ตำนานพระสีวลี ผู้เป็นเลิศในลาภสักการะ

ผลบุญที่ทำให้พระสีวลีเป็นผู้ที่มีลาภสักการะมาก ไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวท่านเท่านั้น แต่ส่งผลถึงคณะสงฆ์ซึ่งรวมไปถึงช่วยเกื้อกูลพระพุทธองค์ในบางครั้งอีกด้วย

ขอกล่าวถึงเรื่องราวของพระเรวตะ สักเล็กน้อยดังนี้ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปยังป่าไม้ตะเคียน เพื่อพบพระน้องชายของพระสารีบุตร คือ พระเรวตเถระ ในสมัยพระพุทธกาลมีพระสาวกนามว่าเรวัตตะ 2 รูป อีกรูปคือพระกังขาเรวตเถระ หลังจากที่พระสารีบุตรบวชแล้วท่านได้พาน้องชายและน้องสาวอีก 5 คนออกบวชด้วย นางสารีพราหมณี ผู้เป็นมารดา กลัวว่าจะไม่มีผู้สืบสกุลและดูแลทรัพย์สมบัติ จึงต้องการรั้งตัวพระเรวัตตะซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องไว้ด้วยการแต่งงาน

ในขณะนั้นพระเรวัตตะกุมาร มีอายุได้ 7 ปี เมื่อถึงวันแต่งงาน ก็ได้พบเจ้าสาวรุ่นราวคราวเดียวกันและเครือญาติเมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาเหี่ยวย่นและไร้เรี่ยวแรงของยายของเจ้าสาว จึงถามกับญาติเจ้าสาวว่า ต่อไปเจ้าสาวของตนจะเป็นแบบนี้หรือไม่ ญาติก็ตอบว่าใช่ เรวตกุมารจึงเห็นความไม่เที่ยงของรูปสังขาร และไม่ต้องการใช้ชีวิตอย่างนี้อีกต่อไป ท่านจึงต้องการออกบวทช พระเรวัตตะกุมารจึงออกอุบายโดยระหว่างที่เดินทางไปบ้านของเจ้าสาว ได้บอกญาติของเจ้าสาวว่าปวดท้อง ขอแวะปลดทุกข์ข้างทางแล้วจะตามไป แต่ความจริงได้หนีไปยังสำนักสงฆ์ใกล้เคียงเพื่อขอบวช

แต่ว่าคณะสงฆ์มีกฎว่า ผู้ต้องการบวชจะต้องได้รับคำอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียก่อน เมื่อขอเข้าไปบวช พวกภิกษุจึงถามว่าเป็นบุตรของใคร เมื่อทราบว่าท่านเป็นน้องชายของพระสารีบุตรจึงบวชให้ เพราะก่อนหน้านี้ พระสารีบุตรได้มาบอกว่า ถ้าน้องชายของท่านเข้ามาขอบวช ขอให้บวชให้ทันทีโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากมารดา เพราะมารดาของท่านนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ ไม่ศรัทธาในพระธรรม และเห็นผิดเป็นชอบ และคงไม่อนุญาตให้เรวตกุมารได้บวชแน่นอน ท่านจึงอนุญาติเสียเองด้วยสิทธิการเป็นผู้ปกครองเพราะถือเป็นพี่ชาย

หลังจากที่พระสารีบุตรทราบว่าน้องชายได้ออกบวช จึงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ต้องการเดินทางไปเยี่ยมที่ป่าตะเคียน พระพุทธองค์ได้ฟังจึงตรัสทัดทานถึง 2 ครั้ง จนเมื่อพระสารีบุตรทูลขอไปเยี่ยมเป็นหนที่ 3 พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูด้วยพระญาณก็ทราบว่า พระเรวัตตะบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหันต์แล้ว จึงทรงอนุญาตให้ไปได้ ละพระองค์ก็จะเสด็จไปพร้อมกับคณะสงฆ์จำนวน 500 รูป

เมื่อพระบรมศาสดาและคณะสงฆ์มาถึงทางสามแพร่งแห่งหนึ่ง พระอานนท์พุทธอนุชาประทานจึงตรวจดูเส้นทาง และกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสด็จไปทางอ้อมระยะทางไกล 60 โยชน์ มีประชาชนอยู่อาศัยมาก พระภิกษุจะไม่ลำบากด้วยภิกขาจาร แต่ถ้าเสด็จไปทางลัดระยะทางประมาณ 30 โยชน์ ไม่มีประชาชนอยู่อาศัย มีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีแต่อมนุษย์อยู่อาศัย พระภิกษุสงฆ์จะลำบากด้วยภิกขาจาร

พระพุทธองค์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า พระสีวลีมากับเราด้วยหรือเปล่า พระอานนท์ตอบว่า พระสีวลีร่วมทางมาในครั้งนี้ด้วย

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบจึงตรัสตอบไปว่า ดูก่อนอานนท์…ถ้าอย่างนั้นก็จงไปทางลัด ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวลด้วยอาหารบิณฑบาต เพราะเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในป่าระหว่างทาง จะจัดสถานที่พักและอาหารบิณฑบาตไว้ถวายพระสีวลี ผู้เป็นที่เคารพนับถือ และเราทั้งหลายก็จะได้อาศัยบุญของพระสิวลีนั้นด้วย

พระพุทธองค์และคณะจึงได้เสด็จเบี่ยงไปตามเส้นทางลัด ซึ่งก็เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ตรัสทุกประการ คือ แม้จะเป็นทางเปลี่ยว แต่เหล่าเทวดาทั้งหลายก็ได้นำภัตตาหารมาถวายคณะสงฆ์เป็นอันมาก แสดงให้เห็นผลบุญของพระสิวลีที่ยังประโยชน์แก่คณะสงฆ์รวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย

ด้วยอำนาจของบุญที่พระสีวลีได้กระทำมาในอดีตชาติ จึงส่งผลให้ท่านเจริญไปด้วยลาภสักการะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด ก็จะมีเทวดา พญานาค พญาครุฑ และอมนุษย์ทั้งหลาย นำลาภสักการะมาถวายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยเหตุนี้ ในเวลาต่อมาพระพุทธเจ้าจึงทรงประกาศยกย่องพระสิวลีให้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีลาภมาก

จากหนังสือ พระสีวลี อรหันต์แห่งโชคลาภ โดย นทธัญ แสงไชย // สำนักพิมพ์อมรินทร์

Comments are closed.