงคา เทพมารดาแห่งสายน้ำ

วัดปราโมทย์ ต.บ้านปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านอีกแห่งหนึ่ง ปัจจุบันมีพระครูปราโมทย์ปัญญาวัฒน์ หรือหลวงพ่อเลิศ เจ้าคณะตำบลบางนกแขวก เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญให้วัดจัดระเบียบได้สวยงามลงตัว สะอาดสะอ้าน มีความสมบูรณ์ด้วยการศึกษา มีทั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนประถมศึกษา และสำนักอุบาสิกา นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในพิธีกรรมโบราณ เช่น พิธีตัดผมลอยเคราะห์ดอกบัว, ดับพิษไฟ พิษน้ำกรด และสัตว์มีพิษ โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ เจ้าตำรับไหม ๕ สี

ในวัดปราโมทย์มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่สร้างปาฏิหาริย์ให้ผู้เดินทางไปกราบไหว้ขอพรอย่างต่อเนื่อง คือ พระแม่คงคา ที่แกะสลักจากไม้ตะเคียนทั้งต้น ขนาดความสูงประมาณ ๖ เมตร ทั้งนี้ คุณสมจิตร บุญประเสริฐ เจ้าของร้านขายขนมและของฝากแม่กิมไล้ ได้ถวายให้หลวงพ่อเลิศ พร้อมกับถวายเงินอีก ๑ ล้านบาท เพื่อสร้างวิหารที่ประดิษฐานพระแม่คงคา

พระแม่คงคา มีประวัติดังนี้ พระองค์เป็นพระธิดาของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกา มีน้องสาวนามว่า พระอุมาภควตี พระองค์ทรงเป็นพระชายาของพระศิวะ ตามคติความเชื่อของอินเดีย ว่ากันว่าพระองค์ทรงปลาใหญ่หรือจระเข้เป็นพาหนะ พระองค์เป็นเทวีผู้ให้กำเนิดสายน้ำคงคาตามความเชื่อของชาวอินเดีย
Read more »

พญานาค พระยานาค เทพนาคราชในอุษาคเณย์

เทพนาคราชในอุษาคเณย์

“นาค (Naga)” เป็นชื่อที่รู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว คุณสุจิตต์ วงศ์เทศ และ ส.พลายน้อย เคยเขียนหนังสือว่าด้วยเรื่องนาคไว้หลายเล่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ละเอียดลึกซึ้งแสดงให้เห็นความหมายและความสำคัญของนาคเชิงสัญลักษณ์ เกี่ยวพันถึงคติความเชื่อตลอดจนวิถีชีวิตของคนในสังคม

ในภารตะวิทยา ได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องนาคไว้ใน “ครุฑปุราณะ” ว่าด้วยเรื่องการเป็นปรปักษ์กันระหว่างครุฑกับนาค

‘นาค’ ลักษณะตัวจะเป็นงูใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลา นาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร และเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก ‘พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช)’ ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุซึ่งประทับอยู่ ณ เกษียรสมุทร มีกายใหญ่โตมหึมา มีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในน้ำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ และมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างสวยงาม นาคประเภทนี้พญาครุฑไม่สามารถทำร้ายได้

“พญานาค” แบ่งออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง, ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว, ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง และ ตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ โดยมีกำเนิด 4 รูปแบบ คือ แบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที, แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม, แบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์ และแบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่ พญานาคชั้นสูงเช่น ‘เทพนาคาร’ จะมีกำเนิดแบบโอปาติกา
Read more »

ช้างเผือก ประวัติช้างเผือก ตำนานช้างเผือก

รูปช้างเผือก

รูปช้างเผือก

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ช้างต้น บอกว่า ช้างต้นหมายถึงช้างที่ได้รับการขึ้นระวางเป็นช้างหลวงส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ในสมัยโบราณได้แบ่งช้างต้นออกเป็น 3 ประเภท

1.ช้างศึกที่ทรงออกรบ

2.ช้างสำคัญซึ่งมีลักษณะเป็นช้างมงคลตามตำราคชลักษณ์ แต่ไม่สมบูรณ์หมดทุกส่วน

3.ช้างเผือกซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามตำราคชลักษณ์อย่างสมบูรณ์

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การศึกที่ต้องใช้กองทัพช้างในการสงครามหมดความสำคัญลง ช้างศึกที่ควรขึ้นระวางเป็นช้างต้นก็ไม่มีความจำเป็น จึงคงเหลือเพียงช้างต้นที่หมายถึงช้างสำคัญและช้างเผือก ซึ่งหากพบก็จะประกอบพระราชพิธีรับสมโภชและขึ้นระวางเป็นพระยาช้างต้น ด้วยถือตามพระราชประเพณีที่ว่า ช้างเผือกนั้นเป็นหนึ่งในรัตนะ 7 สิ่งซึ่งคู่บารมีขององค์พระมหากษัตริย์

รัตนะทั้ง 7 มีชื่อเรียกว่า สัปตรัตนะ อันได้แก่ จักรรัตนะ (จักรแก้ว) หัตถีรัตนะ (ช้างแก้ว) อัศวรัตนะ (ม้าแก้ว) มณีรัตนะ (มณีแก้ว) อัตถีรัตนะ (นางแก้ว) คหปติรัตนะ (ขุนคลังแก้ว) และ ปรินายกรัตนะ (ขุนพลแก้ว)

ตามคติความเชื่อทั้งในศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา ถือว่าช้างเผือกเป็นสัตว์ที่สูงด้วยมงคลทั้งปวง เป็นสัญลักษณ์ทั้งธัญญาหาร ภักษาหาร ผลาหาร และพระบารมีเกริกไกรอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน และจะเกิดขึ้นด้วยบุญญาบารมีแห่งองค์พระจักรพรรดิแห่งแคว้นประเทศนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อได้พบช้างเผือกเวลาใด ประชาราษฎร์ก็จะแซ่ซ้องสาธุการน้อมเกล้าฯถวาย ด้วยเป็นรัตนะแห่งพระองค์
Read more »

พระนาคปรก ตำนานพระนาคปรก ประวัติพระนาคปรก การบูชาพระนาคปรก

พระนาคปรก

พระพุทธรูปและพระเครื่องในลักษณาการที่เรียกว่า “นาคปรก” นับเป็นพระที่มีพุทธลักษณะงดงาม และมีนัยแสดงความหมายซึ่งสืบ ทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ลักษณะ “นาคปรก” ที่พบเห็นนั้นมีหลายแบบ อาทิ เป็นรูปพระพุทธประทับนั่งทับบนบัลลังก์นาคขนด หรือมีขนดนาคล้อมรอบองค์พระพุทธ ปรากฏพญานาคแผ่เศียรอยู่ด้านบน มีทั้งเศียรเดียวและหลายเศียร เป็นต้น

คติความเชื่อเรื่อง “พญานาคกับศาสนา” ปรากฏทั้งในศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา สำหรับศาสนาพราหมณ์ “นาค” มีความสำคัญหลายประการ ตัวอย่างเช่น เป็นบัลลังก์ขององค์พระวิษณุในไวกูณฑ์ ที่เรียกว่า “วิษณุอนันตศายินปัทมะนาภะ” หรือ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” หรือใน “ครุฑปุราณะ” เรื่องพญานาควาสุกรีที่พันรอบเขา มิลินทระในคราวกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต การเป็นเทพพาหนะของพระวรุณ หรือพระพิรุณ ซึ่งทำหน้าที่ให้ฝน การเป็นสัตว์สำคัญที่เฝ้ามหานทีสีทันดรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ตลอดจนการกล่าวถึงนาคในปุราณะต่างๆ

นอกจากเรื่องราวของ “นาค” ยังสัมพันธ์กับพงศาวดารเขมร ซึ่งกล่าวถึงนาคว่าเป็นต้นบรรพบุรุษของขอมโบราณ และมักมาปรากฏช่วยสร้างเมืองอยู่เสมอ จนเมื่อชาวขอมจะสร้างศาสนาสถานต่างๆ ก็มักจะจำลองรูปพญานาคไว้ บ้างก็ถือว่านาคเป็นตัวแทนของสะพานสายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ด้วย

ส่วนพุทธศาสนา เป็นที่ทราบกันว่ามีความนิยมสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก อันเกี่ยวเนื่องกับพญานาคที่ชื่อ “มุจลินท์” ซึ่งมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ และกลายเป็นพระประจำวันเสาร์ นอกเหนือไปจากเรื่องพญานาคเลื่อมใสในพุทธศาสนาถึงขนาดปลอมตนมาขอบวชจนเรียกว่า “บวชนาค” มาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ หากพิจารณาอาคารสถาปัตยกรรมจะพบเห็นเค้าเงื่อนที่พญานาคทำหน้าที่ปกป้องดูแลพระศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น การทำช่อฟ้า รวยระกา ใบระกา และหางหงส์ เป็นรูปพญานาค หรือการทำคันทวยเป็นรูปนาค เรียกกันว่า “นาคทัณฑ์” ล้อมรอบอุโบสถ วิหารไว้
Read more »

พระอินทร์ ตำนานพระอินทร์ ประวัติพระอินทร์

เหตุที่พระอินทร์มีสีเขียว

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

พระอินทร์ เป็นเทพที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เพราะมีความเกี่ยวข้องกับมนุษยโลก ท่านจะลงมาโปรดมนุษย์อยู่เนืองๆ เป็นที่ทราบกันว่า ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นที่ 2 ของฉกามาพจร หรือสวรรค์ 6 ชั้น ชื่อ ดาวดึงษา หรือ ไตรตรึงษา แปลว่า สามสิบสาม หมายถึงหมู่เทพที่ชาติก่อนเป็นเพื่อนร่วมทำบุญด้วยกันมา 33 องค์ ประทับนั่งอยู่บนเศียรช้างเอราวัณ 33 เศียร มี พระอินทร์เป็นประธาน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ จะมีสิ่งประหลาดมหัศจรรย์มากมาย เช่น แท่นบัณฑุกัมพล ที่ปกติจะอ่อนนั่งจมลึกถึงสะดือ แต่หากมีคนดีเดือดร้อน ก็จะ “แข็งดั่งศิลาประหลาดใจ” ทำให้พระอินทร์ต้องลงมาช่วย นอกจากนี้ยังมีต้นปาริชาต ที่ใครได้กลิ่นก็จะระลึกชาติได้ มหาเจดีย์จุฬามณี ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วและเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ฯลฯ และเหตุที่เขียนเรื่อง ทำไมพระอินทร์มีร่างกายผิวพรรณเป็นสีเขียว ในฉบับนี้นั้น ก็เนื่องจากมีผู้อยากรู้ถามเข้ามามากและยังไม่ได้ลองตั้งใจตอบจริงๆ จังๆ สักที อาจเป็นเพราะตัวเองก็ยังงงๆ อยู่ว่า เวลานึกถึงเทพองค์อื่นก็จะไม่มีสีสันวรรณะพิเศษอย่างเช่นพระอินทร์เลย

“พระอินทร์” เป็นเทพชั้นสูงมาตั้งแต่ก่อนยุคพระเวทในอินเดีย หรืออาจกล่าวได้ว่าช่วงอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุของชาวดราวิเดียนหรือพวกมิลักขะที่พ่ายแพ้ให้กับอารยัน ก็มีการนับถือพระอินทร์กันมาแล้ว ยิ่งยุคพระเวทต้นๆ พวกพราหมณ์นับถือว่าพระองค์เป็นเทพสูงสุดก่อนจะหันมานับถือ เทพตรีมูรติ ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และพระอิศวร เสียอีก
Read more »

รามเกียรติ์ และ รามายณะ มหากาพย์รามายณะ เรื่องรามเกียรติ์

รามายณะ และ รามเกียรติ์

รามเกียรติ์ มีที่มาจากเรื่อง รามยณะ เชื่อว่าเป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป กระทั่ง ฤๅษีวาลมิกิ ชาวอินเดีย รวบรวมแต่งขึ้นเป็นภาษาสันกฤต เมื่อราว 2,400 ปีมาแล้ว และแพร่หลายจากอินเดียไปยังประเทศใกล้เคียง รวมถึงอาเซียน เช่น ไทย ลาว พม่า เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละพื้นที่เพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปจนแตกต่างออกไปจากต้นฉบับเดิม

รามยณะเป็นปางหนึ่งในสิบปางของการอวตารมาปราบยุคเข็ญของพระนารายณ์ ที่มีชื่อว่า รามาวตาร โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ เรียกว่า โศลก จำนวน 24,000 โศลก แบ่งเป็น 7 ภาค หรือกัณฑ์ ได้แก่ พาลกัณฑ์ อโยธยากัณฑ์ อรัณยกัณฑ์ กีษกินธกัณฑ์ สุนทรกัณฑ์ ยุทธกัณฑ์ อุตตรกัณฑ์

รามายณะเมื่อแพร่หลายมาไทย คนไทยแต่งใหม่เรียกว่า รามเกียรติ์ ซึ่งมีหลายฉบับด้วยกัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระราม กับฝ่ายทศกัณฐ์ เพื่อชิงตัวนางสีดา ทางฝ่ายพระรามมีน้องชาย ชื่อ พระลักษมณ์ และหนุมาน (ลิงเผือก) เป็นทหารเอกช่วยในการทำศึก รบกันอยู่นานท้ายที่สุดฝ่ายยักษ์ก็ปราชัย
Read more »

พระราหู ตำนานพระราหู ประวัติพระราหู

พระราหู

คอลัมน์ที่ 13 / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ วาดออกแบบเป็นรูปพระราหูถือปืนสไนเปอร์เล็งไปที่โลก

รวมทั้งภาพเทวดาถือหนังสติ๊กในมือขวา ส่วนมือซ้ายถือบั้งไฟ

สะท้อนเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากคำสั่งใช้ความรุนแรงปราบปรามสลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

ภาพเขียนนี้จะเป็นอีกสื่อที่สำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว

พระราหู เป็นอสูรเทพ คือเป็นเทพที่มีรูปกายเป็นยักษ์ มีพระวรกายสีดำสนิท ทรงอาภรณ์สีดำสนิท บางตำราระบุว่าเป็นสีทองแดง ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

คัมภีร์อินเดียโบราณ บันทึกว่า พระอิศวรได้นิรมิต ผีโขมด 12 ตน และร่ายพระเวทป่นให้ผีนั้น แหลกละเอียดเป็นผุยผง จากนั้นนำผ้าสีดำสนิทมาห่อ และประพรมด้วยน้ำอมฤตเสกบันดาลให้กลายเป็นเทพองค์ที่ 8

ในบางตำรา บอกเล่าการกำเนิดของพระราหู ระบุว่า ในอดีตชาติ พระราหูเกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือพระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง
Read more »

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในประเทศไทย

วัดวิษณุ ยานนาวา

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ยานนาวา วัดฮินดูในกรุงเทพ

วัดวิษณุ ตั้งอยู่เลขที่ 96 ซ.เจริญราษฎร์ 3 (ซอยวัดปรก) แขวงทุ่งวัดดอน กรุงเทพฯ ก่อสร้างโดยสมาคมฮินดูธรรมสภา เป็น สมาคมทางศาสนาในองค์การศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2458 โดยชาวอุตตรประเทศจากประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า “พวกยูพี” ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งชาวอุตตรประเทศนั้น เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก แต่เดิมที่ชาวอุตตรประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ไปกระทำศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม

ต่อมาเมื่อมีชาวฮินดูจากอุตตรประเทศได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมฮินดูธรรมสภา และแยกตัวออกมาสร้างเทวาลัยแห่งใหม่ขึ้น จากการเรี่ยไรรวบ รวมเงินกันได้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในซอยวัดปรก ด้วยเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาถูก และมีชาวอุตตรประเทศอาศัยอยู่ในเขตนั้นจำนวนมาก

สิ่งที่โดดเด่นของวัดวิษณุ และถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุตตรประเทศผู้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ คือ วัดวิษณุ นับว่าเป็นวัดเดียวของศาสนาฮินดูในประเทศ ที่มีเทวรูปประดิษ ฐานอยู่มากที่สุดถึง 24 องค์ ว่ากันว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว โดยบนชั้น 2 ของเทวาลัยหลัก ประกอบไปด้วยเทวรูปพระวิษณุ-พระลักษมี ซึ่งถือเป็นเทวรูปประธานของวัด พระราม-นางสีดา พระลักษมณ์ พระภรต พระศัตรุฆน์ ศรีหนุมานตอนแบกต้นสังกรณีตรีชวา พระกฤษณะ-นางราธา พระพิฆเนศ ขนาบด้วยรูปหินอ่อนขนาดเล็กของพระนางพุทธิและสิทธิ พระชายา เป็นต้น
Read more »

พระพิฆเณศ เทพแห่งศิลปะในคติของไทย

เหตุใดผู้เรียนศิลปะจึงบูชาพระพิฆเนศ

ganapati-QC32_l
พระพิฆเนศ หรือ พระพิฆเนศวร หรือ พระคเณศ หรือ พระวิฆเณศวร หรือ วิฆเนศ เป็นเทพในศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ เป็นเทพเจ้าแห่งความรอบรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง เป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรคความขัดข้อง

ไมเคิล ไรท (Michael Wright) นักเขียนนักวิชาการผู้ล่วงลับ เขียนไว้ในหนังสือจากเครือมติชน ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ “พระพิฆเนศ มหาเทพฮินดู ชมพูทวีป และอุษาคเนย์” ว่า คนไทยถือว่าพระพิฆเนศเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ คาดว่า รับมาจากศาสนาพราหมณ์ที่ถือพระพิฆเนศเป็นเทพองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ

พระพิฆเนศอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เห็นได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเนศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

ตามตำนาน พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง

ตำนานหนึ่งของพระพิฆเนศ คือ ปราชญ์ที่ใช้ งาส่วนที่หัก จาร หรือเขียนเรื่อง “มหาภารตยุทธ” วรรณคดีสำคัญของอินเดียโบราณลงในใบลาน ตามคำบอกเล่าของฤๅษีวยาสะ ทำให้ได้รับความเคารพนับถือในฐานะผู้ประสาทความรู้ทางอักษรศาสตร์

จึงเชื่อกันว่าเด็กหรือ ผู้ที่จะเริ่มเรียนหนังสือหรือจะเข้าสอบ ต้องไหว้พระพิฆเนศเสียก่อน
Read more »

พระราชครูวามเทพมุณี พระราชครู พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ

พระราชครูวามเทพมุนี (พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ)

พิธีกรรมโบราณที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานจวบจนถึงปัจจุบัน แทบแยกกันไม่ออกระหว่าง “พิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ” บางครั้งต้องจัดควบคู่กันไป ส่วนใหญ่จัดขึ้นมุ่งเน้นเพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ อย่างเช่นก่อนจะออกทัพจับศึกต้องมีการประกอบพิธีบวงสรวงองค์เทพเทวดา

ผู้ที่ทำพิธีส่วนใหญ่จะเป็น “พราหมณ์” ผู้ที่รอบรู้ในศาสตร์ โดยเฉพาะโหราศาสตร์และไสย ศาสตร์ และเคร่งครัดอยู่ในศีลธรรมอันดี

ในปัจจุบันพิธีกรรมหลายอย่าง ก่อนที่จะมีพิธีพุทธก็ต้องเริ่มด้วย “พิธีพราหมณ์” ก่อนเสมอ

อย่างเช่น พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล พิธีวางศิลาฤกษ์ลงเสาเข็มบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ เป็นต้น

สำหรับ “พราหมณ์” ที่มีงานที่ต้องไปมีส่วนร่วมประกอบพิธีมากที่สุด คงต้องยกให้ “พระราชครูวามเทพมุนี” ด้วยท่านเป็นหัวหน้าคณะพราหมณ์ สำนักพระราชวัง ที่มีบทบาทสำคัญ

“พราหมณ์ เป็นผู้ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตั้งแต่พิธีบวงสรวงตั้งศาลพระภูมิ วางศิลาฤกษ์สถานที่สำคัญ พิธีพุทธาภิเษก-เทวา ภิเษกวัตถุมงคล ไปจนถึงพระราชพิธีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ เพื่ออัญเชิญพระผู้เป็นเจ้าและทวยเทพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาเป็นสักขีในการกระทำพิธีนั้นๆ สร้างความเป็นสิริมงคลแด่องค์พระมหากษัตริย์ บ้านเมืองและผู้เข้าร่วมพิธี” พระราชครูวามเทพมุนี เกริ่นนำถึงบทบาทของพราหมณ์ในแบบกว้างๆ
Read more »

นครวัด ตำนานนครวัด ประวัตินครวัด ปราสาทนครวัด

นครวัดและการค้นพบ

ภาพโดย by Pigalle

ภาพโดย by Pigalle

“นครวัด” หรือฝรั่ง(เศส) เรียก อังกอร์วัด-Angkor Wat เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานที่เรียกรวมกันว่า “เมืองพระนคร” มี “นครธม” โดดเด่นเคียงคู่ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เจ้าของบ้านออกเสียง เสียมเรียบ) กัมพูชา

นครวัดสร้างในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693 ซึ่งขณะนั้นพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นมหาเทพ รุ่งเรือง สุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัดเป็นเทวาลัยบูชา และให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ (ทรงได้พระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ว่า บรมวิษณุ ส่งผลนครวัดมีอีกชื่อว่า บรมวิษณุมหาปราสาท) นครวัดจึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออกตามขนบ

ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเปลี่ยนนครวัดเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายาน จากช่วงเริ่มสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1650-1693) ที่เป็นเทวสถานฮินดู ครั้นถึง พ.ศ.1720 จามบุกขอม ชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปเมืองนครหลวง ให้สร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากนครวัดไปทางเหนือ เป็นเมืองหลวงใหม่
Read more »

เหวัชระ เทพผู้พิทักษ์ในคติพุทธมหายานแบบตันตระ หรือมนตรยาน

ภาพโดย by Wonderlane

ภาพโดย by Wonderlane

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง / โดย ราม วัชรประดิษฐ์ / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เหวัชระเป็นภาษาทิเบต หมายถึงเทพผู้พิทักษ์ในคติพุทธมหายานแบบตันตระ หรือมนตรยาน

ต่อมาพัฒนาเป็นนิกายวัชรยาน ซึ่งแพร่หลายอยู่ในแถบทิเบต ภูฏาน จีน และเข้ามายังเขมรราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยเทพผู้พิทักษ์เหล่านี้จะเรียกว่า “ยิ-ดัม” โดยลามะชั้นสูงจะมียิ-ดัม คอยปกปักรักษา มีหน้าที่คอยกำราบภูตผีปีศาจและดูแลมิให้สิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้น ปรากฏเป็นชื่อ เหวัชระ, คุหยสมาช, มหามายา, สังวร, กาลจักร หรือชัมภละ เป็นต้น

พุทธแบบตันตระเป็นสาขานิกายหนึ่งของมหายาน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อของลัทธิฮินดู เนื่องจากมีบ่อเกิดในบริเวณอนุทวีปหรืออินเดียโบราณร่วมกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ “อาถรรพเวท” ในปลายยุคพระเวทของฮินดูมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวความเชื่อของตันตระหรือมนตรยาน นิยมสร้างรูปเคารพของพระโพธิสัตว์ในลักษณาการต่างๆ รวมทั้งสร้างยิ-ดัม คอยปกปักอารักขา ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาดุร้ายน่าสะพรึงกลัวทั้งสิ้น
Read more »

ตำนานพระพิฆเนศวร เรื่องราวของพระพิฆเนศวร์

ตำนานพระพิฆเนศ เรื่องราวของพระพิฆเณศวร์

560141_304441089659021_1811796047_n
คอลัมน์พันธุ์แท้พระเครื่อง / ราม วัชรประดิษฐ์ / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

คนไทยเรามีความคุ้นเคยกับบรรดาเทพทั้งหลายในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมาช้านาน ถึงแม้ประเทศเราจะเรียกว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ก็ไม่สามารถ ปฏิเสธได้ว่ายังมีความเชื่อเกี่ยวกับองค์ทวยเทพต่างๆ ด้วยเช่นกัน อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์หรือคติฮินดูนั้น สถาปนาในสยามประเทศหรือดินแดนสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ต่อมาแม้ว่า “สุวรรณภูมิ” จะเป็นศูนย์รวมของอารยธรรมจากนานาประเทศ แต่ศาสนาที่มีความสำคัญและโดดเด่นที่สุดก็คือ ศาสนาพุทธ

ขณะเดียวกันคติความเชื่อในศาสนาฮินดูก็ยังคงเหนียวแน่นอยู่ในสังคม อันอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองศาสนาต่างมีความแตกต่างมีเอกลักษณ์ของตนอย่างชัดเจน บางอย่างไปด้วยกันได้ และบางอย่างดูเหมือนจะขัดแย้งโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีความสัมพันธ์ในจิตใจคนและเป็นไปอย่างกลมกลืน

สมัยกรุงศรีอยุธยาลัทธิพราหมณ์ค่อนข้างมีความชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ราชธานี (อยุธยา) หรือพระนามของกษัตริย์ที่ขึ้นต้นด้วย สมเด็จพระรามาธิบดี อันเป็นปางหนึ่งใน “รามาวตาร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีพระนามแสดงถึงการเป็นองค์อวตารของ พระวิษณุ อย่างชัดเจน มีการจัดพิธีตรียัมปวาย อันเป็นพิธีพราหมณ์ที่อัญเชิญมหาเทพลงมาตรวจสอบความมั่นคงของเมืองที่แสดงออกโดยการ “โล้ชิงช้า” โดยพราหมณ์ที่เรียกว่า “นาลิวัน”
Read more »

มุทรา-กำเนิดท่ารำสยาม การทำมุทรา โยคะบนฝ่ามือ มุทราของพระโพธิสัตว์

มุทรา-กำเนิดท่ารำสยาม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง / หนังสือพิมพ์ข่าวสด โดย ราม วัชรประดิษฐ์

การทำท่าทาง หรือ ปางมือ (มุทรา) อันเป็นต้นกำเนิดแห่งนาฏยศิลป์นั้น มีความเกี่ยวพันกับแนวคิดแบบ ตันตระ ซึ่งในความรับรู้ทั่วไป ลัทธิตันตระ หรือ ตันตริก เป็นนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่เผยแพร่ อยู่ทั่วไปในทิเบต ภูฏาน จีน ซึ่งจะมีการสร้างรูปเคารพในลักษณะแปลกประหลาดกว่าทางหินยาน หรือเถรวาท เช่น มักผนวกเอาเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ให้ปรากฏในการสร้างพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์

พระนางตารา อันเป็นชายาของพระโพธิสัตว์ จนบางกลุ่มถูกเรียกว่า นิกายมนตรยาน ก็มี โดยแสดงออกทางการร่ายรำและการทำ “มุทรา” หรือปางมือ ได้แก่ การจีบนิ้วมือในลักษณะต่างๆ ทั้งข้างเดียวและสองข้าง ซึ่งมีความหมาย กว้างไกลไม่เหมือนกันในท่าทางการจีบนิ้ว เช่น การใช้นิ้วหัวแม่มือจรดกับข้อนิ้วแรกของนิ้วชี้ ก็เป็นความหมายอย่างหนึ่ง การใช้หัวแม่มือจรดกับข้อนิ้วแรกของนิ้วกลางทั้งข้างเดียวและสองข้างก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง

คำว่า ตันตระ (Tantra) หมายถึงความรู้และ การริเริ่ม ซึ่งจะให้ความสำคัญต่อการแสดงออกทางร่างกายในท่าทางต่างๆ ที่เรียกว่า “ปาง” เป็นสำคัญ ความเชื่อในตันตระนั้นเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคพระเวทของอินเดียโบราณ นอกจากการที่พราหมณ์จะรจนา คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท แล้วยังเพิ่มส่วนที่เรียก อาธรรพเวท รวมไปถึงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อบูชาเทวะ เช่น การร่ายรำ การร่วมเพศ การบูชายัญ เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ตันตระมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยเฉพาะการนำเรื่องราวทางนาฏยศาสตร์ ที่พระศิวะทรงร่ายรำ ซึ่งชาว โลกเชื่อว่าถ้าทรงร่ายรำอย่างรวดเร็วโลกก็จะเดือดร้อนหวั่นไหว หากร่ายรำอย่างแช่มช้าอ่อนช้อยโลกก็จะสงบร่มเย็น
Read more »

. . . . . . . . .